
วันนี้ยังมีจรัล
วันนี้ยังมีจรัล:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๔ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐
เมื่อวานแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ แถวบ้านผมที่มีวัฒนธรรมประเพณีไหว้ผีบรรพบุรุษ หรือ “แซนโฎนตา” ใน “วันเบ็ญธม” ก็ทำพิธีไหว้ไปแล้ว โดยที่เช้าวันนี้จะมีการทำบุญตักบาตร อันที่จริงผมควรได้กลับบ้าน แต่ไม่สะดวกในเรื่องการงานการเรียนของครอบครัว ได้แต่ฝากเงินทองเล็กน้อยไปร่วมพิธี
หลายครั้งที่ได้กลับบ้าน ก็รู้สึกดีมีความสุขในความเชื่อและวัตรปฏิบัติที่สืบทอดกันมา ชาวบ้านก็คือชาวบ้าน นอกจากอยู่ร่วมกับคน กับสัตว์ร่วมโลก ยังอยู่ร่วมกับเทวดาฟ้าดิน และภูตผีในมิติต่างๆ ความเชื่อเหล่านี้ยึดโยงโครงสร้างความรักสามัคคีสังคม คิดต่างคิดเหมือนก็อยู่ร่วมกันได้ตามเหมาะตามควร
บางที นักวิชาการหัวนอกที่ชอบขุด ชอบรื้อ ชอบค้น พกพาแต่ตรรกะเหตุผลทื่อๆ ยกตนแล้วตระเวนสอนแบบหมิ่นแคลนความเชื่ออื่นๆ ว่างมงายไร้สาระ ก็อยากให้ลองไปใช้ชีวิตอยู่ในแบบชาวบ้านดูบ้าง เช่น ฝนตกหนักก็ให้ออกไปทำนากลางทุ่งดู ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า เขาจะจัดการกับความรู้สึกกลัวของตัวเองอย่างไร? (เมื่อก่อนเชื่อกันว่าคนถูกฟ้าผ่ามักเคยมีเวรกรรมทำจัญไรไว้ แต่เดี๋ยวนี้สถิติคนถูกฟ้าผ่ามีมากขึ้น เพราะแค่พกพาโทรศัพท์มือถือออกทุ่ง ก็อันตรายแล้ว...)
เวลากลับบ้านแถวชายแดนร้อยเอ็ด-สุรินทร์ ผมมักได้ฟังเพลงพื้นบ้าน เจรียง กันตรึม ทั้งเก่าๆ ใหม่ๆ โดยเฉพาะวง “ร็อคคงค็ย” และ “ดาร์กี้ กันตรึมร็อค” ชื่อหลังนี้รู้จักกัน เขาเสียชีวิตไปแล้ว เพลงพื้นบ้านในแบบของเขาปลุกสำเนียงดนตรีเขมรสุรินทร์ให้ก้องกังวานยาวนาน คนเล็กๆ ตัวดำๆ คนหนึ่งที่น้อมรับให้เสียงเพลงโบราณล่องลอยผ่านตัวเขา แล้วเขาเป็นผู้ประกาศขับขานต่อปัจจุบันอย่างทรงพลัง
“ผมเป็นตัวกลางที่ว่างเปล่า ไม่มีตัวตนอะไรให้ยึดติด เป็นเพียงทางผ่านของจิตวิญญาณอดีตกาล”
นั่นคือเขา-ดาร์กี้ กันตรึมร็อค ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เคยพูดกับผมไว้ประมาณนั้น
ถ้าการไปอีสานใต้ของผมทำให้คิดถึงดาร์กี้ การขึ้นเหนือของผมก็ทำให้คิดถึง จรัล มโนเพ็ชร
ศุกร์ที่แล้ว ผมลงกลอนสองสำนวนให้อ่าน นั่นคือ “เสมอเสมือนวันนี้ยังมีจรัล” และ “จรัลในดวงใจ” หรือ “วันนี้ยังมีจรัล”
