
สู่สามัญ
สู่สามัญ:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ถุงขยะสีดำ 3-4 ใบ วางเรียงรายอยู่บนฟุตบาทข้างตู้โทรศัพท์สาธารณะ บางถุงถูกผูกไว้มิดชิด บางถุงมีน้ำซึมออกมาไหลนองพื้น บางถุงก็เปิดปากอ้าไว้ ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งสวมเสื้อยืดกับกางเกงที่จำสีสันดั้งเดิมของมันไม่ได้ในเวลานี้ รู้เพียงว่ามันคงเลิกคบหากับผงซักฟอกและน้ำมาเป็นเวลานาน เขานั่งยองๆ และขะมักเขม้นกับบางสิ่งในถุงดำใบหนึ่งอยู่ เขายื่นมือลงไปจกบางอย่างที่มีลักษณะเป็นเส้นเปียกๆ แฉะๆ แล้วส่งมันเข้าปากคำแล้วคำเล่า … ฉันคงเป็นผู้สังเกตการณ์คนเดียวในละแวกนั้นที่เฝ้ามองอยู่อย่างเงียบๆ จู่ๆ กระเพาะอาหารมันก็หดตัวเหมือนอยากจะขย้อนบางสิ่งออกมาทางปาก ฉันนึกถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวรวมกับข้าวและเศษอาหารอื่นๆ ที่ร้านอาหารจะเทรวมกันลงในถังข้าวหมูก่อนที่จะเอาถ้วยชามไปล้าง เวลานี้มีคนกำลังกินมันอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่สนใจ รูป รส กลิ่นและสัมผัสอีกต่อไป ราวกับว่าเขาได้ก้าวข้ามขั้นการยึดติดในภาพลักษณ์ขึ้นไปไกลกว่านั้น … หรือไม่เขาก็คงเป็นคนที่อยู่ในโลกแห่งจินตนาการที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปถึง แต่มันคงไม่ซับซ้อนขนาดนั้นหรอกเพราะเขาเป็นคนบ้า! แต่ไม่ว่าจะดีหรือบ้า เวลาที่คนเรามันหิวมันก็กินทุกอย่างถ้าไม่มีทางเลือก ถ้าเราหลงป่าเราคงกินแมลง กินหนอน กินซากสัตว์ กินฉี่ของตัวเอง (ในหนังฝรั่งที่สร้างจากเรื่องจริง เรื่อง 127 ชั่วโมง) หรือกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเองเมื่อต้องอยู่ในสภาพของเครื่องบินตกในที่ที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตรอดอยู่ได้ เพียงเพื่อกำจัด “ความหิว” ให้หมดไป
“ความหิว” ในระดับชั้นของความเหนือสามัญได้เปิดทางให้มนุษย์มีทางเลือกกิน เลือกเสพย์ ในสิ่งที่ซับซ้อน ยุ่งยาก และวุ่นวายมากขึ้น เพียงเพื่อสนองแรงปรารถนาในตัวมนุษย์ และการนำมาซึ่งการดับความหิวในระดับที่ซับซ้อนนั้นก็ได้ผลาญและทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างมากมายและนี่ไม่นับรวมถึงการกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยสิ้นเปลืองและพิสดารซึ่งนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสัตว์หายากไม่ว่าจะเป็น วาฬ ฉลาม แรด หมี หรือ เสือ ฯลฯ
เพียงแค่ “ความหิว” เราก็ได้เห็นความแตกต่างในระดับชั้นของผู้บริโภคได้โดยไม่ต้องสังเกตอะไรมากนัก เพราะมันช่างกระจ่างชัด และเห็นกันจะจะตรงหน้าฉันในเวลานี้ … ถัดจากถุงขยะกองนี้ไปอีกไม่ไกล ผู้ชายเร่ร่อนอีกคนก็นั่งยองๆ กินอะไรอยู่สักอย่าง แต่อันนี้สูงกว่านั้นอีกหนึ่งขั้น เพราะมีก๋วยเตี๋ยวที่ทำใหม่ๆ ในถ้วยโฟมกับน้ำอะไรสักอย่างในถ้วยกระดาษที่มีฝาปิดอย่างดี เดาง่ายๆ ได้ว่าคงมีคนใจดีซื้อให้กิน ฉันเดินผ่านหน้าเขาไป 2-3 ก้าวแล้วหันหลังเดินกลับไปที่เขาคนนั้น ยื่นเงินให้หนึ่งร้อยแล้วพูดว่า
“เอาไว้ซื้อข้าวกินนะ”
