
คมเคียวคมปากกา - ซากรักบึงพระราม
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๒ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนหก (น้ำค้างเดือนหก)
ข้ามน้ำข้ามไฟเทศกาลสงกรานต์มาได้ สงกรานต์ผ่านไป สงครามยังไม่จบ สัญญาณรบยังรัว คนเห็นแก่ตัวยังเห็นแก่ตัวต่อไป คนจัญไรยังคบกันวางแผนเผาบ้านเผาเมือง เรื่องดีดึงเข้าตัว เรื่องชั่วโยนให้คนอื่น ไม่เพ่งโทษตน เพ่งแต่โทษคนอื่น...หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น นั่นแล...
เคยเล่าถึงจานดาวเทียมในชนบท ติดตั้งด้วยเงินไม่กี่พัน ได้ดูหนัง ฟังเพลง และอื่นๆ สารพัด ว่ากันว่า-ส่วนหนึ่งสมัครใจติดตั้งเอง บางส่วนมีนักการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน
จะว่าไปแล้ว กรรมกรชาวไร่ชาวนาจำนวนมาก ที่บางคนว่าตื่นตัวทางประชาธิปไตยนั้น ส่วนหนึ่งเขาผูกพันกับตัวแทนนักการเมืองที่เขาเลือกตั้ง เลือกใครแล้วก็ไว้เนื้อเชื่อใจคนนั้น โดยอาจไม่ทันฉุกคิดว่าบรรดานักเลือกตั้ง แอบเลี้ยงไข้ตัวเองไว้ เพื่อเป็นฐานเสียงการเลือกตั้งครั้งใหม่
เขาถึงว่า-ความยากจน เป็นลาภอันประเสริฐของนักการเมืองขี้โกง!
มีเรื่องเศร้ามากมายอุบัติขึ้นบนผืนแผ่นดินนี้ กรรมกรชาวไร่ชาวนายังเป็นหนี้และยิ่งเป็นหนี้ ทั้งที่มักมีผู้อ้างจะมาปลดหนี้ให้พวกเขา ทำสงครามกับความจน จะทำให้ทุกคนรวย ซึ่งทำไปทำมา เห็นแต่บางคนรวยไม่รู้พอ ต้องตกทุกข์ได้ยากในความโลภอย่างรุนแรงของตนเท่าทุกวันนี้
น่าสลดใจในหมากกลการเมืองที่มุ่งประโยชน์ตน โค่นประโยชน์อื่น พอตนไม่ได้ ก็จะจุดไฟเผาความสงบสุขของคนอื่น แล้วกรรมกรชาวไร่ชาวนาที่เขาปรารถนาปกติสุขเล่า? เขาเป็นเพียงประชาชนที่ถูกใช้เป็นเหยื่อเท่านั้นหรือ? ที่ว่าพวกเขาตื่นตัวทางประชาธิปไตยกว่าคนในเมือง
มันเป็นจริงเช่นนั้นแค่ไหน? ถ้าจริง เหตุใดจึงกระจุกตัวอยู่เพียงภาคอีสานและภาคเหนือบางส่วน?
ครับ เรื่องเผาอะไรนี่ ได้ยินมาตั้งแต่ตอนเลือกตั้งปลายปี ๒๕๕๐ คอการเมืองบางกลุ่มหลุดปากให้ได้ยิน ถ้าพรรคตัวแทนทักษิณแพ้ จะเกิดจลาจลเผาศาลากลางทุกจังหวัด ฟังแล้วเศร้าใจเหลือเกิน บังเอิญพรรคที่ว่านั้นชนะเลือกตั้ง ได้จัดตั้งรัฐบาลมาตั้งสองนายกรัฐมนตรี ไม่มีการเผา ครั้นพอเสียอำนาจให้อีกพรรคการเมืองที่เขาไม่ชอบมานาน การเผาก็เกิดขึ้น (๕๕๕ ฮือ ฮือ ฮือ))
โอ้...ไอ้อุดมการณ์แบบเผาๆ นี่ เป็นอุดมการณ์แบบพวกไหนหนอ? ยิ่งฟังยิ่งคุ้นๆ ชอบกล!
