บันเทิง

นี่แหละ'นักข่าวอาสา'

นี่แหละ'นักข่าวอาสา'

31 ต.ค. 2554

นี่แหละ'นักข่าวอาสา':มองผ่านเลนส์คม โดย... แคน สาริกา

          โชคดีของเมืองไทยในวิกฤติน้ำท่วม พ.ศ.ปัจจุบัน ที่มีสังคมเรามีสื่อทีวี วิทยุ และสื่อออนไลน์ จึงทำให้ประชาชนได้รับข่าวสารอย่างรวดเร็ว และร้องขอความช่วยเหลือได้รวดเร็วทันใจ
 
          แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าทีวีบางช่องนำเสนอข่าวน้ำท่วมแบบ "ดราม่า" แต่มันก็ยังดีกว่าช่องทีวีของรัฐ ที่ทำตัวเป็น "กระบอกเสียงของฝ่ายการเมือง" มากกว่าจะเป็นสื่อกลางเพื่อบริการประชาชน
 
          ไม่ว่ายุคไหน พ.ศ.ไหน สื่อของรัฐ ก็มิเคยเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงาน รัฐบาลทหารมาก็รับใช้ทหาร รัฐบาลนักเลือกตั้งมาก็รับใช้นักเลือกตั้ง
 
          วาทกรรมปฏิรูปช่อง 11 แท้จริงแล้วก็คือการนำเอาพรรคพวกของตัวเองเข้าไปทำรายการ ซึ่งเป็นมาแบบนี้ทุกรัฐบาล
 
          ทีวีดาวเทียมประเภทช่องบันเทิง ก็มีภาพข่าวการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมของเหล่าศิลปินมากมาย ถึงบางค่ายเพลงจะออกแนวอีเวนท์ไปบ้าง แต่ยังดีกว่าปล่อยพวกเขาขายความบันเทิงโดยไม่เหลียวกลับมามองปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้าน
 
          ที่น่าเสียดายเงินภาษีประชาชนมากที่สุดคือ "มหาดไทยแชนแนล" (สังกัดมหาดไทย) และ "บางกอกแชนแนล" (สังกัด กทม.) ที่มิได้ขยับทำหน้าที่สื่อสาธารณะในภาวะวิกฤติแม้แต่น้อย
 
          ส่วนทีวีการเมืองแนวมีสี ไม่ต้องไปพูดถึง เพราะเขาทำหน้าที่เฉพาะกลุ่มของพวกเขาอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่จะมีชุดข้อมูลแปลกๆ โผล่ออกมาจากปากคำของคนกลุ่มนี้
 
          ขณะที่นักวิชาการบางคนมองการสื่อสารในโซเชียลมีเดียเป็นเชิงลบ ทำนองว่าก่อให้เกิดข่าวลือมากมาย แต่เขาหารู้ไม่ว่ามหาอุทกภัยครั้งนี้ได้ทำให้เกิด "นักข่าวพลเมือง" นับหมื่นนับแสนในโลกออนไลน์
 
          พิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ นักวิชาการสื่อจากรั้วจามจุรี เขียนบทความเกี่ยวกับบทบาทของสื่อใหม่ในภัยพิบัติหนนี้ว่า
 
          "จากในระยะแรกที่ถูกใช้เป็นช่องทางในการรายงานสถานการณ์จากพื้นที่ของทั้งนักข่าวมืออาชีพและนักข่าวพลเมือง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็วทันสถานการณ์ ก็ได้เริ่มพัฒนาสู่การเป็นช่องทางเพื่อแจ้งความเดือดร้อนและขอความช่วยเหลือทั้งจากผู้ประสบภัยและหน่วยงานที่เกื้อหนุนช่วยผู้ประสบภัย ทำให้สามารถรวบรวมพลังอาสาสมัครไปหนุนช่วยสถานการณ์น้ำท่วมได้อย่างมากมาย"
 
          จำได้ว่า วันวิกฤติที่บางบัวทอง-บางใหญ่ ในกระดานบนเฟซบุ๊ก หรือไทม์ไลน์ของทวิตเตอร์ ระงมไปด้วยเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากหมู่บ้านนี้ หมู่บ้านโน้น ตลอดทั้งวันและคืน
 
          ทวิตเตอร์กลายเป็นที่พึ่งที่หวังของผู้หนีน้ำท่วม โดยนักข่าวพลเมืองในสนามจริงได้ส่งข้อมูลหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้คนในต่างถิ่นต่างที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ข่าวสารในทวิตเตอร์ ถูกตรวจสอบโดยนักข่าวพลเมืองทันที หากข้อมูลนั้นผิดพลาด
 
          ยกตัวอย่างเช่นคืนหนึ่ง มีนักข่าวทวิตรายงานน้ำท่วมถนนหน้ามหาวิทยาลัยมหิดล แต่คล้อยหลังไม่ถึง 5 นาที ก็มีผู้เล่นทวิตเตอร์ชี้แจงกลับมาทันทีว่า ตัวเขาอยู่ในบริเวณดังกล่าว ไม่มีน้ำท่วมแต่ประการใด
 
          เราคงไม่ปฏิเสธว่า มีการเล่นสงครามข่าวการเมืองบนเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ แต่ก็เป็นคนส่วนน้อย และข่าวสารที่ไม่มีความน่าเชื่อถือจะถูก "นักข่าวอาสา" ตอบโต้ทันควัน
 
          นักข่าวอาสากับสื่อใหม่ กำลังจะทำให้นักข่าวอาชีพต้องปรับตัว เนื่องจากข้อมูลยามวิกฤติมันเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกนาที
 
          แม้แต่นักเล่าข่าวก็ต้องปรับวิธีการทำงาน จะมัวมานั่งอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ บอกได้คำเดียวว่า ไม่ทันกิน ไม่ทันการณ์ และกลายเป็นคนตกข่าวไปในบัดดล
 
          มหาอุทกภัยสร้างความสูญเสียประเมินค่ามิได้ แต่กฎแห่งธรรมชาติ มีดับก็มีเกิด มีน้ำเน่า(ท่วมขัง)ก็มีน้ำดี นั่นคือนักข่าวอาสาแห่งสื่อออนไลน์