บันเทิง

70 ปี ในความทรงจำของสองพี่น้องพนมยงค์

70 ปี ในความทรงจำของสองพี่น้องพนมยงค์

03 ต.ค. 2554

70 ปี ในความทรงจำของสองพี่น้องพนมยงค์ กับ “พระเจ้าช้างเผือก” ภาพยนตร์แห่งสันติภาพเหนือกาลเวลา:เรื่องเด่นประเด็นดัง

          หากพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” คงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักดีเท่าใดนักท่ามกลางคนรุ่นใหม่ในสมัยปัจจุบัน นับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งที่ภาพยนตร์ดีๆ มีคุณค่าทั้งในทางประวัติศาสตร์และต่อวงการภาพยนตร์ไทยกลับถูกลืมเลือนไปจากสังคมไทย
 
          เนื่องในโอกาสที่ภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ได้จัดงานฉลองครบ 70 ปี ไปแล้วทางหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และกองทุนเสรีไทย ที่ร่วมกันจัดกิจกรรมฉลอง โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์สุดา และอาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ บุตรสาวของ นายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำขบวนการเสรีไทย และผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ร่วมแบ่งปันความทรงจำและความรู้สึกที่มีต่อคุณพ่อ รวมทั้งภาพยนตร์แห่งสันติภาพเรื่องนี้
 
          อาจารย์สุดา พนมยงค์ เล่าว่า ในช่วงที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวตนเองมีโอกาสเข้าไปร่วมในการถ่ายทำอยู่หลายครั้ง “...ตอนที่คุณพ่อถ่ายทำพระเจ้าช้างเผือกนั้น อายุเพียงแค่ 7 ขวบ...บางครั้งก็ได้รับ อนุญาตจากบิดามารดาให้เข้าไปดูการถ่ายทำในโรงถ่ายและสถานที่ถ่ายทำ...แต่ก็ไม่ได้ตามไปดูการถ่ายทำที่ ต่างจังหวัดเพราะยังเด็กอยู่มาก...”
 
          อาจารย์สุดายอมรับว่า คุณพ่อเป็นคนมองการณ์ไกลและติดตามศึกษาสถานการณ์โลกอยู่อย่างสม่ำเสมอ จึงเล็งเห็นสัญญาณการมาถึงของสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป “...ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ก็พูดถึงตอนนั้น ว่าจะมีสงครามเกิดขึ้น...ก็เลยตั้งใจทำภาพยนตร์เพื่อเป็นการเตือนให้คนรู้ว่าจะมีอันตราย และเพื่อสนับสนุน ส่งเสริมว่าสันติภาพนั้นดีกว่า...”
 
          เมื่อถามถึงวัตถุประสงค์ในการสร้างภาพยนตร์ อาจารย์สุดาตอบว่า จุดประสงค์หลักคือต้องการเผยแพร่ แนวคิดและอุดมการณ์เกี่ยวกับสันติภาพในช่วงเวลาที่สงครามอาจเกิดขึ้นได้ทุกขณะ จึงไม่ได้มีจุดประสงค์ทาง การค้าใดๆ แอบแฝง ซึ่งต่างจากภาพยนตร์สมัยนี้ที่จุดประสงค์หลักคือเพื่อสร้างรายได้และค้ากำไร “...คนที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาก็คือ ดร.ปรีดี กับลูกศิษย์ คนสนิท เครือญาติที่อยากทำอะไรร่วมกัน จึงได้ร่วมแรงร่วมใจกันได้อย่างเต็มที่...ตอนที่ถ่ายทำภาพยนตร์ก็เป็นช่วงเวลาที่มีทีท่าว่าจะเกิดสงครามขึ้นในประเทศ ภาพยนตร์ก็แสดงให้เห็นว่าฝ่ายรักสันติภาพเป็นฝ่ายชนะ แล้วต่อมาเหตุการณ์ในสงครามก็พิสูจน์ให้เห็นแล้ว จริงๆ ว่าฝ่ายที่แพ้ คือฝ่ายที่คิดก่อสงครามขึ้นมา...”
 
