
สื่อสารภาวะฉุกเฉิน
สื่อสารภาวะฉุกเฉิน:มองผ่านเลนส์คม โดย... แคน สาริกา
ยามที่คนไทยกำลังตกอยู่อาการเครียดกับน้ำท่วมครึ่งค่อนประเทศ การสื่อสารระหว่างภาครัฐกับประชาชนในช่วงแรกถือว่า "สอบตก"
ชาวบ้านในเขตน้ำท่วมต้องพึ่งพาสื่อทีวี วิทยุของเอกชน และเครือข่ายโซเชียลเน็ตเวิร์ก เหมือนเกิดเหตุพิบัติภัยในหลายครั้งที่ผ่านมา
น้ำท่วมครั้งนี้ มีพลเมืองอาสาทำหน้าที่ผ่าน "ทวิตเตอร์" และ "เฟซบุ๊ก" รวมถึง "วิทยุชุมชน" จำนวนมาก
ยกตัวอย่างกรณีเทศบาลนครสวรรค์ ภาคประชาชนได้รวมตัวกันแจ้งเตือนภัยกันเองในรูปแบบของโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยมีการสร้างกลุ่มในเฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า "แจ้งข่าวสถานการณ์น้ำนครสวรรค์ 24 ชั่วโมง" เพื่อใช้รายงานสถานการณ์ให้ชาวนครสวรรค์ได้รับรู้ แม้น้ำท่วมเสียหายหนัก แต่คนนครสวรรค์ก็ได้รับมืออย่างมีระเบียบ และมีวินัย
แต่จุดอ่อนของโซเชียลเน็ตเวิร์กคือ มักจะมีข่าวลือ หรือข่าวที่ไม่ได้กรอง ถูกนำเสนอแบบไม่รับผิดชอบ ซึ่งท่ามกลางความสับสนอลหม่าน ข่าวลือก็มีส่วนกระพือข่าวให้กระจายไปอย่างรวดเร็ว
ว่ากันว่า พรรคเพื่อไทยหรือพรรคไทยรักไทยเดิม มีบุคลากรที่ช่ำชองในการกลยุทธ์สื่อสารการตลาด แต่การทำสงครามน้ำครั้งนี้ กลับไร้กระบวนท่า กว่าจะตั้งตัวได้ กองทัพน้ำก็บุกประชิดกำแพงเมืองด้านเหนือ
แม้นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะมีการจัดตั้ง "ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย" (ศปภ.) เพื่อให้เป็นศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหามหาอุทกภัย แต่การสื่อสารกับประชาชนกลับมีน้อยมาก
สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ควรจะเป็น "สถานีรวมใจ สู้ภัยน้ำท่วม 24 ชั่วโมง" ตั้งแต่เกิดเหตุประตูน้ำบางโฉมศรีพัง และน้ำทะลักเข้าท่วมลพบุรี นั่นเป็นสัญญาณเตือนหายนะภัยใหญ่หลวงแล้ว
นักการเมืองเพื่อไทย ยังสนุกอยู่กับการปรับผังใหม่ของช่อง 11 กระทั่งกองทัพน้ำถล่มเมืองอโยธยา และเมืองปากน้ำโพ จึงมีความตื่นตัวในเรื่องการสื่อสารเชิงรุก
จึงมีการปรับแผนการให้ข่าวของ ศปภ.ใหม่ โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ประธาน ศปภ. เป็นผู้แจ้งข่าวสถานการณ์น้ำ รวมถึงการออกคำสั่งอพยพประชาชนแต่เพียงผู้เดียว
ช่อง 11 ได้ปรับผังใหม่ให้เป็นสถานีรวมใจฯ ตลอดทั้งวัน รัฐบาลยังได้มีการตั้งทีมงานในการกำหนดประเด็น และมอนิเตอร์ข่าวตลอดทั้งวัน 2 ชุดด้วย เพื่อนำข่าวสารไปออกอากาศของช่อง 11 ที่มีทีมงานถ่ายทอดประจำการอยู่ที่ ศปภ.ดอนเมืองตลอดทั้งวัน
สถานการณ์ด้านการสื่อสารดีขึ้น แต่เนื่องจากความเป็น "สื่อภาคราชการ" ก็เลยนำไปเปรียบเทียบกับสื่อเอกชนไม่ได้ และที่ผ่านมา ไม่ว่ารัฐบาลไหน เมื่อมีอำนาจก็จะใช้ช่อง 11 เป็นเครื่องมือของรัฐมากกว่าเครื่องมือของประชาชน
จริงๆ แล้ว การสื่อสารในภาววิกฤติภัยพิบัติ ต้องไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ หากแต่เป็นการเสนอ "ข้อเท็จจริง" และ "ความจริง"
ความจริงที่ว่านั้นเรื่องหนึ่งคือ แผนการอพยพประชาชน ยามที่เกิดพิบัติภัย เพราะมนุษย์เราเอาชนะธรรมชาติไม่ได้ ซึ่ง ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เสนอไว้แล้ว แต่ไม่มีภาครัฐสนใจเท่าใดนัก
นอกจากนี้ อาจารย์ธนวัฒน์ ยังได้แนะนำว่า ศปภ.ดอนเมือง จะต้องมีการถ่ายทอดความเคลื่อนไหวต่างๆ ตลอด 24 ชั่วโมง
"หากมองว่าอาจจะมากเกินไป ก็อาจจะมีการนำเสนอช่วงไพรม์ไทม์ในสื่อทีวีของรัฐบาล ซึ่งควรจะมีการทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา เหมือนทีวีดาวเทียมบางช่อง เช่น สปริงนิวส์ หรือเนชั่นทีวี โดยเฉพาะสื่อของรัฐจะต้องเข้ามาเป็นตัวช่วย และบทบาทของผู้อำนวยการกำกับดูแลสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง"
ฝากถึงทีมงานหลังฉากสถานีรวมใจฯ ต้องเข้าใจว่า มันเป็นการสื่อสารในสถานการณ์พิบัติภัย มิใช่การโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อรักษาหน้าใครบางคน!



