
ไม้ยืนต้นชื่อ Gone with the Wind
ไม้ยืนต้นชื่อ Gone with the Wind : หนังจอกว้าง โดย.... นันทขว้าง สิรสุนทร
นอกจากบ็อกซ์เซ็ท dvd ของหนัง Gone With the Wind จะถูกนำมาทำขายกัน 2-3 เวอร์ชั่นในปีนี้แล้ว สำนักพิมพ์ที่ถูกครองลิขสิทธิ์ในมือยังจะนำเอาบทประพันธ์สุดยอดคลาสสิกออกมาตีพิมพ์ปกใหม่กันอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่แค่หนังในดวงใจของคุณ สุทธิชัย หยุ่น แต่กี่ครั้งที่มีการถามภาพยนตร์ในใจของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขาก็ยังตอบถึงชื่อนี้เป็นนามแรกๆ นี่ยังไม่นับว่า เมื่อมีนักวิจารณ์คำนวณระยะเวลาและโรงในการฉาย หรือวัดกันแบบตัวต่อตัว Gone With the Wind ยังเหนือกว่า Avatar หากนำมาเทียบเม็ดเงินที่เท่ากัน
ใครจะเชื่อว่า เวลาที่หนังออกมาฉายนั้น ล่วงเลยมาแล้วกว่า 70 ปีแล้ว มาร์กาเร็ท มิทเชลล์ ได้รับรางวัลพูลิทเซอร์ และบรรดาแฟนๆ ของ เร็ทท์ บัทเลอร์ หลั่งไหลเข้ามาในร้านหนังสืออย่างเนืองแน่นทุกๆ ปี พ้นจากนี้ ผลงานละครเวทีเรื่อง Moonlight and Magnolias ของ ร็อน ฮัทชินสัน ได้บรรยายภาพความมุ่งมั่นของ เดวิด โอ เซลสนิค ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ Gone With the Wind เพื่อนำมหากาพย์420,000 คำ ของ มาร์กาเร็ท มิทเชลล์ มาร้อยเรียงสู่จอเงิน ซึ่งคุณสามารถชมความบันเทิงนี้ได้ในโรงภาพยนตร์ Tricycle ในกรุงลอนดอน แถมเมื่อปีที่แล้ว มีการสร้าง Gone With the Wind ในรูปแบบละครเพลง ซึ่งจะมีรอบฉายใน เวสต์ เอ็นด์ จนถึงตอนนี้ จากการกำกับของ เทรเวอร์ นันน์ ผู้มีความสามารถในการถอดภาษาวรรณกรรมเล่มหนาจากหน้ากระดาษสู่การแสดงบนเวที ซึ่งเราก็ได้เห็นความสามารถของเขามาแล้วจากละครเวทีเรื่อง Nicholas Nickleby และ Les Miserables
ในระยะแรก Gone With the Wind ฉบับสมบูรณ์ ของ มาร์กาเร็ท มิทเชลล์ เท่านั้นเป็นที่นิยมชมชอบ แต่ไม่เกินหนึ่งปีหลังจากการตีพิมพ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 30 เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1936 ผู้แต่งก็ได้รับค่าตัวมากกว่า 500,000 ดอลลาร์ กับอีก 50,000 ดอลลาร์ เป็นค่าลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ เมื่อครั้งหนึ่งเธอเคยเขียนรายงานลงในวารสาร แอทแลนตา ทำให้เธอกลายเป็นเซเลบในทันที