โดยส่วนตัว ผมมิได้สนิทกับคุณจรัล หรือครอบครัวของเขา ผมเพียงรักในความเป็นนักเพลงคำเมืองของเขา ห้วงเวลา ๓๕ ปีตั้งแต่ “โฟล์คซองคำเมือง” ถือกำเนิดขึ้น เพลงของเขากลายเป็นเพลงที่คนทุกภาคนิยมได้ ยิ่งผมมีประสบการณ์ขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ ยิ่งได้ฟังและคุ้นเคยเพลงของ จรัล มโนเพ็ชร และ สุนทรี เวชานนท์ มากขึ้น ราวกับเป็นญาติทางคำร้องทำนองของเขาไปโดยไม่รู้ตัว จำได้ว่าผมเคยพบ คุณจรัล มโนเพ็ชร และ คุณมานิด อัชวงศ์ ที่ร้านอาหาร “ไม้กลางกรุง” แถวถนนสุโขทัย (ผมเป็นคนอีสานที่นิยมทั้งอาหารเหนือ และอาหารใต้) เจอกันก็ยกมือไหว้ทักทายกันธรรมดา ถ้าจำไม่ผิดเคยพาเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเหนือ ไปสมัครงานที่ร้านแห่งนี้ด้วย ตอนหลังเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้พบเพื่อนคนนั้นแล้ว
กระทั่งในวันที่ ๒ กันยายนปี ๒๕๔๔ ผมมีโอกาสไปร่วมอ่านบทกวีที่มหาวิทยาลัยโยนก ลำปาง ได้พบพี่น้องผองเพื่อนหลายคน งานเลิกเราก็ไปต่อที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งจนเกือบสว่าง หนึ่งในนั้นมี คุณสุนทรี เวชานนท์ รวมอยู่ด้วย ใกล้สว่าง คุณสุนทรี หรือ “พี่แอ๊ด” ขอตีรถกลับเชียงใหม่คนเดียว ไม่นานจากนั้นก็ติดต่อกลับมาถึงพวกเราว่า “ถึงเชียงใหม่แล้ว และข่าวร้าย คุณจรัลเสียชีวิตตั้งแต่ตี ๓”
นั่นทำให้พวกเราต้องตามขึ้นไปเชียงใหม่ และลำพูน เพื่อร่วมรับศพและร่วมพิธีบรรจุศพคุณจรัล ทำให้ผมได้เขียนบทกวี “เสมอเสมือนวันนี้ยังมีจรัล” ขึ้นสดๆ แล้วส่งไปลงหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด”
ส่วนบทใหม่ “จรัลในดวงใจ” หรือ “วันนี้ยังมีจรัล” เป็นโจทย์ใหม่ที่ผมได้รับเกียรติให้แต่งบทกวีไปร่วมอ่านในคอนเสิร์ต “จรัลในดวงใจ” ร่วมกับศิลปินจำนวนหนึ่งในวันที่ ๒๑ กันยายน ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นก็มีการดัดแปลงบทกวีนี้เป็นบทเพลงขับร้องโดย ฝน ธนสุนทร ผู้ทำหน้าที่สะพานดนตรีตรงนี้คือนักแต่งเพลง พยัต ภูวิชัย แถมยังให้ผมบินเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปอ่านบทกวีประกอบเพลงของคุณฝนด้วย
แผ่นเพลงดังกล่าว น่าจะกำลังเผยแพร่ มีหลายเพลงที่น่าสนใจ เช่น “ซอขาดสาย” ของ สุนทรี เวชานนท์ และ “ลุงใจดี” ของ ลานนา คัมมินส์ หรือแม้แต่เพลง “จากเพลงของพ่อ ถึงเพลงของลูก” โดยลูกชายคุณจรัล ไตรศุลี มโนเพ็ชร...ติดตามได้ครับ...ศุกร์หน้าจะเล่าต่อเรื่องนี้อีก!



