บันเทิง

ฮอลลีวู้ดไม่อยากได้ Lion Kingแต่ปรารถนาแหวน Lord of the Rings

ฮอลลีวู้ดไม่อยากได้ Lion Kingแต่ปรารถนาแหวน Lord of the Rings

28 ต.ค. 2554

ฮอลลีวู้ดไม่อยากได้ Lion Kingแต่ปรารถนาแหวน Lord of the Rings:หนังจอกว้าง โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          หลังจากเหตุการณ์ 9/11 เมื่อ 10 ปีที่แล้วหนังมหากาพย์เรื่องหนึ่งที่โด่งดังขึ้นมาอย่าง Lord of The Rings กลายเป็นภาพสะท้อนแนวคิดของการเมืองอเมริกันตอนนั้น การบุกอย่างทุลักทุเลเข้าไปในตะวันออกกลางหวังว่าจะ “เอาคืน” ผู้ก่อการร้าย ถูกแดกดันว่า นอกจากจะไม่ประสบความสำเร็จ (และไม่เจอนิวเคลียร์) เสียแล้ว

          การบุกเข้าไปครั้งนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าความต้องการยึด “แหล่งน้ำมัน”ลองคิดอีกมุมหนึ่ง เราก็คงจะเห็นภาพที่พออธิบายได้ อเมริกันเล่นบท “โฟรโด” ปกป้องอำนาจร้ายที่จะมาครอบครองโลกและทำลายมนุษยชาติ
 
          แต่พอเนิ่นนานไป เมื่อจิตอาสามาเป็นผู้ไถ่บาป ก็ทนไม่ไหวต่อแรงยั่วยวนของ “แหวน” และในที่สุด ก็อยากจะ “เก็บแหวน” วงนั้นของ “โฟรโด” ไว้เสียเอง

          เพราะถ้าแหวน แปลว่า “บ่อน้ำมัน” มันก็คงแพงกว่า แหวนทุกวงที่ “เยาวราช” ขณะที่ประเด็นบุกเข้าไปจับตัวผู้ก่อการร้าย กลายเป็นเรื่องรอง และเล็กไป ในที่สุด

          Lord of the Rings นำพาให้ผมคิดถึงหนังการ์ตูนที่ชอบมากเรื่องหนึ่ง ในสมัยที่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ นั่นคือ The Lion King ซึ่งออกฉายในปี 1994
 
          หนังเรื่องนี้มีทุกอย่างที่ “การ์ตูนดีๆ” ควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นเพลงประกอบที่ต้องไพเราะ, ฉากที่ซ่อนนัย และคติสอนชีวิต ที่มากกว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว โดยเฉพาะแง่มุมที่ดีมากก็คือ “การมีชีวิตที่อิสระ” แม้ต้องมีพันธะหน้าที่
 
          “ซิมบ้า” เป็นลูกสิงโตตัวน้อย ที่วันหนึ่งต้องเติบใหญ่ตามพ่อเพื่อเป็นราชสีห์ แต่แล้ว น้องของพ่อคือ “สการ์” ก็กลับสังหารพ่อของเขา และทำให้ “ซิมบ้า” ต้องหนีตายออกไปในโลกกว้างทางแคบแบบมืดมน พล็อตของ Lion King ไม่ได้ใหม่อะไรหรอก แต่มันมีความเป็นสากล และสอนชีวิตได้
 
          เนื้อหาแบบนี้มีเยอะ ถ้าลองเอา lion king ไปเทียบกับ “กระบี่ไร้เทียมทาน” หนังจีนคลาสสิกในปลายยุค 70 เราก็จะพบว่าโครงสร้างของเรื่องนั้นเหมือนกัน

          ซิมบ้าก็คือ “ฮุ้นปวยเอี้ยง” และพ่อของเขาก็คือ “มูฟาซา” และทั้งสองตัวละครก็ต้องออกจากถิ่นฐาน ด้วยเหตุผลคล้ายๆ กัน

          ไปฝึกวิชาให้แกร่ง นัยว่าต้องอดทน ก่อนกลับมาล้างเลือด
 
          ตกถึงปี 2011 หรือเกือบสองทศวรรษผ่านไป “ซิมบ้า” เป็นภาพสะท้อนที่มีมิติมากขึ้น ความคลาสสิกงดงามในการสอนชีวิตของหนัง ทำให้การตลาดของฮอลลีวู้ด ลองนำเอาหนังเรื่องนี้กลับมาทำเป็นระบบ 3 มิติ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะทำลายตัวเลขบ็อกซ์ออฟฟิศแบบระเนระนาด
 
          และถ้าบวกขายพ่วงกับ DVD ในอนาคต ก็คงเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดในหมวดการ์ตูน แซง Toy Story 3 ที่เล่นกับความอ่อนไหวของผู้ชาย

          ปรากฏการณ์ของ Lion King 3 มิติ นั้น ไปจุดประเด็นใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมของหนังการ์ตูนในฮอลลีวู้ด “ซิมบ้า” ไม่ใช่สิงโตน้อยไร้เดียงสาอีกต่อไป

          แต่ออร่าที่รายรอบตัวมัน ทำให้อเมริกันมองเห็นแล้วว่า ถ้าเขาเอาการ์ตูนทั้งหมดในอดีต มา “รีเฟรช” ทำให้เป็น 3 มิติใหม่ๆ
น่าจะมีเงินอีกราวๆ แสนล้านบาท ที่จะไหลสู่บัญชีธนาคาร

          “ซิมบ้า” คืออนาคตของป่าในหนัง แต่นอกจอตอนนี้ มันคืออาวุธทางวัฒนธรรมที่จุดพลุให้การ์ตูนเรื่องอื่นๆ กลับมามีชีวิตในแบบคึกคักและครึกครื้น
 
          บางที “ซิมบ้า” หลายตัวที่นั่งอยู่ในฝ่ายการตลาด อาจจะไม่สนใจที่จะกลับป่าแล้ว ก็ได้ และดีไม่ดี อย ากจะแปลงร่างเป็นโฟรโด เพื่อรอแหวนวงใหม่ ซะอย่างงั้น
 
          การนำเอาการ์ตูนคลาสสิคในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา กลับมาทำใหม่ มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ควรระวัง อย่างหลังนี้ก็คือ เมื่อเป็นช่วงเวลาของ new generation นักการตลาดบางคนบอกว่า อาจจะมีการปรับเนื้อหาให้มากขึ้นจากต้นฉบับ บางเรื่องนั้นทำได้ และบางเรื่องนั้น ไม่ควรไปรบกวน

          ข้อดีก็คือ มันทำให้เด็กรุ่นใหม่ ได้ดูการ์ตูนดีๆ และสิ่งเหล่านี้ ดีกว่าการปล่อยพวกเขาเอาเป็นเอาตายกับเกมหน้าจอคอมพิวเตอร์

          การนำเอาการ์ตูนคลาสสิกเป็นเอเคอร์ กลับมาทำใหม่ เป็นเรื่องน่าสนใจแน่นอนแต่เราต้องไม่เป๋แนวทาง หรือทำให้ “ซิมบ้า” กลายเป็นสิงโตน้อยแห่งตลาดหลักทรัพย์

          เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นคนที่ชอบ และส่งเสียงเชียร์ให้ “โฟรโด” ยึดแหวนในมือของเขา เสียเอง