บันเทิง

เซ็งจังกรู

เซ็งจังกรู

01 พ.ย. 2554

เซ็งจังกรู:คิดสวนทาง โดย... จิรพรรณ อังศวานนท์

           ถึงตาคนกรุงเทพฯ กันแล้วละทีนี้ แต่ความจริงผมอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมมาตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคมนั่นแล้ว สาเหตุเพราะภรรยากับลูกสาวจะไปปฏิบัติธรรมเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ประจวบเหมาะกับเป็นเวลาที่แม่บ้านต้องกลับบ้านที่ร้อยเอ็ด ไปทำบุญทอดกฐินรวมญาติขาดไม่ได้ ถ้าไม่ไปอาจจะถูกตัดญาติออกจากกองมรดกอันมีที่นาและก็วัวอีกหลายสิบตัวได้ จึงต้องรีบจัดการป้องกันให้เสร็จก่อน วันที่ 12 ตุลาคมแล้ว
 
          ผมเริ่มก่อนหน้านั้นได้สัก 2 วัน ตั้งแต่ทรายถุงละ 25 บาทแต่ก็หาซื้อไม่ได้ ได้ดินปลูกต้นไม้ก็ยังดี แล้วใช้ผ้าปลาสติกคลุมกันน้ำอีกที ซื้อเครื่องสูบน้ำแบบที่ใช้น้ำมันเผื่อโดนตัดไฟ จัดการทำทำนบกั้นน้ำ เข้าตัวบ้าน กะว่าถ้าเกิน 50 ซม.ก็ยอมแพ้หนีขึ้นชั้นสอง เตรียมวางแผนร้อยแปด แผน ก แผน ข แผน ค สารพัดแผน แล้วก็มาสติแตกก็ตอนที่ คุณ ”โปรดเป็นศพ ไม่คิดซะให้ดี” ออกโทรทัศน์สร้างความโกลาหลกันไปทั้งเมือง ผมต้องรีบขับรถออกไปรับครอบครัวที่ ”เสถียรธรรมสถาน” ที่ๆพวกเขาไปปฏิบัติธรรมกันอยู่ โดยขออนุญาตแม่ชีรับครอบครัวกลับบ้านก่อนกำหนด เพราะศปม.(ศูนย์ปกปิดข้อมูล) แจ้งให้คนที่อยู่ในเขตสายไหมอพยพแล้ว บ้านผมก็อยู่เขตบางเขนติดกับสายไหมก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรับกลับมา ตั้งมั่นกันที่บ้านจะดีกว่า เมื่อข่าวกระจายไปบรรดาผู้ที่มาปฏิบัติธรรมอีกหลายคนก็ไม่เป็นอันรักษาความสงบไว้ในจิตใจได้อีกต่อไป ขอลากลับบ้านตามไปด้วย
 
          รุ่งขึ้น 14 ตุลาคม น้ำยังไม่มา ศปม. ออกมาแก้ข่าวอย่าหน้าด้านๆทำให้ผมเสียเครดิตในที่สุด ก็พาทั้งสองคนกลับไปปฏิบัติธรรมต่อในบ่ายวันนั้นพร้อมกำชับว่า อย่าเห็นว่าสิ่งที่ผมทำไปนั้นเป็นเหมือนเรื่องเด็กเลี้ยงแกะนะ เพราะถ้ามีเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาก็จะต้องออกมารับก่อนกำหนดอีก แต่คราวนี้จะไม่ฟังจากคุณโปรดเป็นศพแน่ๆ เพราะแกคงกำลังออกไปเลี้ยงแกะอยู่
 
          ผมกลับมาอยู่บ้านคนเดียวเป็นเวลา 5 วันเต็มๆ โดยจมอยู่กับข่าวสารข้อมูลและหมกหมุ่นอยู่กับการวางแผนสารพัดแผน ซึ่งตอนนี้ขยายออกไปจนถึงแถวแผน ม แผน ร แล้ว โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองนั้นเครียดเข้าๆ มากขึ้นทุกที ผมกัดกรามตลอดเวลาจนรากฟันอักเสบมีเลือดออกมา ความปวดนั้นอธิบายไม่ได้ เมื่อภรรยากลับมาจากปฏิบัติธรรมก็แนะว่าให้มีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออกที่เรียกว่า ”อานาปาณสติ” มองให้เห็นถึงความเจ็บปวด เข้าให้ถึงสาระแห่งธรรมว่าปวดหนอ ปวดหนอ ผมก็ซาบซึ้งจนน้ำตาไหล แต่กลับเห็นความจริงควรจะพูดว่า ปวดหมอ ปวดหมอ เพราะภรรยาผมเป็นหมอฟัน จนในที่สุดก็ต้องเข้าสู่ขบวนการรักษารากฟันที่ใครเคยเจอก็จะรู้ว่ามันหนักหนาประมาณไหน
 