          นอกจากนี้อาจารย์สุดาเสนอข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ในมุมมองของตนอีกด้วยว่า “...คนเราควรจะเข้าใจได้ว่า ถ้าคิดดี ทำดี ก็ย่อมชนะอธรรม คนเราควรอยู่ร่วมกันในสภาพของสันติ เรื่องอะไรจะต้องไปเข่นฆ่ากัน...”
 
          ด้าน อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ ซึ่งได้พบฟิล์มต้นฉบับ 35 มม. ของภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ได้ติดต่อไปทางหอภาพยนตร์ เมื่อมีการตรวจสอบดูจึงได้ทราบว่าการค้นพบครั้งนี้ถือเป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี  ฟิล์มถือได้ว่ามีสภาพดีเยี่ยม แม้จะผ่านกาลเวลามาถึง 70 ปี แล้วก็ตาม
 
          เมื่อถามถึงความรู้สึกที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ อาจารย์ดุษฎี กล่าวว่า “...ได้ดูเรื่องนี้หลายรอบแล้ว ดูสิบครั้งก็ยังไม่เคยเบื่อ เพราะว่ารู้สึกว่ามันช่างทันสมัย แล้วที่สำคัญเป็นเรื่องที่แสดงออกถึงการแสวงหาสันติภาพ โดยเฉพาะแสดงให้เห็นว่าคนไทยรักสันติ ไม่อยากสู้รบกับใครทั้งนั้น พระเจ้าจักราได้พูดคำหนึ่งที่ว่า เรารบกับพระเจ้าหงสาไม่ได้รบกับประชาชน แสดงให้เห็นว่าบางทีชนชั้นปกครองหรือว่าผู้มีอำนาจ เขาทะเลาะกัน แต่ว่าชาวบ้านเขาไม่ได้รู้เรื่องด้วย เขาต้องไปสูญเสียเพราะสงครามที่ชนชั้นสูงเขาสู้กัน เราจึงคิด ว่าตรงนี้ดี แล้วอีกอย่างที่พระเจ้าจักราพูดว่า เราชนะสงคราม ชัยชนะของสงครามนี้ ไม่ได้สำคัญยิ่งหย่อนไปกว่า ชัยชนะแห่งสันติภาพ คือสรุปว่าความสงบสุขที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาที่สุดไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ใช้ได้จนถึง ยุคปัจจุบัน...”
 
          เรื่องนี้ไม่ได้มีคุณค่าแค่ทางด้านสาระและทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่อาจารย์ดุษฎียังมองว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีคุณค่าทางศิลป์ด้วย ทั้งเทคนิคการถ่ายทำที่ได้รับการยกย่องว่า มีการถ่ายทำฉากช้างได้สวยสมจริงที่สุด เพราะใช้ช้างงามๆ จำนวนมากในการถ่ายทำ และได้คุณประสาท สุขุม คนไทยคนแรกที่ไปเรียนการถ่ายภาพยนตร์ชั้นสูงจากฮอลลีวูด เป็นคนถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ นักแสดงทุกคนที่ต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษโดยตลอดเรื่อง แม้จะไม่ใช่นักแสดงอาชีพ แต่ก็แสดงได้เป็นธรรมชาติ โดยอาจารย์ดุษฎีได้กล่าวว่า
 
          “...ภาพยนตร์เรื่องนี้ ถือเป็นสมบัติล้ำค่า ไม่ใช่แค่ของเมืองไทย แต่เป็นของโลกด้วย”
 
          สุดท้ายอาจารย์ดุษฎี ได้ฝากทิ้งท้ายถึงผู้ที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า  “...ถ้าดูภาพยนตร์เรื่องนี้ แล้วฉุกคิดนิดนึงว่าไม่มีอะไรมีค่าไปยิ่งกว่าสันติภาพ ก็คิดว่าจะทำให้โลกนี้และสังคมไทยน่าอยู่ขึ้นบ้าง”