บันเทิง

Tower HeistHeist สมัยใหม่ มาเร็วเคลมเร็ว

Tower HeistHeist สมัยใหม่ มาเร็วเคลมเร็ว

11 พ.ย. 2554

Tower HeistHeist สมัยใหม่ มาเร็วเคลมเร็ว:หนังจอกว้าง โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร [email protected]

           แม้แต่ละปีจะมีหนังออกมาฉาย 300-500 เรื่อง แต่มีโปสเตอร์(หลัก)ของภาพยนตร์อยู่น้อยมาก ที่จะสามารถบอกแนวทางของหนัง ธีมและทิศทางของเรื่อง เท่าที่จำได้ชัดๆ ก็มี the hours และ American beauty ส่วนที่จำได้ลางเลือนก็คือ in the mood for love

          สำหรับ Tower Heist จัดอยู่ในความหมายนี้ เพราะแค่เพียงเห็นโปสเตอร์เป็นรูปกลุ่มตัวละครประหลาดๆ ทำตลกหน้าตาย แต่ยัง “ยืนอยู่” บนเตียงเอียงลาด มันก็พอจะบอกเราได้ว่า ตัวเรื่องจะมีอาการอย่างไร (เนื่องเพราะความเอียงลาดแบบนี้ หลายครั้งมันถูกใช้สื่อถึงความสับสน ความไม่ปรกติของตัวละคร นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไม ฉากหลังของ American beauty ถึงเป็นเส้นเอียงๆ หรือลวดลายเนกไทของ ดัสติน ฮอฟแมน ใน the graduate ถึงเป็นเส้นเฉียงๆ ตัดๆ)
 
          UIP ฉายรอบสื่อ Tower Heist ไปก่อนหน้านี้ครึ่งเดือนแล้ว (นี่เป็นข้อดีที่ผมชอบ คือฉายรอบสื่อล่วงหน้าพอสมควร) แต่ผมคิดว่า แง่มุมที่น่าสนใจ น่าพูดถึงก็คือ แนวทางหรือตระกูลของหนัง (genre) ซึ่งก็คือคำหลังที่อยู่ในชื่อหนัง หรือ “heist”

          มันอาจจะเป็นเรื่องเหมาะเจาะพอดิบพอดีอย่างบังเอิญ เพราะตามสถิติหนังพวก Heist จะไปได้ดีในตอนที่สังคมตอนนั้นกำลังเผชิญหน้ากับปัญหา (ถ้าคิดในมุมนี้ก็ต้องใช้สมมติฐานของน้ำท่วมและการเมือง)
  
          ข้างนอกมีปัญหา ข้างในหนัง ตัวละครกลุ่มหนึ่งก็มีปัญหาเช่นกัน พวกเขาถูกโกงเงินบำนาญและมีเหตุให้ต้องตกงาน ที่สำคัญคนที่โกงเขากลับเคยเป็นคนที่เขาไว้ใจ เชื่อใจ (คล้ายๆ เชื่อใจว่า พอเลือกตั้งลงคะแนนไป ถ้าน้ำท่วมจะมาช่วย) คนที่ว่านี้ก็คือ จอช (เบน สติลเลอร์)ซึ่งเป็นผู้ดูแลตึกพักอาศัยที่หรูหราที่สุดและมีระบบรักษาความปลอดภัยดีเยี่ยมที่สุดในนิวยอร์กซิตี้

          ด้วยสายตาที่ยอดเยี่ยม ไม่มีสิ่งใดหลุดรอดจากการจับตาของเขาได้ ในห้องพักที่หรูสุดบนตึกนั้น นักเล่นหุ้นชื่อดัง อาร์เธอร์ ชอว์ (อลัน อัลดา) ได้ถูกลงโทษจำกัดให้อยู่แต่ในห้องพัก หลังถูกจับข้อหาขโมยเงินสองพันล้านเหรียญจากนักลงทุนทั้งหลาย และกลุ่มที่โดนเขาโกงอย่างแรงก็คือเหล่าพนักงานของตึกนี้ ที่วางใจให้เขาเอาเงินบำนาญไปลงทุนนั่นเอง
  
          คำว่า heist เป็นสแลง มีความเกี่ยวกับการปล้น ขโมยหรือร่วมก่อวีรกรรมของคนกลุ่มหนึ่ง ปกติที่มาหรือสาเหตุของการจะไป heist นั้น จะไม่ค่อยลึกซึ้งซับซ้อน เพราะหนังแบบนี้จะมีสีสันที่สถานการณ์และชูคาแร็กเตอร์เป็นหัวใจของเรื่อง พล็อตเรื่องเป็นเพียงแค่การรองรับ สีสันของตัวละคร ที่แม้จะมาเป็นกลุ่ม หรือมากกว่าหนึ่ง

