บันเทิง

เมื่อหนังไม่ได้ขายนักแสดง
แต่ค้าวัฒนธรรม Prequel

เมื่อหนังไม่ได้ขายนักแสดง แต่ค้าวัฒนธรรม Prequel

01 พ.ค. 2552

ผมเพิ่งกลับจากดูหนัง X-Men ที่พารากอน พูดแบบนี้อย่าเพิ่งคิดว่าทำไมต้องมาเล่าด้วย พารากอนนั้นมักถูกใช้เปิดตัวหนังแรงๆ ฟอร์มใหญ่ หรือส่อแววว่าจะทำเงินเมื่อลงโรง

  ตัว x-men origin นั้น มีองค์ประกอบหลายอย่าง ที่ควรจะเปิดตัวที่นี่ มากกว่าที่อื่น อาทิ ตัวหนังมีสิ่งที่เรียกว่า “แฟรนไชส์” เหมือน เจมส์ บอนด์ 007 หนังแบบนี้ ต้องได้เงินเมื่อเข้าฉาย (ถ้าเป็นหนังไทยเรื่องล่าสุด ที่พยายามจะเป็นแฟรนไชส์ก็คือ “บุปผาราตรี”)

 หนังประเภทนี้ มักจะขายความสนใจของตัวเอง มากกว่าจะขายนักแสดง ขายผู้กำกับ หรือขายบทภาพยนตร์ ไม่ค่อยมีใครไปดูหนัง แล้วซีเรียสว่าใครแสดง เพราะมันขายตัวเอง ไม่เชื่อลองดู “เจมส์ บอนด์” สิครับ นักแสดงจะเป็นใครก็ตาม คนก็ตามดูมาหลายสิบปีอยู่ดี

X-Men มีความเป็นแฟรนไชส์เหมือน เจมส์ บอนด์ คือหนังจะนำเสนออะไรก็ได้ เพราะคนก็ไปดูอยู่ดี แถมมีแฟนคลับกระจายอยู่หลายมุม พร้อมที่จะอุดหนุนสินค้าอยู่เสมอ

 หนังเป็นวัฒนธรรมครับ เราต้องมีสายตาถึงจะสนุกในการมองมัน พอ x-men ประกาศว่าจะทำตอนที่ชื่อว่า origin มันทำให้ผมยิ้มมุมปาก (ซ้าย) และก็ถึงบางอ้อว่า แหม ในที่สุด หนังที่ทำท่าจะไม่สนใจพระเอกชื่อดัง ผู้กำกับชื่อก้องโลกอย่าง x-men ก็ต้องกลับลำมาทำสิ่งที่เรียกกันว่า prequel จนได้

 Prequel คืออะไร ?
 ความหมายของศัพท์คำนี้ก็คือ การย้อนเรื่องราวกลับไปที่ปฐมบทก่อนภาคแรก หรือพูดให้ง่ายก็คือ เอาเนื้อหาที่ก่อนจะเกิดภาคแรกมาขาย บางคนเรียก beyond บางคนเรียกว่า prequel แต่หนังสือหนังด้านวิชาการหลายเล่ม เรียกว่า prequel

 แนวทางของ prequel นั้น เติบโตและเฟื่องฟูกันมาก โดยว่ากันว่ามาจากการเริ่มต้นอย่างเป็นแบบแผนของ star wars ซึ่งเฮียจอร์จ ลูคัส เล่นซะเยิน คือขายย้อนหน้าย้อนหลังกันมันมือ

 อันที่จริง วิธีการแบบนี้ก็คือ การสร้างภาคต่อแบบหนึ่ง แต่แทนที่จะไปผลักดันเนื้อหาอะไรขึ้นมา ก็กลับไปสร้าง กลับไปเล่าที่มาของหนังซะเลย ซึ่งดูไปดูมา จะง่ายกว่า และเรียกความสนใจได้มากกว่าการเป็น “ภาคต่อ” เสียอีก

 หลังจากออกจากโรง และไม่ได้ประทับใจอะไรกับหนังมาก ผมกลับรู้สึกว่าสิ่งที่น่าเขียนมากกว่า หรือน่าชักชวนผู้อ่าน “คมชัดลึก” มาช่วยกันมองมากกว่าก็คือ วัฒนธรรม prequel ที่ถูกนำมาขายกันมากขึ้น

 หลังจาก x-men เราก็จะได้พบกับ da vinci และหนังอีกหลายเรื่องเป็นหางว่าว ที่หันมาเล่นตอน “ปฐมบท”

 สิ่งที่ต่างออกไปก็คือ ช่วงปฐมบทนั้น บางเรื่องทำครั้งเดียวเลิก แต่บางเรื่องอาจจะทำหลายภาคต่อๆ กัน และผมคิดว่า x-men คงจะทำมากกว่าหนึ่งภาคเมื่อดูจากตอนจบ

 แต่อย่างที่บอกว่า หนังสามารถประคับประคองให้เราติดตามหนังไปเรื่อยๆ แต่ไม่มีเหตุผลอะไร และไม่มีความลึกด้านเนื้อหาเลย ไม่ว่าจะมองมุมไหน สไตล์ของหนัง วิธีการเล่าเรื่อง และการใช้การตัดต่อแบบหนังสมัยใหม่ ถ้าไม่มีชื่อ x-men ปะหัวอยู่ ใครจะคิดว่าดู twilight ภาคสองก็ได้ เพราะเหมือนกันทุกอย่าง ในแง่ของสไตล์หนัง

 ถามว่า เรามาถึงยุคสมัยของหนังแบบใหม่แล้วหรือ ?

 ก็ต้องตอบว่าแล้ว เรามาถึงยุคของการขายวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่ขายเนื้อหาหนัง ขายเรื่องราว แต่ขายสไตล์การเล่าเรื่อง และขายความเป็นแฟรนไชส์ ราวกับหนังเป็นแบรนด์เนมอย่างหนึ่ง

 หลักฐานที่พอจะ “ยืมมายืนยัน” ได้บ้างก็คือ เมื่อดูหนังอย่าง x-men, twilight, batman หรือ spider man สิ่งที่รู้สึกตามมาก็คือ เรากำลังดูหนังเรื่องเดียวกัน ที่มีชื่อคนละชื่อนั่นเอง

 พอเขียนถึงภาคปฐมบทของหนัง ผมอยากรู้จริงๆ ว่า prequel ของนายกแม้วนั้น เป็นมาอย่างไร อยู่เชียงใหม่ดีๆ ทำไมต้องระหกระเหินไปร่อนเร่อยู่ต่างประเทศ

 แล้วไม่ใช่ร่อยเร่เฉยๆ นะ บางวันก็รอนแรมด้วยนะเออ

"นันทขว้าง สิรสุนทร"