บันเทิง

สิ่งที่สำคัญกว่า'1911'คือหนังเรื่อง100ของเฉินหลง

สิ่งที่สำคัญกว่า'1911'คือหนังเรื่อง100ของเฉินหลง

04 พ.ย. 2554

สิ่งที่สำคัญกว่า'1911'คือหนังเรื่อง100ของเฉินหลง:หนังจอกว้าง โดย...นันทขว้าง สิรสุนทร

           ไม่ใช่หนัง In Time ที่ตัวละครมีอายุขัยได้คนละ 25 ปี แต่จะถามว่า ถ้าเรามีเวลา 33 ปี ช่วงเวลาเหล่านี้ จะเอาไปทำอะไรได้บ้าง ผู้หญิงน่าจะกำลังใกล้แต่งงาน สร้างบ้าน ส่วนผู้ชายก็อยู่ในวัยสร้างตัวได้ประมาณหนึ่ง (แต่ถ้าไปถามสหมงคลฟิล์ม+เวิร์คพอยท์ เขาอาจจะบอว่า 33 นี่เหรอ ก็ได้เงิน 60 ล้านสิ เพราะ 30+ โสดออนเซลส์ เพิ่งได้ไป)

          แต่เวลา 33 ปีของ “เฉินหลง” นี่คือตัวเลขของระยะเวลา ที่แสดงหนังมาตั้งแต่ปีแรก 1978-2011 ก่อนจะแตะเรื่องที่ 100 จากหนังชื่อ “1911” ซึ่งฉายในบ้านเรามาได้ 2 วัน

          ผมไปดู 1911 เมื่อรอบสื่อที่ CTW ค่ำวันอังคาร ซึ่งตอนนี้ บรรยากาศหนังรอบสื่อกำลัง “อินเทรนด์” คือ เหงามาก เพราะบ้านของนักวิจารณ์เอย ที่อยู่อาศัยของนักข่าวเอย ล้วนจมน้ำกันถ้วนหน้า (รุ่นพี่ที่เป็นชาประจำมาตลอดหลายสิบปีอย่างคุณ ประวิทย์ แต่งอักษร ยังต้องขอลายาว 1 เดือน จนกว่าน้ำจะ “คาย” บ้าน)
 
          แต่ถึงเราๆ ท่านๆ จะต่างรับรู้ถึงความเงียบเหงาเศร้าหมองจากน้ำท่วมแค่ไหน การจัดงานหนังรอบสื่อแบบเจียมเนื้อเจียมตัว ก็ยังต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม ใครจะมาจัดอีเวนท์โครมครามใหญ่โต ผมว่า คงไม่มีใครเก็ทเพราะไม่มีใคร มี mood อยู่แล้ว
 
          “1911” เป็นหนังที่แสดงโดยเฉินหลง โดยมีเนื้อหาย้อนกลับไปยังปีเดียวกับชื่อเรื่อง ซึ่งมีเหตุการณ์การปฏิวัติชินไฮ่ เมื่อกลุ่มนายทหารลุกขึ้นมาต่อต้านการปกครองแบบราชวงศ์ของราชวงศ์ชิงที่มีมานานกว่า 268 ปี และยุติการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีมากว่า 2,000 ปี พร้อมกับจะสถาปนาการปกครองแบบสาธารณรัฐขึ้นแทนที่
 
          แม่ทัพหวงซิ่ง (เฉินหลง) เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคก๊กมินตั๋ง และเป็นผู้นำคณะปฏิวัติของ ดร.ซุนยัดเซน (เจ้าเหวินเซวียน) ซึ่งเขาได้ต่อสู้กับกองทัพของจักรพรรดิจนสามารถเอาชนะได้ โดยมี ซูจงฮั่น (หลี่ปิงปิง) ภรรยาเป็นที่ปรึกษาและคอยให้กำลังใจ
 
          ผมดูแล้วก็ไม่รู้สึกชอบหรือเกลียด คือเฉยๆ กับหนัง การเล่าเรื่องเร็ว ทำให้ต้องตามติดข้อมูลบางอย่าง และน่าจะเหมาะกับพวกชอบหนังจีนๆ แนวปฏิวัติ หรือมีตลาดอีกแบบหนึ่งของคนดูมากกว่า เพียงแต่ไปดูเพราะว่า เป็นแฟนของ “เฉินหลง” รักเฉินหลง และก็คิดว่า ไม่น่าจะมีใครเกลียดนักแสดงคนนี้
 