ฉันเดินกลับพร้อมกับคำถามที่ว่า “ชีวิตของคนเราทุกวันนี้ มันยุ่งยากไปไหม?” มนุษย์เรามุ่งเน้นไปที่การให้ความสำคัญกับตัวเองเพื่อให้เป็นคนที่ “เหนือ”(ระดับ) หรือ “แนว” อย่างที่ไม่มีใครเหมือนในเอฟเฟอรี่ติง ทุกๆ สิ่งจนคำว่า “ธรรมดาสามัญ” ที่เคยติดตัวเรามาแต่เกิดจากการเป็นมนุษย์ที่ต้องเข้าวงจร “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” อย่างไม่มีใครหนีพ้นนั้นหล่นหายไประหว่างทางที่พิเศษของการใช้ชีวิต จากแกงจืดกับไข่เจียวที่แม่ชอบทำให้กินกลายเป็นอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งพิซซ่า พาสต้า ไก่ทอด ที่มีคนขี่แมงกาไซค์เอามาให้ถึงบ้าน เพียงแค่กดเลข 4 ตัว สั่งแล้วจ่ายตังค์ นั่นมันชีวิตของเด็กสมัยนี้ที่กินทุกอย่างตามโฆษณา แล้วถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานหาเงินได้แล้วล่ะก็ต้องจิบไวน์ กินอาหารฝรั่ง ประเภททาปาส (TAPAS) ไอ้พวกชีสๆ กับอาหารคำเล็กคำน้อยไปจนถึงคำโตที่กินกันระหว่างมื้อของฝั่งสเปนโน่น นั่งรวมกลุ่มไขว่ห้างชิลๆ ตามย่านกิ๊บเก๋แล้วอัพรูปขึ้นเฟสบุ๊ก เช็กอินแอดโน่นทีนี่ที … ธรรมดาซะที่ไหน! ใครอย่ามาอัพรูปแกงถุงละ 20 บาทหน้าตลาดนะ ไม่ใช่ว่าเชย แต่มันจริงเกินไป!
จะไปว่าอะไรได้ในเมื่อชีวิตใครก็ชีวิตมัน วิถีใคร วิถีมัน จะจริงหรือสร้างภาพก็ไม่มีใครไปสืบเสาะหาความจริงเอากับใคร เพราะเรื่องเราเองก็ยังไม่รอด ใครจะชอบดาราเกาหลี ชอบกินอาหารญี่ปุ่นจานละหลายร้อยแทนข้าวแกง 2 อย่าง 30 บาท ที่แม่พากินแต่เด็ก ก็ตัวใครตัวมันเถอะ ชีวิตนี้เกิดมาเป็นคนหนเดียว ใครอยากทำอย่างไรก็ทำไป จะไปหวังอะไรกับชาติหน้า (ก็ทำบุญเป็นทุนไว้แล้วหากมีโอกาสจะเกิดอีกหนอะนะ) แต่นักร้องหน้าแก่รุ่นแม่อย่างฉัน น้ำตาจะไหลเสียให้ได้เวลาที่เจอะเจอใครที่ใช้ชีวิต กิน อยู่ คือ อย่างแสนจะธรรมดาสามัญ แม้จะเป็นคนบ้าก็เถอะ ข้อดีของคนบ้าก็คือ เป็นมนุษย์ดิบๆ ที่ไม่ตอแหล ดัดจริต หรือคิดคด ไม่โกงกินชาติบ้านเมือง ไม่เอาเปรียบคนไทยด้วยกัน แล้วก็ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน (รำคาญก็อีกเรื่อง) แค่นี้ก็ดีกว่าคนเล่นการเมืองบางคนแล้ว (อุ๊ย! แรงส์อะ แต่คงไม่มีใครไล่ออกจากงานหรือปลดออกจากผังเพราะเป็นนักร้องไร้สังกัด มันดีตรงนี้แหละคู้น!)
อือ … ฉันหาข้อดีของน้ำท่วมเจออีกข้อแล้ว ตรงที่คนไทยจะได้กลับมากินข้าวที่ทำเองง่ายๆ ข้าวกะเพราไข่ดาว ข้าวเหนียวหมูทอด กินมาม่ากับน้ำเปล่า หลังจากที่เอาแต่ใจกินอะไรแบบเกาหลี ญี่ปุ่น และฝรั่งกันมานาน ในยามวิกฤติชีวิตก็กลับสู่สามัญ เราก็กินของธรรมดาพวกนี้มาตั้งแต่เกิด น้ำท่วมจึงช่วยดีท็อกซ์และบำบัดนิสัยเอาแต่ใจของคนไทยให้กลับมาเป็นคนไทยจริงๆ ที่อยู่ง่าย กินง่าย อย่างพอเพียง เหมือนที่พ่อหลวงท่านสอนไว้
ใกล้ปีใหม่แล้วอีกแค่เดือนกว่าๆ น้ำก็คงจะลดแล้ว ถ้าถึงเวลานั้น เราอาจไม่ได้ฉลองเอิกเกริกทั้งกินและดื่มอย่างที่เคยเป็น แต่คราวนี้สิ่งที่มาทดแทนคือการรวมตัวของครอบครัวอย่างพร้อมใจพร้อมหน้า กินอะไรธรรมดาๆ แต่มีความสุขมากมายถ้าความสุข … มันอยู่ที่ใจ (จริงๆ)



