บันเทิง

แบ่ง

แบ่ง

24 ต.ค. 2554

แบ่ง:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          “ความรักไม่ใช่การครอบครอง … แต่รับรองว่าไม่ใช่การแบ่งปันแหงๆ”
 
          ฉันกับนุชนาฎนอนหัวเราะคิกคักพร้อมกันกับประโยคเด็ดที่คนในเน็ตเขาช่างคิด (สีเกดหลับขณะนวดตัว) ใครที่คิดแบบนี้ได้คงต้องผ่านอะไรแบบนี้มาก่อนแหงๆ (เช่นกัน)
 
          “ถ้าอั๊วมีเมียน้อยนะ อั๊วจา …”
 
          เคล้ง! เพล้ง! เสียงดังจากการกระทบกระแทกของถ้วยชามบนโต๊ะช่วยหยุดประโยคเร้าใจที่พวกเรากำลังเงี่ยหูฟังอย่างจดจ่ออยู่โต๊ะข้างๆ ในร้านอาหารจีนที่เงียบเชียบแห่งหนึ่ง พอหายตกใจพวกเราก็เงี่ยหูฟังต่อ …
 
          “ลื้อจาโมโหทามมาย อั๊วก็แค่สมมุติ” เจ้าของกระทู้แก้ตัวพัลวันก่อนความเห็นที่ 1 จะกระทืบ unlike ใส่หน้า!
 
          “เรื่องแบบนี้มันควรจะเอามาพูดเล่นบนโต๊ะกินข้าวเหรอ” จบประโยคฉุนเฉียว นางก็หมุนตัวสะบัดบ๊อบใส่ผัวแล้วงอนตุ๊บป่องๆ ออกไปจากร้าน เล่นเอาพวกเราผู้เห็นเหตุการณ์เหวอ แต่อาเฮียหรืออาแปะเจ้าของกระทู้ยังนั่งกินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ส่วนลูกชายที่นั่งร่วมโต๊ะหันไปกระซิบอะไรสักอย่างเบาๆ กับพ่อ (พยายามฟังแล้วแต่ไม่ได้ยินจริงๆ) แล้วเขาก็เดินออกไปตามแม่
 
          “อาแปะเนี่ยอ่อนจริงๆ อย่างนี้ต้องไปเรียกเถ้าแก่เล็ก (เตี่ยฉันเอง) มาให้คำปรึกษาจะได้รู้วิธีปกครองเมียหลายๆ คน” สีเกดล้อเตี่ยฉันอยู่ ฉันค้อนไป 2 วงแต่ก็อดขำไม่ได้ เรื่องที่ฉันไม่ใส่ใจกลับมานั่งสงสัยเมื่อลูกน้องพูดขึ้น …
 
          “ความรักมันแบ่งปันกันได้จริงหรือ?”
 
          “เอ้าๆ มาถ่ายรูปกัน ชิดๆ กันเข้ามาจะได้ถ่ายครบกันทุกคน”
 
          เสียงพี่ชายคนละแม่กับฉันจัดแจงให้ทุกคนถ่ายภาพหมู่ครอบครัวแบบพาโนราม่า ซึ่งหลังจากในงานจ๊อกงเต๊กของอากงฉันที่เสียไปเมื่อหลายสิบปีก่อน พวกเราก็ไม่เคยได้ชักภาพหมู่กันแบบนี้ นี่วันเกิด “เฮียม้อ” พี่ชายคนที่ 4 ของฉัน ภาพนี้จึงกำลังจะกลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ของครอบครัวเรา ลำพังลูกๆ หลานๆ ถ่ายรวมกันก็คงธรรมดา แต่พอเอาเมีย 2 คนมาถ่ายร่วมกันโดยมีเตี่ยฉันอยู่ตรงกลาง นี่สิ … ฝีมือ!
 