          เขาเป็นเหมือน ทอม แฮงค์ คือเป็นพวกมิสเตอร์ไนซ์ กาย ของวงการหนัง
พอเฉยๆ กับหนัง 1911 สิ่งที่อยากเขียนถึงก็คือ ตามข้อมูลบอกว่านี่คือหนังเรื่องที่ 100 ของเขา ตลอดการแสดงหนังมา 33 ปี ซึ่งถึงตอนนี้ เขาสามารถเลิกราหรืออำลาได้ เพราะว่าเฉินหลงมาไกลสุดเท่าที่นักแสดงเอเชียคนหนึ่ง จะทำได้แล้ว
 
          เฉินหลง เก่งกว่า บรู๊ซลี และกลมกล่อมกว่า โทนี่ จา มาก จาพนมของเรา แม้จะมีความสามารถไม่น้อยแต่การไปอยู่ในบทหนังที่อ่อนด้อย “เกือบทุกเรื่อง” ทำให้ตัวละครของ โทนี่ จา ดูแข็ง กระด้างและไม่มีน้ำหนัก ที่จะเชื่อ (นั่นทำให้เขาดูแซวมาตลอดว่า เก่งแต่การต่อสู้ แต่ขาดบทที่ดีมารองรับ)
 
          เฉินหลงไปไกลกว่านักแสดงแนวทางนี้ทุกคน เพราะอย่างหนึ่ง เขาเสี่ยงตายกับทุกสถานการณ์ (ขณะที่โทนี่ จา เสี่ยงตายกับการเซตฉาก) แง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เฉินหลง ยินดีที่จะเล่นหนังแบบ “แก้ไขสถานการณ์” เขาต้องใช้ไหวพริบเอง ไม่ว่าจะกับรถเครน หรือโดดจากตึกสูง มาลงบนหลังรถบรรทุก
 
          บางที บางครั้ง ก็เอาแบบวิ่งไปในตลาด เจอกับอะไรก็หยิบเอามาเล่น โดยไม่บอกชาวบ้านในตลาด
ยังไม่ต้องไปนับการแสดงแบบ “วิ่งสู้ฟัด” ที่ชนะใจคนดูทั่วโลก และฮอลลีวู้ด ต้องคิดการตลาดว่า ถ้าจะเอาแบรนด์บวกแบรนด์ ด้วยการเอาแจ๊คกี้ ชาน แห่งเอเชียไปเจอนักแสดงของอเมริกัน จะได้การตลาดแค่ไหน
 
          ใครจะเชื่อว่า เฉินหลง บาดเจ็บสาหัสมากกว่านักมวยปล้ำ (ซึ่งอาชีพหลังนี่คือ “โชว์จำอวด”) การมีขึ้นของ เฉินหลง ทำให้อุตสาหกรรมหนังเปิดกว้างและบอกกับเราว่า ใครก็ตาม ที่มีความสามารถแบบบรู๊ซ ลี เฉินหลง มาจนถึง โทนี่ จา โอกาสที่จะเป็นซูเปอร์สตาร์ร่ำรวย ไม่ใช่เรื่องยาก

          ผ่านมา 33 ปี ทดลองกับหลายแนวทาง น่าสนใจว่า ถ้ามีคนไปถามเฉินหลงว่า ถ้ามองย้อนกลับไป 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เขาคิดถึงหนังเรื่องไหน มากที่สุด ที่มันพลิกผันชีวิตของเขา (จากเด็กที่เติบโตในโรงเรียนสอนอุปรากรจีน ที่พ่อแม่ยากจนมาก)
 
          แต่ในฐานะของแฟนหนังเฉินหลงคนหนึ่ง ผมขอเลือก drunker master ในปี 1978 ซึ่งใช้ชื่อว่า “ไอ้หนุ่มหมัดเมา” ใครที่เคยดูตอนยังเด็กมาก คงจำได้ว่า เขาต้องถูกอาจารย์เขาเมาสอนให้อดทน และเอาไหเหล้าวางไว้บนหัวและตามตัว
อาจารย์เฒ่าบอกกับเขาตอนกลางเรื่องว่า ถ้าอยากผ่านอุปสรรคไปให้ได้ ก็ต้องเปิดใจ ยอมรับ และทนทาน

          เสียดายอย่างเดียว เฉินหลงลอยตัวไปแล้ว แต่รัฐบาลปู ยังจมน้ำอยู่

          ถ้าอาจารย์เฒ่ายังอยู่ เขาอาจบอกว่า ห้ามบอกว่า “เอาอยู่ๆๆๆ” (ถ้า ”เอาอยู่” แปลว่า “รีบอพยพ”)