
รวมกันเราอยู่
รวมกัน...เราอยู่:มองนอกดูใน โดย... แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต
ข้าพเจ้าเดินทางกลับจากค่าย SOS ครั้งที่ 9 สร้างศรัทธา สร้างรอยยิ้มถวายพ่อ Share Smiles for His Majesty อันเป็นมหธรรมที่สัญจรไปที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งสนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเรามีการเปิดงานกันที่วิกหัวหิน ในวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งได้รับความเอื้อเฟื้ออย่างดีจากเจ้าของบ้าน คือ ครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน โดยมีนายกเทศมนตรีเมืองหัวหินกล่าวรายงาน และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดให้เกียรติกล่าวต้อนรับ
ก่อนเดินทางกลับในคืนวันที่ 15 ข้าพเจ้าอยู่ที่สวนสนประดิพัทธ์ กับบรรดาพี่ต้นน้ำ เพื่อนต้นน้ำ และเหล่าเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นเยาวชนคนหนุ่มสาวจากค่าย SOS 9 จำนวน 150 คน รวมทั้งตัวแทนจากโรงเรียนไกลกังวล และโรงเรียนต่างๆ ของหัวหิน ที่เข้ามาฝึก มาร่วมเรียนรู้ร่วมกัน รวมเป็นจำนวนกว่า 300 คน เด็กๆ เยาวชนนำเสนอสิ่งที่ลงไป Share Smiles กับคนหัวหิน ได้อย่างน่าสนใจยิ่ง และข้าพเจ้าขอใช้พื้นที่ตรงนี้แทนบัตรเชิญทุกท่านให้มาร่วมชมผลงานเยาวชนคนหนุ่มสาวของเรา โดยมาร่วมให้กำลังใจพวกเขา ที่เสถียรธรรมสถาน ในเวลาบ่ายค่อนเย็นของวันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันครบรอบ 111 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (รายละเอียดเพิ่มเติม ติดตามได้ที่ www.sdsweb.org)
นอกจากการได้ใช้เวลาระหว่างวันที่ 11-15 ตุลาคม ในการ Share Smiles กับคนหัวหินแล้ว เด็กๆ เยาวชนยังมีโอกาสได้เรียนรู้จากครูผู้ยิ่งใหญ่ คือธรรมชาติ โดยสิ่งที่ใกล้ตัวพวกเขาที่สุดใน 4-5 นั้นคือทะเล น้ำทะเลที่หัวหินเปลี่ยนจากฟ้าเป็นแดงขุ่น การได้เห็นกับตาตนเอง ประกอบกับคำบอกเล่าของคนหัวหินที่ว่า ถ้าฝนตกหนักก็จะเป็นแบบนี้เป็นปกติ แต่ครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อนๆ หลายเท่า เพราะมีน้ำมากผิดปกติ เด็กๆ จึงร่วมกันตั้งข้อสังเกต และสรุปกันได้ว่า การดันมวลน้ำปริมาณมากลงทะเลในระยะเวลาอันสั้นมีผลทำให้น้ำทะเลขุ่น ปลากระเสือกกระสนที่จะมีชีวิตรอด ทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีว่า อะไรที่มากเกินไปมักจะมีผลทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อโลกเป็นโดมิโน ทั้งยังได้เรียนรู้ว่า ภัยจากธรรมชาติครั้งนี้กำลังสอนให้รู้ว่าอย่าคิดเอาชนะธรรมชาติ และจงอยู่กับธรรมชาติอย่างถ่อมตน อย่างเคารพ ซึ่งจะเป็นทางรอดของคนรุ่นเขา
อีกหนึ่งประสบการณ์ที่คลิกใจเด็กๆ เยาวชนก็คือ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดได้เชิญข้าพเจ้าและตัวแทนเยาวชนเข้าไปในทัณฑสถานหญิง ซึ่งมีจำนวนมากที่ยังเป็นเยาวชน เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจ และในบรรดาผู้ต้องขังดังกล่าว ก็มีผู้ต้องขังซึ่งกำลังตั้งครรภ์ ข้าพเจ้าจึงมีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยด้วย เนื่องจากเป็นงานหนึ่งที่เสถียรธรรมสถานทำมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว คืองาน ‘แม่อยู่ในคุก ลูกอยู่ในครรภ์’ ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ต้องคดียาเสพติด ทั้งเสพและค้า ข้าพเจ้าได้นำหนังสั้นเรื่อง ‘แสงสุดท้าย’ ซึ่งเป็นเรื่องของการค้าการเสพยาเสพติด แล้วทำให้เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเสียชีวิตเข้าไปฉาย ซึ่งก็ทำให้ผู้ต้องขังคดีค้ายาบางคนที่ได้ดูถึงกับรำพึงออกมาว่าวงจรที่ตนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องนั้นถึงขั้นทำให้คนเสียชีวิตเชียวหรือ ทำให้เราต้องยอมรับว่า ถ้าไม่ป้องกันเรื่องการเสพสิ่งที่ทำลายสติปัญญา รับรองว่าคุกมีพื้นที่ไม่พอสำหรับผู้ทำผิดที่นับวันมีแต่จะมากขึ้นเป็นแน่ และการทำงานกับคนในคุกนั้นจำเป็นต้องกลับมาที่ต้นเหตุ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องกลับมาปลูกฝังลูกหลานของเรา ไม่ว่าจะในงานจิตประภัสสรตั้งแต่นอนอยู่ในครรภ์ โรงเรียนพ่อแม่ หรืออื่นๆ
เมื่อข้าพเจ้าถามเด็กๆ เยาวชนที่ติดตามเข้าไปว่ารู้สึกอย่างไร เขาตอบตรงๆ ว่ากลัว ข้าพเจ้าจึงถามต่อว่าเมื่อกลัวแล้วต้องทำอย่างไร เด็กๆ ตอบว่า เราต้องกลับมาทำงานเชิงรุก เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วต้องเกิดซ้ำอีก ฉะนั้น บางทีการได้พาเยาวชนวัยใกล้เคียงกันเข้าไปพูดคุยกัน อาจจะทำให้พวกเขาคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น ซึ่งข้าพเจ้าก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการไปหัวหินในครั้งนี้ เราจะได้อัศวินของเราที่ทำงานเชิงรุกมากขึ้น
และที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ ขณะที่คณะของเรากำลังเดินเข้าไปในฑัณฑสถาน เราได้พบเหล่าผู้ต้องขังชายกำลังตักทรายใส่ถุง เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า ถุงทรายเหล่านี้จะถูกส่งจากหัวหินมาที่จังหวัดนนทบุรี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเป็นจังหวัดที่น้ำไม่ท่วมได้ใช้แรงงานของคนในจังหวัดส่งความช่วยเหลือมายังเพื่อนร่วมชาติที่กำลังเดือดร้อน...
