
อดทน
อดทน:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“เพราะไม่เคยท้อ แม้ต้องถอย ย่ำรอยเดิมสักกี่ครั้ง
หัวใจยังฝ่าฟัน ไม่ยอมหยุดเฉย
ไม่หวัง ไม่รอ ราชรถเข้ามาเกย
เพราะรู้ไม่เคย สมหวังด้วยการนั่งรอ
ร่างกายอ่อนล้า แต่ใจกล้าเดิน
ฝันไม่ไกลเกิน ขอแค่ก้าวเดิน ด้วยความศรัทธา
เชื่อในศักดิ์ศรี มั่นในวิถีของคนกล้า
วันนี้ข้ามเส้นชัยมา ขอยิ้มทั้งน้ำตาให้สาใจ”
(เพลง สมศักดิ์ศรีวิถีคนกล้า : สมศักดิ์ เหมรัญ)
เสียงเพลงดังมาจากทีวีฉันรู้ว่ามันจริงที่สุดในเวลานี้ เวลาที่ธรรมชาติเป็นฝ่ายควบคุมมนุษย์ให้กลับไปสู่ธรรมชาติแห่งมนุษย์นั่นคือการเอาตัวรอด (ด้วยตัวเอง)
แม้จะรู้ว่าคนไทยเป็นคนใจดีและใจบุญไม่เคยทิ้งกันต่างช่วยเหลือกันทุกทางเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้ประสบภัยในที่ต่างๆ แต่บางทีความช่วยเหลือก็ยังไปไม่ทั่วถึงหรือความช่วยเหลือไม่ต่อเนื่องในพื้นที่ที่น้ำท่วมขังนานหลายอาทิตย์ ทำให้ต้องผจญกับปัญหาโดยลำพังจนกว่ามันจะผ่านพ้นไปด้วยตัวของมันเอง
และสิ่งที่มาพร้อมกับการเอาตัวรอดคือ “ความอดทน” โดยเฉพาะความอดทนที่ถูกใช้ไปอย่างฟุ่มเฟือยต่อกลุ่มคนที่ไร้ประสบการณ์ในการบริหารและแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ ดังนั้นคงไม่น่าแปลกใจที่ช่วงนี้ “ความอดทนของคนไทยเหลือน้อยเต็มที” ยังดีที่มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลจากคนไทยด้วยกันมาเป็นสิ่งทดแทน ทำให้เรายังคงอยู่ได้… ไปวันๆ
ช่วงมหาวิกฤติเช่นนี้คือบททดสอบความอดทนในตัวคนได้ดีที่สุด เนื่องจากแต่ละบททดสอบที่เข้ามาล้วนแล้วแต่จะผลักดันให้คนไทยไปถึงจุดที่จะ…หมดความอดทน! หรือว่าที่ผ่านมาพวกเราสุขสบายกันจนเกินไป ตามใจตัวเองกันจนเกินไป จนเราหลงลืมไปว่าในตัวเรามี “ความอดทน” อยู่ด้วยหรือ?
ทุกคนล้วนแต่เป็นและทำในสิ่งที่ต้องการไม่ต้องอดทนอดกลั้นต่อสิ่งใดแม้แต่ขับรถบนถนนก็บีบแตรไล่กันสนั่น ไม่พอใจก็ลงมาต่อยตีกันจนตายคามือ หรือหยุดความเกลียดด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว ไม่มีใครอยากจะคิดว่า “ช่างมันเถอะ” “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” “เดี๋ยวเราก็ลืมแล้ว” “เอาเถอะคนไทยพี่น้องกัน ขอกันกินมากกว่านี้” หรือแม้แต่ “อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ”
เหตุการณ์วุ่นวายที่มาจากน้ำมือมนุษย์ผู้ไร้ซึ่งความอดทนอดกลั้นมันเกิดขึ้นทุกวันจนชาชินต่างคนต่างไม่สนใจกัน และถ้าใครจะสังเกตเห็นบางสิ่งที่หายไปในความมากมายและวุ่นวายของผู้คนที่ต่างคนต่างอยู่นั่นก็คือความไม่ใส่ใจกันและความไม่เอื้อเฟื้อต่อกัน ต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกันราวกับว่าเรามาจากดาวคนละดวงไม่ใช่คนไทยด้วยกัน
มาวันนี้น้ำได้โอบล้อมผู้คนให้มาเผชิญและผจญชะตากรรมร่วมกันอย่างไม่เลือกชั้นวรรณะ และน้ำก็ได้นำเอาบทสอบ “ ความอดทนของมวลหมู่ ” มาใช้กับคนไทยอยู่ในตอนนี้
ตั้งแต่ความไม่สะดวกแม้แต่จะอยู่ กิน หรือเดินทาง ความไม่ปลอดภัยแม้ในบ้านของตัวเอง บ้านที่มีน้ำขังอยู่เต็ม ไหนจะโรคภัยต่างๆ ที่มากับน้ำ ไฟฟ้าดูด ไฟฟ้าช็อต สัตว์มีพิษที่เข้ามาเพ่นพ่านในแหล่งชุมชนที่น้ำท่วมขัง ทำให้คนไทยได้กลับมาเรียนสุภาษิตด้วยวิธีลงสนามเจอกับของจริงจาก “ หนีเสือปะจระเข้ ” มาบัดนี้กลายเป็น “ หนีน้ำปะจระเข้ ” “ เลี้ยงลูกเสือลูกจระเข้ ” กลายเป็น ” เลี้ยงลูกงูลูกจระเข้ ”
พอน้ำท่วมสัตว์เลี้ยงทั้งงูและจระเข้ก็หลุดออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนและที่เด็ดกว่านั้นก็คือ “ น้ำลดตอผุด ” ก็กลายเป็น “ น้ำท่วมตอผุด ” ที่เราจะได้เห็นธาตุแท้ของคน (คนเลว) ซึ่งคอยเอาหน้าเอาเปรียบผู้ตกทุกข์ได้ยากจากข้าวของที่ประชาชนนำไปบริจาค สมัยนี้แล้วคงไม่ต้องรอให้น้ำลดเพราะคนมันจะเลวมันก็เลวไม่รอเวลา ถึงน้ำจะท่วมกูก็จะเลว! ขโมยขโจรก็ไม่เลือกเวลาอีกเช่นกัน อันนี้ก็ว่าเลวโดยกมลสันดาน มิใช่เลวเพราะสถานการณ์บีบบังคับ …
เอาแค่นี้เบาะเบาะดูซิว่าคนไทยจะมีความอดทนอดกลั้นได้แค่ไหน แต่จนถึงวันนี้คงได้รู้กันแล้วว่าเรามีความอดทนมากกว่าที่เราคิดไว้ตั้งเยอะ อะไรต้องยอมก็ยอมกันไป อะไรต้องรับก็รับกันไป จนกว่ามันจะผ่านพ้นไปเองนั่นแหละ และนี่เราก็มายังไม่ถึงครึ่งทางเลย น้ำยังไม่ลงทะเลหรือเหือดหายไปจากพื้นบ้านและพื้นถนน นี่แค่ครึ่งแรกเก็บความอดทนไว้เจอกับความวุ่นวายในการฟื้นฟูบ้านเมืองหลังน้ำลดก็คงจะดี
ในช่วงเวลาของการทดสอบความเป็นคนเช่นนี้กำลังใจและความอดทนจะรวมกันเป็นพละกำลังที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ให้ทุกคนได้กลับไปมีรอยยิ้มและความสุขอย่างที่เคยมีโดยไม่ต้องนั่งรอหรือร้องขอจากใคร … เพราะคนไทยนั้นใจสู้!



