บันเทิง

กำลังใจแด่'นักเขียน'

กำลังใจแด่'นักเขียน'

25 พ.ย. 2554

กำลังใจแด่'นักเขียน':มองผ่านเลนส์คม โดย... นันทพร ไวศยะสุวรรณ์

          ช่วงหลังมานี้ ดิฉันเขียนถึงเรื่องน้ำท่วมใหญ่หลายครั้ง...
 
          หากกล่าวเฉพาะแวดวงศิลปะและวรรณกรรม ที่ได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้าง ที่หนักก็ถึงขนาดสูญสิ้นสิ่งที่สะสมมาตลอดทั้งชีวิต!
 
          มีคนโทรถามดิฉันว่า ทำไมต้องให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้ ทั้งๆ ที่ประเทศเราก็มีคนตั้งมากมายที่เดือดร้อน
 
          ดิฉันบอกไปว่า หลายหน่วยงานก็พยายามเข้าช่วยเหลือทุกคนอยู่แล้ว ตัวเองก็มีญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ที่ประสบอุทกภัยเหมือนกัน
 
          แต่ทว่า ที่ต้องเขียนถึง หรือแม้กระทั่งจัดกิจกรรมเพื่อหาเงินสมทบกองทุนช่วยนักเขียนและศิลปินที่ประสบภัย ก็ไม่ผิดที่ว่าเราเห็นความสำคัญของพวกเขา
 
          สิ่งที่จมหายไปกับสายน้ำ ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งบ้าน ที่อยากจะซื้อหาใหม่หรือสร้างให้เหมือนเดิมกี่ร้อยกี่พันตัวได้     
          ของที่พวกเขารัก เป็นของเก่าหายาก หาที่ไหนอีกไม่ได้ เป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจ และมีมูลค่าที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเงิน
 
          น่าเศร้าแค่ไหนที่สิ่งของเหล่านี้ นอกจากหาซื้อใหม่ไม่ได้แล้ว ยังไม่สามารถกู้คืน หรือกลับมาให้เหมือนเดิมได้อีกต่อไป
 
          คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่พิสมัยการดูหนังฟังเพลง หรือไม่มีแม้แต่เวลามองภาพศิลปะสักชิ้น อาจไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง "เอาใจช่วย" คนทำงานกลุ่มนี้
 
          อยากจะบอกแค่ว่า สิ่งที่พวกเขารักและเก็บไว้ เป็นคลังปัญญา เป็นประวัติศาสตร์ที่จะสืบค้น "รากเหง้า" และเป็นแหล่งวัฒนธรรมที่เก็บและบันทึกโดยปัจเจกชน
 
          คนที่คลางแคลงใจอาจไม่รู้ว่า ในหอสมุดแห่งชาติ หรือพิพิธภัณฑ์ของรัฐ กลับไม่มีของเหล่านี้
 
          ก็คนบ้าที่ไหนที่เก็บหนังสือการ์ตูนเล่มละบาท เก็บวรรณกรรมตั้งแต่เริ่มแรกที่บ้านเราเริ่มเขียน หนังสือต้องห้าม หนังสือดีๆ ของฝรั่ง ลายมือต้นฉบับนักเขียน-นักแต่งเพลง แผ่นเสียง ชุดนักร้องชื่อดัง กระต่ายขูดมะพร้าว ขวดไบเล่ เก้าอี้ตัดผมของกัลบก ฯลฯ
 
          อยากรู้หรือเปล่าล่ะว่าพวกเขาเก็บไปทำไม เก็บจนแทบไม่มีที่จะเดินในบ้านแล้ว
 
          เหตุผลคงมีไม่มาก นอกจากความชอบส่วนตัว เป็นเรื่องของรสนิยม คงไม่ต่างกับบางคนที่สะสมรถ สะสมพระเครื่อง หรือสะสมกระเป๋าแบรนด์ดังทั้งหลาย 
 
          แต่ถามต่ออีกว่าของที่เสียหาย เป็นสมบัติส่วนตัวไม่ใช่หรือ ขอบอกว่า "ใช่" แต่เป้าหมายอาจต่างจากนักสะสมคนอื่นๆ
 
          ในความเป็นส่วนตัว แต่กลับเปิดบ้านให้คนเข้าไปใช้งาน หรือค้นคว้าหาข้อมูลอย่างไม่หวง ไม่เก็บค่าเข้าชม บางทีของหายเพราะคนหยิบฉวยไปโดยไม่คืนก็มี   
 
          พวกเขาเก็บและให้เป็นวิทยาทานมาโดยตลอด ไม่ได้เก็บเพื่อเก็งกำไรเหมือนข้าวของอื่นๆ 
 
          ลองไปถามนักเขียน นักวิชาการ นักข่าว หรือนักประวัติศาสตร์ดู มีใครบ้างที่ไม่เคยใช้บริการบ้านของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี พิพิธภัณฑ์เพลงลูกทุ่งของ เจนภพ จบกระบวนวรรณ พิพิธภัณฑ์ของเก่าของ เอนก นาวิกมูล (ทั้งหมดจมน้ำไปหมดแล้ว) ดูก็ได้
 
          แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า "สมบัติส่วนตัว" ที่เป็น "สมบัติส่วนรวม" ได้หรือไม่!
 
          และสิ่งที่หลายคนช่วยกันให้ "กำลังใจ" พวกเขา มันสมควรหรือเปล่า!?