ฉะนี้เองที่เรียกว่า ถึงกายจะติดคุก แต่พวกเขาไม่มีคุกในใจ
เด็กๆ เยาวชนออกเดินทางจากหัวหินกลับมาถึงเสถียรธรรมสถานในบ่ายวันที่ 16 โดยสวัสดิภาพ ด้วยความประทับใจ และความซาบซึ้งใจในน้ำใจของคนหัวหิน จึงขอขอบคุณในน้ำใจ ในทุกความช่วยเหลือ ทุกความเอื้อเฟื้อ และขอบคุณอาหารทุกมื้อของคนหัวหิน มา ณ โอกาสนี้ และในวันเดียวกันนี้ ก็มีประชาชนซึ่งมีความห่วงใยในพี่น้องร่วมชาติที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วม นำข้าวของเครื่องใช้ และอาหารแห้ง ตลอดจนน้ำดื่ม มาที่เสถียรธรรมสถาน ซึ่งข้าพเจ้าจะได้นำเหล่าเยาวชนที่มีจิตอาสาเดินทางลงพื้นที่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในวันต่อๆ ไป พร้อมกับเรือติดเครื่องยนต์ที่ทางเสถียรธรรมสถานได้จัดเตรียมไว้
แม้เวลาแห่งการประสบภัยจะผ่านมาเนิ่นนาน แต่ผู้ประสบภัยที่รอคอยความช่วยเหลือยังคงมีมากมาย บ้างก็อยู่ด้วยความเครียด บ้างก็อยู่ด้วยความหดหู่ บ้างก็อยู่ในความตื่นตระหนก แต่สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ รวมทั้งคนกรุงเทพฯ ที่โดยส่วนใหญ่ภัยจากน้ำท่วมจะยังมาไม่ถึงก็ตาม คือ เราต้องตื่นตัวทั่วพร้อม อย่าตื่นตูม ความเศร้ามาจากการปรุงแต่งอย่างที่เราไม่รู้ทันความเป็นจริง ฉะนั้น ถ้าเราไม่ประมาท ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเหตุไม่ประมาท ผลก็พ้นทุกข์ ฉะนั้น เรื่องนี้จะใช้ความสะใจ ใช้ความรำคาญใจ หรืออยู่กับความหวาดกลัวไม่ได้เลย แต่ขอให้เรียนรู้กับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมีจิตที่ทรงไว้ซึ่งความเป็นปกติ เพราะถ้าใจไม่มีคลื่น เรือก็ไม่ล่ม ไม่จมทั้งชีวิต
ผู้มีปัญญาจะลงทุนในเหตุ แล้วปล่อยวางในผล ในขณะที่คนที่ประมาทในเหตุ แล้วคาดหวังในผล ถือเป็นอวิชชา คนป้องกันตัวเองกับคนเห็นแก่ตัวนั้นห่างกันแค่เส้นยาแดง เราอาจจะป้องกันบ้าง แล้วใช้วิธีเฉลี่ย เกลี่ยสิ่งที่มีน้อยให้ทั่วถึง ไม่ถึงกับต้องตุน เพราะถ้าน้ำท่วมจริง ตุนแค่ไหนก็ไม่รอด ฉะนั้น ระหว่าง...การเห็นแก่ตัวกับการป้องกัน...ต้องระวังให้ดี เพราะทิฏฐิจะเป็นสัมมาหรือมิจฉาได้นั้น มันพลิกนิดเดียว
น้ำท่วมคราวนี้เหมือนหินลับมีด ถ้าเรามีหินลับมีด มีดจะคม ฉะนั้น จากเหตุการณ์นี้ เราต้องคมขึ้น คนว่ายน้ำเป็นจงอย่าเป็นทุกข์ และขอให้ใช้พละกำลังที่มีช่วยคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น และกำลังฝึกว่าย และอย่าลืมหันกลับไปขอบคุณผู้เสียสละทุกคนที่เขายอมเสียสละที่จะเปียกปอนอยู่รอบกรุงเทพฯ ขอบคุณคนกรุงเทพฯ ที่ไม่กักตุน และออกมาช่วยเหลือในทุกรูปแบบด้วยจิตอาสาอย่างแข็งขันยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ คนเรา...ถ้าพึ่งตัวเองได้...ก็เป็นอิสระได้ และถ้าต้องทำงานแก้ไขปัญหา...ก็ต้องร่วมมือร่วมใจกันด้วยความสามัคคี อย่างมีวินัย ไม่ต่างคนต่างทำ เพราะหลายๆ เหตุการณ์คงบอกเราได้ดีถึงประโยคที่ว่า...
รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย
"ธรรมสวัสดี"



