
จรัลในดวงใจ
จรัลในดวงใจ:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๔ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๑๑
โดยไม่น่าเชื่อ เมื่อฝ่ายจัดงาน “จรัลในดวงใจ” ในวาระ ๑๐ ปีการจากไปของ จรัล มโนเพ็ชร และในวาระเข้าสู่ ๓๕ ปีการถือกำเนิดขึ้นของ โฟล์คซองคำเมือง (๒๑ กันยายน ๒๕๒๐ - ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔) เขาได้ให้เกียรติเชิญผมไปร่วมงานด้วย ฐานะหนึ่งในผู้อ่านบทกวี ผมได้แต่งบทกวีขึ้นสำนวนหนึ่ง และทาง คุณพยัต ภูวิชัย ก็ได้นำไปดัดแปลงใส่ทำนองให้ คุณฝน ธนสุนทร เป็นผู้ขับร้อง ตอนนี้บทเพลง “วันนี้ยังมีจรัล” น้ำเสียงของคุณฝนก็เผยแพร่ออกไปแล้ว เป็นเพลงที่ไพเราะมากเพลงหนึ่งครับ ไม่ได้ชมตัวเอง แต่ชมคุณพยัต และคุณฝน ที่ประสานประกอบสร้างกันได้อย่างดี
ก่อนถึงวันงาน ทางคุณพยัตและคณะผู้จัดงาน ยังออกค่าเครื่องบินให้ผมไปบันทึกเสียงการอ่านบทกวีที่ห้องบันทึกเสียงในกรุงเทพฯ ในแผ่นเพลงชุดนี้จึงมีเสียงอ่านบทกวีของผมนำเพลงคุณฝน ขณะเดียวกัน คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ก็อ่านบทกวีของเขานำเพลงของ คุณสุรชัย จันทิมาธร ด้วย
ในบทกลอนของผม จะนำด้วยเสียงแคนเบาๆ โดย คุณศราวุธ ทุ่งขี้เหล็ก ตามด้วยเสียงสะล้อซอซึง และเสียงอื่นๆ ของใครต่อใครอีกมาก ทั้งนี้ก็เพราะฝ่ายทำดนตรีเขาต้องการเสียงดนตรีพื้นบ้านของภาคอื่นๆ ด้วย ผมและเสียงแคนก็อาจเป็นตัวแทนเล็กๆ ของภาคอีสาน ตามโจทย์บทกลอนของผมที่ว่า
“เหนือ-กลาง-ใต้-อีสาน-ยัง ฟังเพลงจรัล” หรือ “ทั่วถิ่นไทย ณ วันนี้ ยังมีจรัล”
ดั่งที่ได้ออกตัวไปบ้างแล้ว ทำไมต้องเป็นผม ในเมื่อผมมิใช่คนเหนือ มิได้สนิทชิดเชื้อกับคุณจรัล หรือครอบครัวญาติพี่น้องของเขาเป็นการส่วนตัวเลย บางคนอาจบอกว่าคนเขียนบทกวีทางภาคเหนือเยอะแยะ อันนี้เมื่อผมฟังและพิจารณาจากโจทย์ของผู้จัดงานแล้วก็เข้าใจ เขาต้องการความหลากหลาย งานนี้มิใช่งานใหญ่ระดับชาติ แต่เป็นงานเล็กๆ ในร้านอาหาร เฮือนสุนทรี เวชานนท์ เท่านั้น และบุคคลที่สามารถมี “จรัลในดวงใจ” ก็มิใช่แค่คนภาคเหนือ หรือคนที่สนิทสนมกับคุณจรัล หากแต่มีอยู่ทั่วไป
อีกอย่าง กลุ่มก้อนคนรักคุณจรัลมีมากหลากหลาย ทั้งที่คุ้นเคยกันและไม่คุ้นเคยกัน ก่อนหน้านี้ก็ได้ข่าวว่ามีการจัดงานรำลึกคุณจรัลไปแล้วหลายแห่งหลายเจ้าภาพ บางที...เงาอึมครึมหรือกระแสเสียงกินแหนงแคลงใจต่างๆ นานาของกลุ่มคนรักคุณจรัล ก็มีให้เห็นและได้ยิน แต่เราก็ตั้งใจทำหน้าที่ในพื้นที่ของเราให้ดีที่สุด แน่นอน...เรื่องพรรค์นี้ย่อมจะมีทั้งเสียงชื่นชม และติฉินนินทา
บังเอิญ ผมเป็นลูกอีสานคนหนึ่งที่มี “จรัลในดวงใจ” แล้วก็คุ้นเคยกับ คุณสุนทรี เวชานนท์ มีเหตุคล้องจองให้ได้เขียนบทกวีถึงคุณจรัลทั้งในปี ๒๕๔๔ และปี ๒๕๕๔ เรื่องนี้ผมก็ไม่ได้คิดออกแบบวางแผนไว้แต่อย่างใด มันเป็นไปของมันเองตามกำลังของจังหวะและโอกาสในชีวิต
ในปี ๒๕๔๔ ผมยังได้เขียนบทความไว้เรื่องหนึ่ง มีตอนหนึ่ง ประมาณนี้...
