บันเทิง

Contagion จะสนุกเมื่อหนึ่งชั่วโมงผ่านไป

Contagion จะสนุกเมื่อหนึ่งชั่วโมงผ่านไป

07 ต.ค. 2554

Contagion จะสนุกเมื่อหนึ่งชั่วโมงผ่านไป:หนังจอกว้าง โดย...นันทขว้าง สิรสุนทร

          เหมือนกับพล็อตเรื่องพวก “มนุษย์ต่างดาวบุกโลก” หรือตัวละครในแนว self-discovery ค้นพบความต้องการของตัวเอง รวมไปถึงหนังที่แคแรคเตอร์ได้ต่อสู้ฟันฝ่าภายใต้กฎกรอบของ underdog จนชนะอุปสรรคทั้งหลายในที่สุด
 
          ทว่า พล็อตพวกเชื้อร้ายทำลายโลก ก็ยังคงมีออกมาเรื่อยๆ และมากขึ้น จนน่าจะวิเคราะห์ได้ว่า อาจมาจากปัจจัยเกี่ยวกับการที่คนต้องติดเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆ (หรืออย่างน้อยก็ต้องตายลงเพราะการติดเชื้อที่วงการแพทย์อธิบายได้ลำบาก ซึ่งมีปริมาณที่มากขึ้น)

          งานนี้เลยกลายเป็นว่า พล็อตหนังที่ยังคงขายเรื่องเชื้อร้ายนั้น มีแต้มต่อหนังพวกฮีโร่อยู่นิดหน่อยตรงที่มันสามารถขายเชื้อใหม่ๆ อะไรก็ตามแต่ ที่หนังพอจะมีมุกมานำเสนอ

          แต่ถ้าพูดกันที่สุด ผมเชื่อว่าหลายคนไปดูหนังเรื่องนี้ เพราะชื่อผู้กำกับอย่าง โซเดนเบิร์ก มากกว่าที่จะเดินเข้าโรงเพราะชื่อภาพยนตร์ Contagion สมมติฐานง่ายๆ ก็คือ ลองเอาหนังเรื้องนี้ ไปติดโปสเตอร์ใหม่ เป็นผู้กำกับหนังทั่วไปที่ยังไม่ได้เป็น “แบรนด์เนม”
 
          โอกาสที่คนดูจะหายไปพอสมควรนั้น น่าจะมีเยอะอยู่ เพราะอย่าลืมว่าคนที่เบื่อหนังเชื้อร้ายทำลายโลก ก็อาจจะมีมากขึ้น (หรือแพร่มากขึ้นแบบมนุษย์นั่นเอง)

          แต่พูดอย่างเป็นกลาง Contagion ในมือของ โซเดินเบิร์ก เอง ก็ไม่ได้ “ธรรมดา“ เสียจนเราๆ ท่านๆ จะคาดเดาทุกอย่างได้แบบหนังบางเรื่อง เนื่องเพราะทันทีที่หนังตั้งไข่ด้วยตัวละครอย่าง “เบธ” (กวินเนธ พัลโทรว์) นักธุรกิจสาวที่เดินทางไปฮ่องกง และได้รับเชื้อไวรัสรุนแรงชนิดหนึ่ง หลังจากนั้น เธอไปมีความสัมพันธ์นอกลู่นอกทางกับใคร ชนแก้วเหล้ากับใคร หรือเอามือจับอะไรบ้างในตลอดทริปนั้น
 
          ผู้คนที่ได้แตะเนื้อต้องตัวกับเธอก็มีอันตายลงทีละคน และอย่างรวดเร็วๆ บทหนังเหมือนจะรู้ตัวเองว่า ถ้าขืนเล่าเนื้อหาไปทีละสเต็ปแบบนี้ ก็เหมือน) ตัวตายเปล่าๆ จึงพยายามจะใช้วิธีการโถมใส่รายละเอียดเพื่อเล่นกับสถานการณ์เข้าไป เพื่อให้หนังมีความแปลกมากขึ้น อาทิ มีนักเขียนที่รับบทโดย จู๊ด ลอว์ มาคอยติดตามสืบค้น บอกเรื่องราวที่ซ่อนอยู่กับคนดูอีกชั้น
 