พูดถึงเรื่องเผาๆ พลันคิดถึงเพลงโปรดที่ชอบต่อคำร้องทำนองร้องกัน ตั้งแต่ในวงกินดื่ม จนถึงคลอครวญคนเดียวในห้องน้ำ เพลงนั้นคือ "ซากรักบึงพระราม" โดย โรม ศรีธรรมราช
"บ้านเดิมฉันอยู่อยุธยา คนรักจากลา โสภาอยู่แดนวิไล เธอลืมสัญญา เธอลืมวาจาที่ให้ไว้ ฉันตกหลุมพราง เหมือนกวางหลงไพร ฉันตกเหวใจ เธอไม่นำพา..."
จากบางข้อมูลระบุ เพลงนี้แต่งโดย แจ่ม ชาวไร่ หรือ เริง ภิรมย์ เคยติดตามร้องเพลงกับ พร ภิรมย์ อีกเพลงโด่งดังที่เขาแต่งคือ "สาวเมืองพิจิตร"
สำหรับ "ซากรักบึงพระราม" นอกจากขับร้องโดยโรม ยังมีนักร้องอื่นขับร้องอีกหลายคน เช่น สดใส รุ่งโพธิ์ทอง อุเทน พรหมมินทร์ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะรวม สันติ ดวงสว่าง ด้วย
นี่เป็นเพลงรักๆ ใคร่ๆ แนวฝากนามสถานที่ มีความไพเราะด้านคำร้องทำนอง มีโวหารอุปมาด้วยฉากประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยา (เพลงนี้ถ้าพวกตลกจอมโวหาร เขาอาจโยนคำถามขำกลิ้งกันกลางเวทีว่า โรม ศรีธรรมราช เหตุใดไปอกหักไกลถึงอยุธยา) (๕๕๕)
"มองเห็นกรุงเก่า ฉันเศร้าใจจัง เห็นซากหักพัง เมื่อครั้งสงครามพม่า เหมือนเธอเผาใจ แล้วเธอทิ้งไป ไม่กลับมา ทิ้งความทรุดโทรม แสนตรมวิญญาณ์ ไม่กลับย้อนมา รักษาซ่อมใจ"
โอ้...เล่นเผาใจกันเลยเชียว แถมหนีไป ทิ้งไว้แต่ซากทรุดโทรม ยากจะเยียวยาซ่อมแซม
เพลงดังในอดีตนั้น หากติดใจใครสักคนแล้ว จะฝังอยู่ในใจเนิ่นนาน แม้มิได้ต่อเพลงร้องทุกวัน แต่เมื่ออุณหภูมิเหมาะสม มันจะมีชีวิตชีวาขึ้นมาโดยพลัน หลายปีก่อนโน้น ตอนร้านเหล้าชื่อโอลด์เล้งยังอยู่แถวถนนรัชดาภิเษก เคยติดใจนั่งดื่มกินบรรยากาศแห่งสุราและมิตรสหาย เหนืออื่นใดคือ จะมีช่วงเปิดเพลงลูกทุ่งเก่าๆ...ผับกินดื่มกลางเมืองหลวง เพื่อนในเมือง เพื่อนบ้านนอก เพลงฝรั่ง เพลงลูกทุ่ง ช่างเป็นบรรยากาศคละเคล้าเย้ายวนใจยิ่ง คิดถึงแล้วอบอุ่นคุ้นเคยยิ่ง
ทว่า...ท่านที่รัก...จะมีสิ่งใดจีรังยั่งยืน? เวลาเปลี่ยน โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน คนเปลี่ยน...ดูสิวันนี้ เพื่อนรักหลากสี กลายเป็นสีแดงแจ๋ไปแล้วก็มี...ใครจะไปห้ามใครได้เล่า?
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



