บันเทิง

'ลูกไม้ของพ่อ'...นวนิยายแห่งพระอัจฉริยภาพและองค์อัครศิลปิน

'ลูกไม้ของพ่อ'...นวนิยายแห่งพระอัจฉริยภาพและองค์อัครศิลปิน

31 ต.ค. 2554

'ลูกไม้ของพ่อ'...นวนิยายแห่งพระอัจฉริยภาพและองค์อัครศิลปิน:เรื่องเด่นประเด็นดัง

          “ในหลวงทรงมีพระอัจฉริยภาพที่น่ามหัศจรรย์มาก ท่านสามารถเปลี่ยนภูเขาที่เกือบเป็นทะเลทรายไปแล้วอย่างห้วยฮ่องไคร้ ให้เป็นภูเขาเขียวๆ ได้เลย...”
 
          นี่คือความประทับใจของนักเขียนนวนิยายรุ่นใหม่แต่ฝีมือไม่ธรรมดาอย่าง “ร่มแก้ว” ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลังจากเธอได้ลงมือศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริ “ฝนหลวง” เพื่อนำมาประกอบในผลงานเล่มล่าสุดของเธอ คือ “ในม่านเมฆ”...หนึ่งในนวนิยายชุด “ลูกไม้ของพ่อ” ที่คัดสรรนักเขียนฝีมือดีทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง มาร่วมกันถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ผ่านนวนิยายคุณภาพอย่าง ในม่านเมฆ ลูกหนี้ที่รัก ใต้ร่มใบภักดิ์ แสงดาวกลางใจ และ หัวใจใกล้รุ่ง โดยการสนับสนุนของ “พิมพ์คำสำนักพิมพ์”
 
          “ในม่านเมฆ” ของ “ร่มแก้ว”  เป็นเรื่องราวความรักของหนุ่มนักบิน (ฝนหลวง) กับหญิงสาวซึ่งได้กระทำความผิดเอาไว้กับเขาเมื่อในอดีตจนต้องหนีหน้าไปจากครอบครัวกว่า 10 ปี แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ความรู้สึกผิดในใจก็ทำให้เธอต้องกลับมาเพื่อแก้ไขและพิสูจน์ตัวเอง...และด้วยภาระหน้าที่ของนักบินหนุ่มที่ต้องทำงานเกี่ยวกับโครงการตามแนวพระราชดำริ “ฝนหลวง” ก็ทำให้เขาและเธอได้กลับมาพบกัน และสองหัวใจก็ได้มีโอกาสใกล้ชิดกันอีกครั้ง
 
          ร่มแก้วกล่าวว่าเธอได้มาเขียนนวนิยายที่เป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นนี้ เธอก็ยิ่งมีความสุข ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกทึ่งกับโครงการ “ฝนหลวง” อย่างมาก และรู้สึกว่าฝนหลวงนี่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกด้วย 
 + + + + +
 
          ในขณะที่นวนิยายอีกเรื่องคือ “ลูกหนี้ที่รัก” ผลงานแห่งความภาคภูมิใจของนักเขียนรุ่นพี่ที่เก๋าทั้งฝีมือและประสบการณ์ อย่าง “ชาครียา” ที่โชว์ฝีไม้ลายมือเอาไว้ในงานเขียนมาแล้วแทบจะทุกรูปแบบ ครั้งนี้เธอมาพร้อมนวนิยายรักคอมเมดี้พล็อตเรื่องสุดฮา ซึ่งเธอวางตัวนางเอกให้เป็นสาวออฟฟิศในสังคมเมืองที่ใช้ชีวิตแบบบริโภคนิยมจนหนี้สินล้นพ้นตัว กระทั่งถูกแก๊งทวงหนี้ขู่ฆ่าตัดมือตัดเท้าทำให้เพื่อนพ้องในบริษัทต้องส่งไปหลบภัยที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในชนบท จนได้พบกับหนุ่มช่างภาพอิสระที่ถูกมารดาส่งมาที่นี่เพื่อดัดนิสัยเช่นกัน ที่นี่ทั้งคู่ได้รู้จักวิธีการปลดหนี้ที่ยั่งยืน เริ่มเข้าใจชีวิตในมุมมองใหม่ ที่ไม่ยึดติดกับวัตถุนิยม แต่อยู่ได้ด้วยความเพียร มีเหตุผล และเกื้อกูลผู้อื่น ที่สำคัญตัวนางเอกยังได้รู้ในสิ่งที่ไม่คาดคิด นั่นคือ...สถานการณ์ต่างๆ ที่นำเธอมาสู่หมู่บ้านแห่งนี้ ความจริงแล้ว คือ “แผนการ” ล้วนๆ!
 + + + + + +
 