          หรืออีกทาง ก็ได้สะท้อนภาพให้เห็นว่า ระบบของรัฐนั้น ไม่สามารถช่วยเหลือคนทำงานและประชาชนทั่วไป ได้แค่ไหน และที่พิเศษหน่อยก็คือ ด้านมืดของคนทั่วไปที่มักจะถูกแสดงออกมาในยามที่ต้องการเอาชีวิตรอด ด้วยการทำร้ายกันเอง (ไม่ต่างจากเชื้อโรค หรืออาจจะรุนแรงกว่านั้น) ถึงจะมีรายละเอียดที่มากมายและดูเหมือนจะน่าสนุก แต่ผมรู้สึกว่า ความที่หนังมันเกี่ยวทางตรงหรือมีทิศทาง โครงเรื่องกับเชื้อร้าย ความสนุกจึงยังไม่เกิดในช่วงแรก
 
          ทั้งยังไม่เกิดอะไรขึ้นเลยเมื่อ 1 ชั่วโมงผ่านเลย เพราะเสียเวลาไปกับการเซ็ทเรื่องต่างๆ เข้ามา ปกติธรรดมา โซเดนเบิร์ก ถือว่าเป็นนักเทคนิคคนหนึ่ง แม้จะไม่มากมาย แต่มาครั้งนี้ เขาใช้รูปแบบการเล่าเรื่อง โดยให้สถานการณ์ “ก่อตัว” ขึ้นมาเอง นั่นหมายความว่า เมื่อสามีของ เบธ ที่แสดงโดย แมทท์ เดม่อน (ซึ่งดูจะไปได้ดีกับบทบาทที่กดดัน) ค่อยๆ หาทางรอดกับลูกสาว ทั้งการขังตัวเองในบ้าน ในรถ และไม่ยอมแตะเนื้อต้องตัวกับใครเลย
 
          คนดูก็ค่อยเห็นผ่านทางสายตาเขาไปด้วยว่า โลกของมนุษย์มันแย่ลงเรื่อยๆ และเหมือนกับว่า การแพร่ระบาดที่มากขึ้นนั้น มันจะไปจบลงที่มุมไหน หรือจะเอาชนะเชื้อร้ายได้อย่างไร

          บทเรื่อง ทิ้งน้ำหนักลงไปที่การสะท้อนภาพร้ายๆ มากกว่าที่จะไปเสียเวลาว่า ทำยังไงเชื้อร้ายถึงจะถูกกำจัดออกไป แง่มุมนี้ เลยทำให้คนดูรู้สึก มันมีการจับต้องได้ ไม่ใช่เล่นกับสถานการณ์โครมคราม แม้ว่าที่สุดแล้ว contagion ได้เวลาถึงครึ่งหนึ่งในการที่จะทำให้คนดู “เข้าสู่กระบวนการสนุกของหนัง”
 
          หลังจากท็อปฟอร์มในปี 2000 ด้วยการมีงานอย่าง traffic กับ erin brockovich ตัวของ โซเดนเบิร์ก เหมือนยังไม่สามารถกลับมาสู่การทำหนังแบบนั้นได้อีก ไม่สดแบบ sex lies and videotapr ไม่มีชีวิตชีวาแบบ erin และไม่เล่นกับสถานการณ์ทับซ้อนได้แบบ traffic
 
          งานของเขาระยะหลังๆ ไม่ว่าจะเป็น the girlfriend experience, the informant และ and everything is Going Fire นั้น ขึ้นๆ ลงๆ ห่างหายจากคำวิจารณ์ที่ยอดเยี่ยมมาหลายปี
 
          แต่สำหรับ contagion เรื่องนี้ โซเดนเบิร์ก กลับมาสร้างความคึกคักอีกครั้ง และเหมือนจะหาทาง landing เมื่อประกาศว่า นับจากนี้ไป เขาจะทำหนังอีกแค่ 4-5 เรื่อง ก่อนจะเลิกไปจากอาชีพคนทำหนัง
 
          คนดูคงรอได้ จะ 4 ปีหรือ 7 ปี กับงานที่เหลือ เหมือนรอได้กับหนึ่งชั่วโมงของหนัง ก่อนจะเข้าสู่ความตื่นเต้นในแบบ โซเดนเบิร์ก