“เกือบยี่สิบปีก่อน ผมเป็นหนุ่มน้อยหัดเดินเผชิญโลก ขึ้นรถไฟไปสมัครงานหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่เชียงใหม่ ขณะเดียวกันก็มีฝันหวานๆ เล็กๆ กับสาวแถวเชียงใหม่ลำพูนนั่นแหละ เธอคนหนึ่งในครั้งนั้นนั่นเองที่แนะนำให้หนุ่มอีสานใต้ ผู้คุ้นเคยแต่หมอลำ เจรียง และกันตรึม ได้รู้จักเพลงคำเมือง...รู้จักอุ๊ยคำ รู้จักมิดะ รู้จักมะเมี้ยะ รู้จักคนสึ่งตึง รู้จักบ่าวเคิ้น รู้จักสาวเชียงใหม่ รู้จักผักกาดจอ รู้จักแกงโฮะ รู้จักแกงฮังเล และอื่นๆ อีกมากมายซึ่งทูตวัฒนธรรมชื่อ จรัล มโนเพ็ชร เป็นผู้ปลุกชีวิตชีวาขึ้นมา...อาจกล่าวได้ว่า ผมได้สัมผัสจิตวิญญาณทางวัฒนธรรมของคนเหนือผ่านเพลงคุณจรัลมากกว่าการอ่านจากตำราเล่มใด มากกว่าการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานใด...”
หรือ “ผมภูมิใจเพลง “ของกินคนเมือง” ของภาคเหนือ ไม่น้อยกว่าเพลง “อีสานบ้านของเฮา” ของภาคอีสาน เพราะเหนือและอีสานต่างก็ล้วนเป็น “ลูกข้าวนึ่ง ลูกข้าวเหนียว”...”
หรือ “คนแต่งและร้องเพลงดีอย่างคุณจรัล มีหัวจิตหัวใจศิลปิน ภาคภูมิในวิญญาณท้องถิ่น...
คนเสียงดีอย่างคุณสุนทรี ร้องเพลงจากหัวใจ เข้มข้นด้วยวิญญาณพื้นเมือง...คนแบบนี้ใช่ว่าโรงเรียนดนตรีจะสอนได้เสมอไป ผมออกจะเชื่อว่าทั้งสองเกิดมาเพื่อเป็น “ผู้ประกาศ” คุณค่าของอดีตสู่ปัจจุบัน ศิลปินที่จิตใจบริสุทธิ์ต่อศิลปะ มักจะสามารถเป็นตัวกลางของสิ่งลี้ลับ เป็นตัวแทนของสิ่งเปิดเผย เป็นทางผ่านของสิ่งดีๆ จากอดีต หรือแม้แต่จากอนาคต...”
ครับ ศุกร์หน้าว่ากันต่อ เพราะเรื่องนี้อาจว่ากันได้ทั้งแบบข้ามอดีตข้ามปัจจุบัน ข้ามชาติข้ามภพ!