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรง “มองการณ์ไกล” นั่นคือการที่ทรงคิดค้นพลังงานทดแทนจากปาล์มและสบู่ดำ ที่รู้จักกันดีในชื่อ “ไบโอดีเซล” ซึ่งทรงสนพระทัยในเรื่องนี้ตั้งแต่น้ำมันในบ้านเราราคาลิตรละไม่กี่บาท!
 
          เรื่องของ “ไบโอดีเซล” จึงมีความน่าสนใจและถูกนำข้อมูลมาสอดแทรกใน “ใต้ร่มใบภักดิ์” ที่บอกเล่าถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านผ่านมุมมองความคิดของ  “ชมจันท์” หนึ่งในนักเขียนโครงการ New Star the Writer ที่ลงทุนเดินทางไปศึกษาข้อมูลในการเขียนถึงสถานที่จริง ก็คือ จ.ตรัง เพื่อศึกษาเรื่องเรื่องนี้โดยเฉพาะ
 
          “ในเรื่องจะมีคำพูดของตัวละครที่น่าคิด คือคำพูดของพ่อพระเอกที่บอกว่า ‘พ่อเป็นหนี้ของแผ่นดิน เป็นหนี้ในหลวง เงินที่นำมาช่วยเหลือชาวบ้านก็แค่เงินเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะช่วยเหลือคนอื่นได้เท่านั้น’ กับคำพูดของแม่นางเอกที่สอนพระเอกว่า ‘ถ้ามัวแต่ทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ เขาก็จะไม่พบ ไม่ได้อะไรกลับไปเลย ไม่ได้แม้แต่ความสุข ความอิ่มเอมใจในการทำงานให้คนอื่น’ ทำให้ที่สุดแล้วเขาจะเริ่มเห็นว่าขนาดในหลวงท่านยังทรงทำได้ ยังทรงสู้ ทำเพื่อคนอื่นได้ เขาก็จะเริ่มซึมซับเรื่องความเสียสละนี้ไปเรื่อยๆ” “ชมจันท์” กล่าวด้วยความประทับใจ
 + + + + + +
 
          ในขณะที่ “ชมจันท์” นั้น “ลงใต้” ไปถึงตรัง นักเขียนสาวผู้มุ่งมั่นอีกคนหนึ่งก็ได้นำบรรยากาศความประทับใจเมื่อครั้ง “ขึ้นเหนือ” ไปเชียงใหม่มานำเสนอแบบไม่ให้น้อยหน้า นั่นคือ “รินท์ลภัส” กับผลงาน “แสงดาวกลางใจ” นั่นเอง
 
          ผลงานเล่มนี้เธอถ่ายทอดจากความประทับใจเมื่อครั้งที่ได้ไปเที่ยวบนดอย และได้พบกับความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ของพืชเมืองหนาว ซึ่งเกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงที่ไม่เพียงแต่จะพระราชทานที่ดินทำกินแก่ราษฎรเท่านั้น ยังได้พระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับการทำการเกษตรที่สูงเพื่อให้ชาวไทยและชาวไทยภูเขาได้มีอาชีพ มีรายได้ และหันมาดูแลรักษาแหล่งต้นน้ำลำธารให้อุดมสมบูรณ์อีกด้วย โดยขณะได้รับการติดต่อให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนวนิยายซีรีส์นี้ เธอตื่นเต้นและดีใจอย่างมาก และตั้งใจที่จะเขียนออกมาให้ดีที่สุดเพื่อเทิดพระเกียรติแด่ในหลวง และเพื่อระลึกถึงคุณพ่อที่เพิ่งจากเธอไปเมื่อไม่นานมานี้
  + + + + + +
 