          ก็มักจะทะเลาะขัดแย้งกันเอง จนคนดูปวดหัวแทน
 
          หลายคนอาจจะรู้ว่า ตัวเขาห่างไกลจาก heist แต่ในความเป็นจริง พวกเราทุกคน อยู่ใกล้ชิดกับหนังตระกูลนี้มาก ใกล้ชิดเพราะว่า ถ้าลองไปไล่ดูรายชื่อภาพยนตร์ในกลุ่มนี้ มันจะมีออกมาเป็นระยะๆ ไม่จัดว่าเยอะ แต่ไม่เคยหายไปไหนได้
 
          Heist ที่ดังๆ ในอดีตก็คือ reservoir dog และ Jackie browns พวกนี้เป็น heist ต้นแบบของยุคหลังๆ คือไม่ว่าจะร้ายอย่างไร มันก็มีความตลกร้ายซ่อนอยู่ในคำพูดและพฤติกรรม (เช่นพวกเขาบางคน แม้จะเป็นอาชญากรที่ดูองอาจ แต่พอเข้าบ้านก็ “กลัวเมีย” จนตัวสั่น)
  
          หนังเรื่อง tower heist ที่เข้าสุดสัปดาห์นี้ ก็มีลักษณะร่วมกันแบบนี้ เพียงแต่มันเดินทางไปอีกสเตปหนึ่ง ทำให้คลี่คลายลงและสนุกขึ้นจากการไม่เป็นอาชญากรโดยสันดาน ลักษณะแบบนี้ ค่อยๆ เข้ามาเปลี่ยนแนวทางหนังต่างๆ นะครับ เช่นหนังแนวอื่นๆ อย่าง ในขณะที่ผู้คนชื่นชอบหนัง film noir มีแบบแผนชัดเจน เรื่องของชายหญิงและราคะด้านมืด
ที่หักมุมด้วยอะไรสักอย่าง
 
          แต่พอเป็น film noir สมัยใหม่ มัน “เคลื่อน” สถานะทางเพศ คือ แทนที่จะนัวเนียชายกับหญิง มันก็เปลี่ยนไปสู่ ทอมกับเลสเบี้ยน หรือหญิงฟาดหญิง และรวมหัว “จัดการผู้ชาย”
 
          เช่นกัน จากที่ตัวละครจะต้องเก่งกาจเชี่ยวชาญ ถึงขั้นว่าผิดพลาดยาก หรือพูดง่ายๆ คือ ถูกยกไว้อย่างสูงส่ง ใน tower heist คาแร็กเตอร์ต่างๆ ถูกดึงต่ำลงมา ให้มีความเป็นคน เป็นมนุษย์ มีเลือดเนื้อและจิตใจ หรือพูดให้เข้าใจง่าย พอคนปรกติที่เคยเป็นคนดี ต้องมาแกล้งเป็นคนร้าย เป็นอาชญากรประดิษฐ์ มันก็มีโอกาสผิดพลาดและตลกในตัวสูง
ผมชอบบรรยากาศในหนัง โดยเฉพาะการให้ “สีดำ” เป็นตัวละครหลัก (เสื้อผ้า, ฉากหลัง, แสงแบบ low key) ซึ่งมีความหมายบางอย่าง ให้เราค้นหา และถ้าคุณจะ heist อะไรสักอย่างด้วยความจำเป็น ผมขอแนะว่าอย่าให้อีตา เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์ กับ เบน สติลเลอร์ มาเป็นหัวหน้าแก๊ง
 
          แต่ถึงเป็น heist แบบใหม่ หนังก็ไม่ได้ปฏิเสธต้นทางที่เคยวางมา ยังมีเรื่องของการพลิกผันของพล็อต, มีความตลกร้ายของตัวละคร และสิ่งที่เหมือนจะน่ากลัวมากกว่าคนขี้โกง ก็คือ ความเปิ่นเป๋อของใครคนใดคนหนึ่งในแก๊งนี้
 
          ไม่รู้เหมือนกันว่า พวกนี้หรือเปล่า ที่สนิทกับศปภ. (ย่อมาจาก “ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ที่กรูจะปลอดภัย”) เพราะเมื่อมาฉายวันนี้ที่กทม.แล้ว เราอาจะขำไป เปียกไป อ้อ กทม. ที่แปลว่า “กรุงเทพ ท่วม หมด” นะเธอ (คริคริ)