          เจ๊ณี (แม่ของฉัน) ยังคงงดงามไปตามวัย 62 และดูจะได้เปรียบอีกฝ่ายทั้งรูปร่าง หน้าตา และอายุ ขณะที่อาม้า (เมียหลวงของเตี่ย) วัยเดียวกับเตี่ย 76 ปี ยิ่งแก่ยิ่งหน้าคล้ายกันยังกับพี่น้อง ทั้งคู่ได้สิ้นสุดอายุความ (เป็นผัวเมียกันมา) ไม่น้อยกว่า 40 ปี ถ้าเทียบจากอายุฉัน จำได้ว่าตั้งแต่เกิดมาฉันก็มีทั้งพ่อและแม่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ในเทศกาลตรุษจีน สารทจีน เชงเม้ง จะยิ่งกว่าพร้อมหน้าเลยไปถึงมากหน้าหลายตา เมื่อบรรดาเมียและลูกของเตี่ยมารวมตัวกัน นั่นมันเรื่องของผู้ใหญ่ ฉันยังเด็กเกินไปที่จะสนใจ รู้แค่ว่าเมื่อเมียหลวงเจอกับเมียน้อย (ขณะนั้นคือแม่ฉัน) ต่างก็สงวนท่าที แม้จะไม่เคยลุกขึ้นมาตบตีแต่ก็ไม่ค่อยจะญาติดีกันเท่าไหร่…ใครว่าสมบัติผลัดกันชม! แม้มันจะเป็นการหยิบยืมคงรูปไม่สึกไม่กร่อนก็เถอะ
 
          “1-2-3 โอเค!”
          ภาพล่าสุดถูกบันทึกไปเรียบร้อยแล้ว หากนำมาเทียบกับภาพเก่าเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ตอนนั้นแม่ของฉันอายุราว 30 ต้นๆ ใบหน้าเรียวยาว จมูกโด่ง ตาโต ผมหยักศก สวมเสื้อยืดลายดอกนุ่งกางเกงยีนขาบานสวมรองเท้าส้นตึกทรงเตารีดขนาบแขนซ้ายเตี่ย ส่วนแขนขวานั้น “อาม้า” จอง! หน้าตาอาม้าตอนนี้กับเมื่อ 30 ปีที่แล้วแทบไม่ต่างกัน จะมีเพียงริ้วรอยย่นเล็กน้อยที่พาดผ่านหน้านางตามกาลเวลา หน้ายังคงนิ่งถึงนิ่งเฉยตามแบบคนไม่ค่อยยิ้มก็เลยไม่ค่อยย่นเหมือนคนทั่วไป มองผ่านๆ คงเฉยๆ แต่จะสะดุดก็ตรงที่ไฝเม็ดโตเหนือริมฝีปากที่ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่า … ธรรมดาซะที่ไหน! อาม้าเป็นผู้หญิงร่างอวบตัวสั้นๆ ดัดผมเป็นลอนแบบคนจีนตามตึกแถว นอกจากต้มจับฉ่ายหม้อใหญ่ๆ ทิ้งไว้ให้ลูกๆ กินแล้ว เวลาที่เหลืออาม้าเอาไปจับนก … นกกระจอก เพราะบ้านอากงเป็นบ่อนนกกระจอกจะให้ไปจับเป็ดจับไก่ก็ใช่ที่ อาม้าใจดีกับพวกเรา แต่กับแม่เรา gikยังสงสัย
 
          เจ๊ณี เด็กกว่า 15 ปี สวยกว่าเห็นๆ ถ้าอาม้ายังจะญาติดีด้วยแกคงกลายเป็นแม่ชีก่อนกลายเป็นเมียหลวงเป็นแน่! แม่ฉันพูดจาอ่อนหวานไพเราะและช่างเอาใจ เมื่อก่อนฉันยังเด็กเกินไปไม่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของแม่ได้ แต่ให้บอกตอนนี้ก็คงบอกว่า … ที่แม่ฉันได้เตี่ยมาครอบครองปรปักษ์แต่เพียงผู้เดียวนอกจากความสวยและช่างเอาอกเอาใจแล้ว แม่ฉันคงจะได้แต้มต่อตรงที่ชอบ “ตามผัว” ขณะที่อาม้าชอบ “ตามไพ่” ทุกวันนี้ฉันยังชอบค่อนขอดแม่ว่า “วันๆ เอาแต่เฝ้าผัว ไม่ยอมเฝ้าลูก” เนื่องจากตอนพวกฉันยังเด็กแม่ให้ “น้าสุก” น้องสาวแท้ๆ ของแม่มาเลี้ยงดูพวกเราแทน แม่จะได้เอาเวลาไปเฝ้าผัว ถึงตรงนั้นก็เข้าใจและเห็นใจว่า แบ่งจากเขามาได้ สักวันหนึ่งก็ต้องมีคนมาแบ่งไปอีกต่อหนึ่ง ไม่แน่ใจว่า …
 
          “นี่ผัวหรือเข็มขัดแชมป์โลก!”
 