          นอกจากพระอัจฉริยภาพด้านการเป็น “กษัตริย์นักพัฒนา” ทรงยังมีพระอัจฉริยภาพในฐานะ “องค์อัครศิลปิน” ซึ่งคราวนี้ “อิสย่าห์” นักเขียนนวนิยายฝีมือฉกาจมารับหน้าที่ถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพในด้านนี้ ผ่านเรื่องราวแสนซาบซึ้งประทับใจอย่าง “หัวใจใกล้รุ่ง” ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวที่เคยพลัดพรากจากกันด้วยเหตุแห่งความเข้าใจผิด แต่เมื่อวันหนึ่งที่โชคชะตานำพาคนทั้งคู่ให้กลับมาสู่ถิ่นความหลังเดิม ความรักครั้งใหม่กับหัวใจดวงเดิมจึงถูกสานต่ออีกครั้ง...
 
          “อิสย่าห์” เล่าว่าก่อนจะลงมือเขียนเรื่องนี้ เธอต้องนำเพลงพระราชนิพนธ์วางเรียงกันกว่า 80 กว่าเพลง ศึกษาเนื้อเพลง ฟังท่วงทำนองเพลงไปเรื่อยๆ เพื่อให้ซาบซึ้งไปกับเพลงและนำมาสอดแทรกในเนื้อหาของเรื่องได้อย่างลงตัวที่สุด จนตอนนี้เธอชักจะติดใจความงดงามของภาษาและความไพเราะของเพลงพระราชนิพนธ์อย่างเต็มหัวใจแล้ว!
   + + + + + + + +
 
          ไม่เฉพาะแต่เหล่านักเขียนนวนิยายเท่านั้น ที่ต่างปลาบปลื้มประทับใจทั่วหน้าเมื่อได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในผลงานชุด “ลูกไม้ของพ่อ” ทางด้านบรรณาธิการคนเก่งอย่าง “โป่ง-ประดับเกียรติ ตุมประธาน” ผู้ส่งเสริมผลักดันจนผลงานชุดนี้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ได้เล่าความรู้สึกและเบื้องหลังการทำงานว่า
 
          “นักเขียนทุกๆ คนเขาทำรีเซิร์ชกันจนเราอึ้ง เขาทุ่มเทมากๆ แล้วหลายๆ คนก็ร้องไห้พอรู้ว่าจะได้ทำหนังสือชุดนี้ บางคนมาเล่าว่าเขียนไปร้องไห้ไป เพราะพอได้ศึกษาเรื่องของในหลวง มีหลายๆ เรื่องที่เขาไม่รู้มาก่อน พอได้รู้แล้วจึงรู้สึกว่า โอ้โห!...ท่านทำอะไรเพื่อคนไทยเยอะมาก เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ผมเองตอนที่ทราบว่าผู้ใหญ่อนุมัติให้ทำเรื่องนี้ก็น้ำตาคลอเหมือนกัน คือเรารู้สึกว่า...มันเป็นของขวัญในชีวิตเรา ที่เรามีโอกาสได้เผยแพร่พระเกียรติคุณของท่าน พอได้ลงไปทำงานจริงกับน้องๆ นักเขียน ซึ่งผมก็พยายามลงพื้นที่ไปหาข้อมูลกับนักเขียนด้วย ก็มีความรู้สึกว่าเราคิดถูกมากๆ ที่ทำสิ่งนี้ ถือว่านวนิยายชุดนี้มีความหมายกับผมมาก”
 
          นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจอย่างที่สุด ของเหล่านักเขียนและผู้อยู่เบื้องหลัง ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต จะได้มีโอกาสแสดงออกถึงความจงรักภักดีและได้ร่วมเผยแพร่พระเกียรติคุณ “พ่อของแผ่นดิน” ผ่านผลงานที่ตนเองรักไปด้วยในคราวเดียวกัน