
ความสุข ความรู้ และมิตรภาพ จากหัวใจ'เถ้าแก่น้อย'(ตอน 1
ความสุข ความรู้ และมิตรภาพ จากหัวใจ'เถ้าแก่น้อย'(ตอน 1):เรื่องเด่นประเด็นดัง
เถ้าแก่น้อยเป็นใคร มาจากไหน ใครคือเขา และเขาในเรื่องราวของหนังสุดแสนสนุกที่จุดประกายความฝันของผู้คนมากมาย ที่กำลังกวาดรายได้ในโรงภาพยนตร์ ในนาม "TOP SECRET วัยรุ่นพันล้าน" และนั่นไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ ไม่ใช่แค่ Cover Story แต่เป็น “แรงบันดาลใจ”...
คนไทยหลายล้านคนอยากเป็นอย่างเขา...วันหนึ่งในงาน Marketing Day ที่จัดขึ้นโดยสมาคมการตลาดในปีที่ผ่านมา เถ้าแก่น้อย "ต๊อบ" อิทธิพัทธ์ กุลพงษ์วณิชย์ ได้เล่าเรื่องราวในชีวิตของเขาให้นักการตลาดเกือบ 700 คน ได้ประทับใจกันทั้งห้อง จึงเป็นที่มาของกระแสสื่อที่โหมใส่เถ้าแก่น้อยหน้าตาดีและเปี่ยมความสามารถคนนี้
จากเกม Everquest จุดเริ่มต้นเถ้าแก่น้อย เขาเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัวชาวจีน ที่มีพี่ชายคนโต และพี่สาวคนกลางเป็นความคาดหวังจากพ่อในการแบ่งเบาภาระธุรกิจรับเหมาก่อสร้างของครอบครัว เขาจึงเป็นเหมือนลูกนอกสายตาที่ไม่สนใจธุรกิจมากนัก และได้กลายเป็นเด็กติดเกม ไม่ตั้งใจเรียน
ในวัยเพียง 16 ปี ชีวิตได้พลิกผันจากเด็กเล่นเกมธรรมดากลายเป็นเถ้าแก่น้อยที่สามารถหารายได้จากเกมด้วยการขายไอเท็มในเกม และสร้างรายได้อย่างมหาศาล เป็นช่วงเวลาที่เขาใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยไปกับการเลี้ยงเพื่อนและซื้อของ จนกระทั่งไม่นานได้มีบริษัทเกมออนไลน์อื่นๆ เข้ามาทำตลาดดึงดูดผู้เล่นสร้างความท้าทายกับการเล่นเกมใหม่ๆ มากขึ้น ธุรกิจของเขาเลยถึงทางตัน
แต่เป็นเพราะหมกมุ่นกับการเล่นเกม เขาแทบไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรกับครอบครัว จนวันหนึ่งไม่มีเงินเติมน้ำมันเลยเข้าไปขอเงินแม่ 3,000 บาท แม่ให้รอ 15 นาที ช่วงเวลาระหว่างรอบังเอิญได้ยินแม่คุยกับพ่อเรื่องธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากพิษเศรษฐกิจ เลยเปลี่ยนใจไม่ขอตังค์แม่แล้ว คิดแต่เพียงต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อครอบครัว
เริ่มชีวิตใหม่ด้วยการขายดีวีดีจากจีนแดงที่เขาได้มาเครื่องละ 800 บาท จากราคาอินเตอร์แบรนด์ที่ขายราคาเครื่องละ 1 หมื่นบาท ขายดีให้ฝันหวานอยู่แค่ 3 เดือน ก็ต้องหยุดอีก เมื่อถูกลูกค้ามาโวยวายว่าเครื่องเสียง่ายมาก และทยอยกันมาขอคืนเครื่อง
อีกครั้งกับอาชีพขายเกาลัด อิทธิพัทธ์ได้เช่าเครื่องคั่วเกาลัด มาจากงานแฟรนไชส์โลกที่เมืองทองธานี และได้ไปขายที่สาขารามคำแหง ตอนนั้นยังต้องเรียนหนังสือไม่สามารถไปขายได้ตลอดวัน เลยจ้างคนสวนที่บ้านให้ไปช่วยขาย แต่ขาดทุนทุกวัน แต่ก็ไม่ยอมแพ้ ไปเปิดใหม่ที่บิ๊กซี ก็เจ๊ง จนไปเปิดขายที่เทสโก้ โลตัส