หากเธอไม่ชื่นชอบกับการเป็นคนดังนัก มาร์กาเร็ท มิทเชลล์ เคยออกมาแจกลายเซ็นอย่างเป็นทางการเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นที่ประมาณกันว่าน่าจะมีเพียง 3,500 ของลายเซ็นที่มีอยู่ และเธอก็ให้สัมภาษณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เธอมักพูดว่า “ในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอเพียงนี้ ทำให้ฉันได้เขียนหนังสือ” ถ้าหากว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บจากยานยนต์ ซึ่งเป็นสาเหตุผลักดันให้เธอลาออกจากงานและพักฟื้นอยู่กับบ้าน เธออาจจะไม่ได้เขียนหนังสือเลยก็ได้
เดวิด โอ เซลสนิค ผู้อำนวยการสร้าง Gone With the Wind เวอร์ชั่นภาพยนตร์ เข้าฉายในเดือนธันวาคม ปี 1939 กลายเป็นตำนาน จากหนังสือขายดีที่มียอดขายสูงสุด ประมาณร้อยละ 90 ของคนอเมริกันเคยดูหนังเรื่องนี้ สร้างประวัติการณ์ใหม่อย่างถล่มทลาย ด้วยรายได้ 4.25 ล้านดอลลาร์ (ซึ่งทำให้ คลาร์ค เกเบิล ผู้รับบท เร็ทท์ บัทเลอร์ ได้รับค่าตัว 120,000 ดอลลาร์ และ สคาร์เล็ท โอ’ ฮาราที่รับบทโดย วิเวียน ลีห์ ได้ค่าตัว 30,000 ดอลลาร์ ส่วนนักแสดงที่เหลือได้เพียง 10,000 ดอลลาร์) แต่กำไรที่ได้ทำให้ Gone With the Wind เป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุด การคัดเลือกตัวผู้แสดงเป็นสคาร์เล็ท ใช้เวลานานเป็นปีซึ่งก็ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับคนทั่วทั้งอเมริกา ในคืนที่กำลังถ่ายทำฉากเผาเมืองในแอทแลนตา วิเวียน ลีห์ ได้บังเอิญไปดูการถ่ายทำที่ Culver City เธอก็ได้รับเลือกโดย เดวิด โอ เซลสนิค ซึ่งนับว่าเป็นการเลือกตัวนักแสดงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการหนังเท่าที่เคยมีมา ส่วน มาร์กาเร็ท มิทเชล โดยส่วนตัวเธออยากได้ เบ็ท เดวิส มารับบทเป็น สคาร์เล็ท
ชาวอังกฤษส่วนใหญ่ผ่านการดูหนัง มากกว่าได้อ่านนวนิยายเรื่องนี้ แต่ Gone With the Wind ก็ยังคงเป็นหนังสือขายดีมาตลอดถัดจากพระคัมภีร์ ไบเบิล หากทำแบบสอบถามตามที่สาธารณะก็จะพบว่าคนจำนวนไม่น้อยทราบว่าผู้แต่งเป็นใคร แต่แท้จริงแล้วเธอเป็นใครกันแน่ การไปเยี่ยมบ้านพิพิธภัณฑ์ของ มาร์กาเร็ท มิทเชลล์ ซึ่งบ้านสามชั้นในย่านธุรกิจ เมืองแอทแลนตา
มลรัฐจอร์เจีย ของลิซ ทอมสัน ช่างภาพและนักเขียนชื่อดัง ได้บอกเล่าเรื่องราวอันน่าจดจำ
