บันเทิง

เจรียงใจจรัล

เจรียงใจจรัล

14 ต.ค. 2554

เจรียงใจจรัล:คมเคียวคมปากกา โดย.. ไพวรินทร์ ขาวงาม

เขียนต้นฉบับเช้าวันพุธที่ ๑๒  ตุลาคม  ๒๕๕๔  ขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๑๑  วันออกพรรษา

          เมื่อเดือนกันยาย ๒๕๔๔ หลัง จรัล มโนเพ็ชร เสียชีวิต  ผมเคยเขียนถึงคุณจรัลในชื่อบทความ “เจรียงใจจรัล”  เพราะตอนนั้นผมอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ เลยโยงใยถึงเพลงพื้นบ้านของที่นั่น  ประมาณนี้...
 
          “ครั้งหนึ่งผมเคยนั่งคุยดึกดื่นกับ  “ดาร์กี้  กันตรึมร็อค”   ศิลปินพื้นบ้านพันธุ์หายากของอีสานใต้   เขาบอกกับผมตอนหนึ่งว่า  ตัวเขาเป็นตัวกลางที่ว่างเปล่า  ไม่มีตัวตนอะไรให้ยึดติด  เขาเป็นเพียงทางผ่านของจิตวิญญาณอดีตกาล...ผมคล้อยตามเขา  เพราะเขาเป็นอะไรบางอย่างที่คนทั่วไปเป็นไม่ได้  โดยเฉพาะการขับการร้องการรำเพลงพื้นบ้านจากปฏิภาณสดๆ  กระทั่งการดิ่งลึกไปสู่ความภาคภูมิในกำพืดของตน...นั่นทำให้ผมคิดถึงคุณจรัลและศิลปินหลายคน  ศิลปินที่ไม่ว่าจะเรียนรู้เทคนิคส่วนกลางหรือสากลอย่างไร   ประสบความสำเร็จอย่างไร  เขาก็ไม่ยอมให้ส่วนกลางหรือแม้แต่ฝรั่งตะวันตกดูดกลืนไปเสียหมดเนื้อหมดใจ  หากแต่ยังหวนกลับมารับใช้จิตวิญญาณดั้งเดิมของเขาได้อย่างทรงพลัง...”
 
          สำหรับศิลปิน ผู้ถ่ายทอดศิลปะด้วยชีวิตจิตใจ  ถึงจุดหนึ่งผมก็ชอบเชื่อว่าเขาต้องเป็นตัวกลางของสิ่งดีๆ จากอดีตกาล  สู่ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล  สิ่งดีๆ หลายอย่างแทนที่จะตายหรือสูญหายไปพร้อมกับการสิ้นอายุขัยของคนแก่  กลับดำรงสืบเนื่องสืบต่อมาได้ด้วยคนหนุ่มสาวที่เข้าไปน้อมรับการถ่ายทอด  เราได้ยินทำนองเก่าๆ ดีๆ  ได้ยินคำร้องเก่าๆ ดีๆ  หรือได้เห็นท่าร่ายรำเก่าๆ ดีๆ ก็เพราะศิลปิน
 
          ...ขณะหลายต่อหลายครั้ง  ที่สิ่งดีๆ ได้สูญหายไปพร้อมกับความตายของคนเฒ่าคนแก่...
 
          เวลาเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้  ผมชอบคิดถึงศิลปิน  คิดถึงผู้ขับขานบทเพลง หรือเหล่าคีตกวี  คนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในใจโดยธรรมชาติ  เช่น ขึ้นเหนือก็มักคิดถึง จรัล  มโนเพ็ชร และ สุนทรี  เวชานนท์  ล่องใต้ก็มักคิดถึง ครูจูเลี่ยม  กิ่งทอง และ สาลิกา  กิ่งทอง  ผ่านภาคกลางมักคิดถึง ครูไพบูลย์  บุตรขัน  ไปทางอีสานก็มักคิดถึง ครูพงษ์ศักดิ์  จันทรุกขา, ครูสุรินทร์  ภาคศิริ, ครูฉวีวรรณ  ดำเนิน  กระทั่ง สุรชัย  จันทิมาธร และ ดาร์กี้  กันตรึมร็อค  คนเหล่านี้ดั่งเป็นผู้ถักทอชีวิตจิตวิญญาณ  ดั่งเป็นผู้ดูแลอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนในระหว่างผืนแผ่นดินจริงและผืนแผ่นดินฝัน
 
          จะว่าไปแล้ว  คนทั้งหลายที่เอ่ยชื่อ  มิใช่ว่าพอเกิดและโตแล้ว  ก็เป้นอย่างที่ตัวเองเป็นแบบนั้นทั้งหมด  หากแต่คงผ่านกระบวนการเรียนรู้วัฒนธรรม  ทั้งของท้องถิ่นตน และท้องถิ่นอื่น  ศิลปินผู้มีความเป็นท้องถิ่นมากๆ ระดับหนึ่งแล้วก็ต้องเคยเรียนรู้วัฒนธรรมอื่น  หรือกระทั่งเพลงฝรั่งต่างแดน  คำว่า “โฟล์คซองคำเมือง” ของคุณจรัล หรือ “กันตรึมร็อค” ของคุณดาร์กี้  ก็บ่งบอกการผสมผสานวัฒนธรรมอยู่ในตัว
 
          คิดถึงเรื่องนี้  พลอยคิดถึงงาน “จรัลในดวงใจ” ที่ ร้านอาหารเฮือนสุนทรี เชียงใหม่  ในงานเขายังมีนิทรรศการภาพถ่ายและบทเพลง  ส่วนใหญ่เป็นภาพของคุณจรัลและคุณสุนทรี  เป็นภาพเก่าแก่หายากจำนวนมาก  ตรงมุมหนึ่งผมพบภาพถ่ายคุณสุนทรีสมัยเป็นเด็กสาว  ประกอบด้วยข้อความนี้... 
 
          “ทุกเพลงที่ร้องก็จะมีจรัลนั่นแหละคอยเป็นคนสอน  คอยให้นับห้องเพลง  ให้ลงจังหวะ  แล้วพอร้องขึ้นมานี่  รู้สึกว่าเสน่ห์ของการร้องเพลงมันมี  พอเราได้ร้องเพลง  เพลงเหมือนส่งให้เราไปอยู่ในอีกมิติหนึ่ง  เหมือนหลุดไปอยู่ในโลกอีกใบ”
 
          คำว่า “อีกมิติหนึ่ง” หรือ “โลกอีกใบ” ของคุณสุนทรี  บางทีคนที่มิใช่ศิลปินเช่นคุณสุนทรี  อาจไม่เคยสัมผัส  แต่ผมก็เชื่อว่าแม้ไม่เคยสัมผัส  ก็น่าจะเคยเข้าอกเข้าใจ  หากเคยซาบซึ้งตรึงใจในการขับขานเพลงของใครสักคน 
 
          และคำหนึ่งของคุณจรัลยังว่า  “ดนตรีที่วิเศษที่สุดคือ  ดนตรีที่เข้าได้ทุกกลุ่มคนฟัง”
 
          ศุกร์หน้า  จะเล่าถึงแผ่นเพลงที่ผมไปมีส่วนร่วม  หนังสือที่ระลึก  และโครงการ “อ้ายจรัลปั๋นน้องอ่าน”  ในมิติแห่งความคิดถึง “จรัลในดวงใจ” อีกครั้งครับ!