          ที่เล่ามานี้ก็เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ระวังจะกัดฟันแบบผมเวลาเครียด วิธีแก้คือเมื่อรู้สึกตัวให้เอาลิ้นดันเพดานปากไว้ครับ
 
          ครับทุกคนเครียด แต่ที่ทำให้เครียดมากขึ้นก็เพราะเราพึ่งใครไม่ได้โดยเฉพาะรัฐบาล และเมื่อได้ยินข่าวความไม่สามัคคีในการบริหารจัดการกันภายในศปภ.โดยมีเรื่องการเมืองมาแทรก ยิ่งช้ำใจมาก ขึ้น เมื่อเห็นภาพการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในหมู่ส.ส.เสื้อแดงกับส.ส.เพื่อไทย มีการติดชื่อติดป้ายหาเสียงบนสิ่งของที่ได้รับบริจาคเพื่อสร้างคะแนนนิยมให้แก่ตัวเองก็ยิ่งทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนอยากจะอ้วกออกมา เมื่อเห็นนายกฯ ยิ่งลักษณ์น้ำตาคลอบอกว่าไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ก็แทบจะกระอักออกมาเป็นเลือด เพราะแปลว่าตอนนี้ตัวใครตัวมันกันแล้ว มีคนกล่าวว่าอดีตนายกฯ คนก่อน ”ดีแต่พูด” แต่นายกคนปัจจุบัน “พูด แต่ไม่เห็นมีอะไรดีขึ้น” แล้วหลังจากนี้จะเชื่ออะไรกันได้อีก ถ้านำบทสัมภาษณ์มาเรียงกันตั้งแต่เริ่มเกิด วิกฤติการณ์ ก็จะพบว่าที่นายกพูดนั้นไม่ได้คิดเองเลยครับ
 
          โชคดีจริงๆ ที่มีเพื่อนส่งเมลเข้ามาใน”เฟซบุ๊ก” แนะนำให้ดูหนังซีรีส์จากเกาหลีคลายเครียด แต่หนังยังสร้างไม่เสร็จหรือยังไม่ได้เริ่มสร้าง เพียงแต่มีไอเดียไว้เพื่อหานายทุนต่อไป เช่นเรื่อง “จมยังแก, มึงจมยัง, ลุ้นจังกู, กูยังจม, ปูยังมึน, ซวยจังกู” ส่วนเรื่องสุดท้ายต้องสร้างเป็นหนังฟอร์มใหญ่ ชื่อเรื่อง “งงอี จอมนางสมองป่วน” พระเอกชื่อ “กูงงมึง” นางเอกชื่อ “กูงงจัง”  ครับเลิกเครียดกันได้แล้วอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ขอให้ทุกคนโชคดี ถ้าคอลัมน์ ”คิดสวนทาง” คอลัมน์ถัดไปเว้นว่าง แฟนๆ คงเข้าใจนะครับว่าผมยังกระอักเลือดไม่เสร็จ
 
          ป.ล. เมื่อวันอังคารที่ 25 ตุลาคม 2554 นี้ผมบังเอิญติดตามข่าวเรื่องน้ำท่วมทางคลื่น 92.5 อยู่ ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายโมงเห็นจะได้ ก็ได้ยินมีการอ่านบทความเรื่อง “ดนตรีคือสินค้าหรือบริการ” กระ จายเสียงทางคลื่นดังกล่าว ผมก็ฟังด้วยความยินดีเพราะเนื้อหาเหมือนกับบทความที่ผมได้เขียนลงใน คอลัมน์ ”คิดสวนทาง” ที่คมชัดลึกนี้ และก็รู้สึกดีใจที่มีคนนำไปเผยแพร่เพื่อจะได้เป็นประโยชน์แก่ประ ชาชนได้กว้างขวางมากขึ้น มาติดใจก็ตรงตอนท้ายที่ผู้ประกาศ ประกาศว่าใครสักคนผมจำชื่อไม่ได้เป็นผู้เรียบเรียง ซึ่งผมแน่ใจว่าน่าจะเป็นแฟนคอลัมน์ผมอยู่ จึงนำบทความนี้มาเผยแพร่ ที่จะเกิดคิดตรงกันขนาดนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ และผมก็มั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเขียนขึ้นมาเองไม่ได้ไปลอกใครมา
 
          ก็อยากจะเรียนให้ทราบว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างหนึ่งนะครับ ถึงจะไม่ขออนุญาตก็ต้องให้เครดิตผู้สร้างสรรค์คนเดิมก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเนื้อหาด้วย ผมก็ไม่ได้เสียหายอะไรแต่เสียใจที่คนในวงการสื่อยังไม่ค่อยให้ความสนใจกับกฎหมายลิขสิทธิ์กันให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที
 
          คลื่น 92.5 สนใจจะให้ไปบรรยายเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ก็ติดต่อมาได้นะครับที่ [email protected]