โดยเห็นได้จากจดหมาย ภาพถ่าย และงานหนังสือพิมพ์ที่เธอตัดรวบรวมไว้ ในวันนี้ห้องทั้งสี่ห้องยังคงเก็บไว้เหมือนครั้งที่เธอยังอาศัยอยู่ ปืน เรมิงตัน กระบอกคร่ำครึวางบนโต๊ะริมหน้าต่าง ตรงราวบันไดในห้องโถงด้านนอกของประตูหน้ามีหัวสิงโตแกะสลักอยู่ ที่ที่เธอลูบสัมผัสไปมาทุกเช้าเพื่อความโชคดี เหมือนที่ สคาร์เล็ท ทำในหนังมาร์กาเร็ท มิทเชลล์ เกิดที่เมืองแอทแลนตาในปี 1900 พ่อของเธอเป็นทนายให้กับต้นตระกูลของพวกที่นับถือศาสนาโปรเตสแตนต์ในฝรั่งเศส ส่วนแม่ของเธอเป็นชาวไอริชที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาโทลิค ในวัยเด็ก เธอได้ไปเยี่ยมบ้านไร่ของคุณปู่ใกล้กับ โจนส์โบโร ทางตอนใต้ของเมืองแอทแลนตามาร์กาเร็ทในวัยเด็กได้ฟังเรื่องเล่าเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองเป็นครั้งแรก เมื่อ 40 กว่าปีก่อน กองทัพของนายพล เชอร์แมนได้เข้าประชิดพรมแดนจอร์เจีย เมืองแอทแลนตาถูกโจมตีและถูกเผาทำลายย่อยยับอย่างไม่คาดฝันในเดือนกันยายนของปี 1864 ซึ่งเหตุการณ์ตอนนี้ก็ได้บรรยายไว้อย่างแจ่มชัดใน Gone With the Wind
ใน Gone With the Wind หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะในช่วงการต่อสู้ของคนผิวดำในปี 1968 แสดงให้ความสำคัญช่วงก่อนสงครามกลางเมืองทางตอนใต้และการเหยียดผิวที่มีอยู่อย่างถาวร ขณะที่ตัวละครของ มาร์กาเร็ท มิทเชลล์พูดถึงคนผิวดำ ทัศนคติของเธอที่มีต่อคนผิวดำนั้นเป็นที่รู้แจ้งมากกว่า ในปี 1941 เธอถูกทาบทามจากประธานของวิทยาลัย Morehouse
ซึ่งเป็นวิทยาลัยสำหรับผู้ชายผิวดำเกี่ยวกับการบริจาคทุนการศึกษา จากนั้นเธอก็ได้เริ่มการบริจาคเพื่อสนับสนุนนักศึกษาแพทย์ผิวดำ ปรากฏว่าเธอได้บริจาคทุนการศึกษาเป็นอย่างน้อย 50 รายการโดยไม่ใส่ชื่อผู้บริจาค จากนั้นเธอก็ถูกรถชนและจากไปด้วยวัย 48 ปี เป็นไปได้ว่าเธออาจจะได้เข้าร่วมสนับสนุนพรรคการเมืองของ มาร์ติน ลูเธอร์ คิงหากเธอไม่ด่วนจากไปเสียก่อน
โดนัลด์ สปอโต นักเขียนและนักวิจารณ์ยืนยันว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอจะต้องสนับสนุนการเคลื่อนไหวของสิทธิพลเมืองคนผิวดำ” เขากล่าวว่า “ผลงานอัตชีวประวัติ Gone With the Wind จะได้ตีพิมพ์ในวาระครบรอบ 70 ปีของภาพยนตร์ในปี 2009 นี้” ข้อสันนิษฐานเรื่องการเหยียดผิวไม่ได้ถูกนำเสนอเป็นอย่างดี นวนิยายไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวทางตอนใต้ของอเมริกาเท่าใดนัก
สปอโตเชื่อว่า “มิทเชลล์ นั้นรุดหน้าไปไกลกว่าที่ผู้คนจะให้เครดิตกับตัวเธอ…
เธอเป็นผู้หญิงที่เพียบพร้อมด้วยสติปัญญา ความกล้าหาญ และความอุตสาหะ” เขากล่าวด้วยว่า “หนังสือของเธอเป็นผลงานชั้นเยี่ยม ที่ไม่ผูกมัดเรื่องราวไว้กับกรอบของความบันเทิงและวรรณคดี” หนังและวรรณกรรมเรื่องนี้ ไม่ว่าจะวางไว้ที่ใด มันคงไม่หายไปกับสายลมแต่จะมั่นคงอยู่แท่นบูชา ในชื่อของศิลปะชั้นดี