วันแรกเกาลัดคั่ว เถ้าแก่น้อยขายได้ถึง 40 กิโลกรัม เขาบอกว่า “ได้เรียนรู้ว่าทำเลเป็นสิ่งสำคัญ เดอะมอลล์ รามคำแหง ขายไม่ดี เพราะเด็กรามไม่ซื้อของแพง ส่วนบิ๊กซี ตั้งบริเวณลานจอดรถมอเตอร์ไซค์ คนเดินผ่านมาก แต่ไม่มีกำลังซื้อ ส่วนเทสโก้ โลตัส ขายตรงหน้าแคชเชียร์ ซึ่งคนส่วนใหญ่มีเงิน"
ธุรกิจเกาลัดคั่วแบรนด์เถ้าแก่น้อยได้ขยายไปสู่เทสโก้ โลตัส มากถึง 30 สาขา แต่เขาเจออุปสรรคใหญ่อีกครั้ง เนื่องจากปัญหาที่ตามมากับการคั่วเกาลัดคือ “ควัน” ที่รบกวนลูกค้าในห้าง ถูกสั่งให้ย้ายออกไปขายข้างนอก กลายเป็นว่ายอดขายเกาลัดตกลงครึ่งหนึ่ง”
เขาต้องไปหาสินค้าจากเยาวราชมาขายเพื่อเพิ่มความหลากหลาย ชดเชยรายได้เกาลัดที่หายไป และหนึ่งในสินค้าจากเยาวราชคือ “สาหร่าย” ซึ่งปรากฏว่าขายดี เลยไปหาซื้อสาหร่ายมาทอดเองเพื่อลดต้นทุน และต้องการขยายตลาด โดยนำสาหร่ายทอดใส่ถุงพลาสติกใสไปเสนอขายกับร้านยี่ปั๊วที่ใหญ่มากในเยาวราชเป็นที่แรก โดยร้านยี่ปั๊วในเยาวราชมีอยู่ร้านหนึ่งที่นำเสนอสินค้าไปฝากขายยากมาก คิดเพียงว่าถ้าร้านนี้รับขาย การวางขายในร้านอื่นๆ ก็ไม่ยาก
“ตื้อจนอาเจ็กรับสินค้าไปไว้ในร้าน แต่มาทราบทีหลังว่าอาเจ็กรับมาวางไว้ด้านหลังร้าน ไม่ได้ขาย เพราะขายไม่ได้ ของไม่มียี่ห้อ” คิดว่าถ้าต้องการยี่ห้อทำให้คนรู้จัก ทำโฆษณาออกทีวีดีไหม เพื่อนเบรกว่า ค่าโฆษณา 3 แสนบาท ขายสาหร่ายทั้งปียังไม่ได้เลย จุดนี้ทำให้เขากลับมาคิดทบทวนกลยุทธ์ใหม่อีกครั้ง
กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง คำมันเท่ แต่ไม่เข้าใจว่าคืออะไร วันหนึ่งกำลังนั่งดูทีวีอยู่ ก็ได้ยินคำว่า “กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง” ไม่ค่อยเข้าใจแต่คิดว่าเป็นกลยุทธ์ที่เท่ จึงคิดถึงเซเว่น อีเลฟเว่น ที่มีสาขากระจายอยู่มากมายทั่วประเทศ เลยตัดสินใจนำสาหร่ายไปกระจายให้ทั่วเพื่อล้อมเมืองผ่านช่องทางนี้
เข้าไปเสนอครั้งแรกก็โดนปฏิเสธเพราะแพ็กเกจจิ้งไม่สวย และคุณภาพสินค้าเก็บได้ไม่นานอุปสรรคนี้ทำให้เขามีโอกาสได้ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยให้อาจารย์ท่านหนึ่งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้ช่วยพัฒนาระยะเวลาการเก็บรักษาสาหร่ายทอดได้นานขึ้น และปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งใหม่จนสวยงามจนเซเว่น อีเลฟเว่นยอมรับ แต่เขาต้องมีของพอที่จะส่งพร้อมกันทั้ง 3,000 สาขา (ปัจจุบันเซเว่นฯ มีประมาณ 6,000 สาขา)
ในวัยแค่ 20 ปีกับภาระที่ต้องผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อส่งขายในเซเว่น อีเลฟเว่น 3,000 สาขา เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก แต่ในที่สุด เขาก็สามารถทำได้ และสามารถทำยอดขายได้ถึงพันล้านบาทในปี 2552...เรื่องราวในภาพยนตร์ จบลงตรงนี้
(โปรดติดตาม "วัยรุ่นพันล้าน" ตอนจบได้ในวันพรุ่งนี้)



