
นักร้องกับนักการเมือง
นักร้องกับนักการเมือง:คมเคียวคมปากกา โดย... เคียวจันทร์ คว้านใจ
ในช่วงมหาอุทกภัย ทำให้หลายๆ คนอดคิดไม่ได้ว่า จะว่าไปแล้วนักร้องลูกทุ่งจะมีความคล้ายคลึงกับอาชีพนักการเมืองอยู่หลายจุดเหมือนกัน
นักร้องลูกทุ่งจะมีช่วงชีวิตการทำงานที่เป็นวงจรในแต่ละปี คือทำงาน 8 เดือน หยุดหน้าฝน 4 เดือน เข้าห้องบันทึกเสียงแล้วออกผลงานชุดใหม่ หลังจากนั้นเมื่องานอัลบั้มหรือซิงเกิลเสร็จก็ออกหาเสียงโดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ พร้อมกับรับงานคอนเสิร์ตไปด้วย ช่วงนี้นักร้องอาจมีงานฟรีเยอะหน่อย ก็ถือว่าต้องช่วยกันเพราะอยู่ในช่วงแนะนำเพลงใหม่
นักร้องในช่วงระยะเวลานี้จะดูเป็นคนน่ารักมาก มือไม้อ่อนไหว้คนไปทั่วไม่ดูหัวหงอกหัวดำ บางคนอายุน้อยกว่า แทบจะรับไหว้กันไม่ทันเพราะกลัวจะอายุสั้น ซึ่งภาพไม่ต่างจากนักการเมืองตอนหาเสียง ปากก็พร่ำฝากเพลงฝากอัลบั้มชุดใหม่ด้วยครับ(ค่ะ)
หลายครั้งที่เราจะเห็นภาพนักร้องไปงานกุศลหรืองานช่วยสังคมใดๆอย่างไปเลี้ยงข้าวเด็กกำพร้า คนพิการ คนแก่ตามสถานสงเคราะห์ต่างๆ มีบางคนเผลอหลุดปากฝากอัลบั้มชุดใหม่ด้วยคร้าบ....
เคยมีนักร้องไปร้องเพลงให้ผู้ต้องหาฟังในเรือนจำ ไม่รู้ว่าเคยมีการฝากอัลบั้มกันบ้างไหม ถ้าเป็นอย่างนั้นคงถูกผู้ชมตั้งคำถามว่า จะให้ออกไปซื้อได้ยังไง(วะ)
หลังจากออกเพลงไปได้ ราว 1-3 เดือน ประชาชนก็จะเลือกว่าจะให้ใครเป็นอันดับ 1 เมื่อเพลงดังจนเป็นที่ยอมรับกันทั่วประเทศ ก็เหมือนกับเป็นตัวแทนของนักร้องในการมอบความบันเทิงให้แก่ประชาชน แต่ต่างกันตรงที่นักร้องจะรับค่าตัว ถอนทุนกันแล้ว ซึ่งเป็นไปตามปกติของระบบธุรกิจ
ยามนั้นประชาชนที่เคยจับมือถ่ายรูปคุยกันหรือสื่อมวลชนที่เคยสนับสนุนเชียร์กันอาจจะหาหัวนักร้องบางคนยากขึ้นเพราะคิวร้องเพลงรับใช้ประชาชนจะยาวตลอดปี นักร้องบางคนทำงานมากกว่า 365 วันเพราะบางวันมีงานวันละ 2-3 แห่ง
ครั้นพอเพลงดังเริ่มโรยราลงหรือมีนักร้องเบอร์ใหม่มาแทนที่ ในทำนองสมบัติผลัดกันชม ก็กลับเข้าสู่วงจรเดิมอย่างนี้เรื่อยไป
แต่ข้อดีของนักร้องที่มีเพลงดังสุดๆ อย่างน้อย 1 เพลง ถ้ารักษามาตรฐานการทำงานดีๆ และทำตัวให้เป็นที่รักใคร่ของประชาชน ก็จะถูกแขวนให้เป็นอันดับ 1 ทั้งชีวิต มีงานตลอดทั้งในและต่างประเทศ มีรายได้เปรียบเหมือนน้ำซึมบ่อทรายตักเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมดสิ้น
สิ่งที่นักร้องบางคนเหมือนนักการเมืองมากๆ ตรงที่เวลามาขอคะแนนเสียงหรือความเมตตาสงสารจะมีจริตที่น่าสงสาร อ่อนน้อมถ่อมตัว แต่เมื่อได้รับตำแหน่งหรือเป็นอันดับหนึ่งแล้ว การใช้ชีวิตก็จะเปลี่ยนไปเป็นหน้ามือกับหลังเท้า
ยามที่ประชาชนลำบาก อย่างเช่นการเกิดภัยพิบัติต่างๆ นักร้องดังๆน่าจะใช้ชื่อเสียงที่ได้มาจากประชาชนมาช่วยเหลือสังคมกันบ้าง แต่ก็มีบางคนที่ยังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน แถมยังอารมณ์เสียที่มีเรื่องภัยพิบัติมาทำให้รายได้หดหายไป
นักร้องกับนักการเมืองบางคนจึงเป็นคนที่พร้อมจะร่วมสุขกับประชาชน แต่ถ้าเกิดเรื่องทุกข์ก็ตัวใครตัวมันละกัน
แต่นักการเมืองบางคนน่ารังเกียจกว่า กลับเอาความทุกข์ของประชาชนมาหาเสียงหรือหาผลประโยชน์เข้าตัวเองซ้ำเข้าไปอีก