          ถึงได้มีใครต่อใครมาท้าชิงยกต่อยก ไฟลท์ต่อไฟลท์ ไม่สิ้นไม่สุดจากอดีตสู่ปัจจุบัน แบบแผนนี้ก็ยังคงเวิร์กอยู่หลายต่อหลายครั้ง
 
          แม้เวลาจะผ่านมา 40 กว่าปี ฉันก็ยังไม่เห็นภาพ เจ๊ณีกับอาม้า … คุยกันถูกคอ สมานสามัคคี หรือ เท้าความหลังกันอย่างปรองดองเสียที เมื่อ 2 เมียมาเจอกันต่างก็ยังคงรักษาระดับ ระยะ และศักยภาพของแต่ละคนไว้ชนิดไม่มีใครยอมก้มหัวหรือเพลี่ยงพล้ำให้แก่กันแม้สักวินาทีเดียว ต่างคนต่างมีอาณาเขตของตัวเอง ฉันยังแอบเห็นแววตาและรอยยิ้มประหลาดบางอย่างในหน้าของอาม้า เมื่อถ่ายรูปรวมแล้วมีเตี่ยฉันซึ่งนั่งรถเข็นเป็นทั้งเบาหวานและโรคหัวใจ (แต่ก็ยังดูสดใสเพราะมีแม่ของฉันคอยประคบประหงมและประคับประคองราวกับเพิ่งชิงมาได้หมาดๆ) … ฉันแอบคิดของฉันเองว่าถ้าฉันเป็นอาม้า รอยยิ้มนั้นแม้จะไม่ใช่รอยยิ้มแห่งชัยชนะ แต่ก็มิใช่รอยยิ้มแห่งความพ่ายแพ้เป็นแน่ ด้วยว่าการตัดสินใจครั้งนั้นทำให้นางเป็นอิสระไม่ต้องมารับภาระดูแลผัวยามแก่ชราราวกับไข่ในหินแบบที่เมียอีกคนเป็นอยู่ หากเทียบเป็นมวยนางคงยุติการชกแล้วปล่อยให้อีกฝ่ายชนะไปเฉยๆ เพราะรู้ว่าเข็มขัดแชมป์โลกนั้นหนักอึ้งราวกับแบกภาระไว้ชั่วชีวิต ไหนจะต้องคอยล้างคอยขัดให้ขึ้นเงาแล้วยังกลัวว่าคนจะมาเอาไปตอนเผลออีก ต้องชมอาม้าว่าอ่านเกมขาดเจงๆ คงจะมีแต่แม่ของฉันที่ยังคงรักและหวงแหนเข็มขัดนั้นราวกับชีวิต แม้จะทั้งเหนื่อยทั้งหนักแถมยังต้องชูขึ้นสูงๆ แล้วยิ้มเมื่ออยู่หน้ากล้อง แต่นั่นก็คงไม่ใช่สาระสำคัญเพราะแม่ของฉันเกิดมาเพื่อรักผู้ชายคนนี้ … “มันเป็นความรักที่ไม่ถึงกับสุข เป็นความทุกข์ที่ไม่ถึงกับเศร้า …” เพลง “หน่วง” ของ Room 39 ช่างเข้ากับแม่ฉันจริงๆ
 
          “ป๊าๆ เวลาจะมีเมียน้อยนี่ ป๊าขออนุญาตอาม้าก่อนรึเปล่า?” ฉันถามเถ้าแก่เล็กขณะตัดเล็บให้เขา
 
          “ขอให้โง่เหรอ ขอก็อดสิ จะมีก็มีเลย”
 
          รู้หรือยังว่า อาแปะที่เมียโกรธคนนั้นทำพลาดตรงไหน … ของแบบนี้ใครเขาบอกเมียกัน!