บันเทิง

มหาอุทกภัยรำพัน

มหาอุทกภัยรำพัน

27 ก.ย. 2554

มหาอุทกภัยรำพัน:ศิลป์แห่งแผ่นดิน โดย... ศักดิ์สิริ มีสมสืบ

          ผมตัดสินใจพาครอบครัวอพยพหนีมหาอุทกภัย  ทิ้ง “กระท่อมเกี่ยวก้อย”  ของผม  จมผืนน้ำเวิ้งว้าง  มาอยู่บ้านยายของลูกที่อำเภอหนองบัว  เป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้ว
 
          สองวันก่อนผมได้พยายามเข้าไปดูบ้าน  จากผืนแผ่นดินที่ใกล้บ้านที่สุดซึ่งอยู่ห่างจากบ้านผมประมาณ  7  กิโลเมตร  ขึ้นเรือเหล็ก (ชาวบ้านเรียกว่าโป๊ะ)  ที่สามารถรับน้ำหนักได้ไม่อั้น  วันที่ผมไป  ไปพร้อมชาวบ้านร่วมชะตากรรมยี่สิบกว่าคน  มอเตอร์ไซค์  10  คัน  เบียดเสียดกันเต็มเนื้อที่  ความกว้างของเรือมากกว่าความยาวมอเตอร์ไซค์หนึ่งคืบ  ความยาวของเรือราวๆ  5  เมตร  เรือเหล็กติดเครื่องยนต์ขนาดกลางน่าจะหลายร้อยแรงม้า  ฝ่าเวิ้งน้ำแหวกยอดไม้ไหวๆ  ไปตามพื้นที่ที่เป็นผืนนาก่อนหน้านี้พาคนไปส่งยังที่ที่สามารถดั้นด้นไปสู่จุดหมายของแต่ละคนต่อไปได้  จุดที่เรือโป๊ะจอดน้ำลึกระดับเข่า  ผมเดินลุยน้ำไปตามทางที่ก่อนหน้านี้เป็นถนนหมู่บ้าน  น้ำไหลเชี่ยวเป็นช่วงๆ บางช่วงน้ำเหนือเข่าเล่นเอาซวนเซ  เดินลุยไปครึ่งกิโลเมตรเห็นรถอีโก้งพ่วงสาลี่จอดอยู่ก็ดีใจ  ที่ไหนได้รถตายอยู่กลางน้ำ  จึงจำต้องยืนรอเรือชาวบ้านผ่านมา  ไม่นานก็มีเรือจระเข้เป็นเรือพลาสติกติดเครื่องยนต์หางยาว  นั่งได้ 5  คน  เรือก็เพียบน้ำปริ่มขอบแปล้  เรือพาเราแล่นไปตามครรลองถนน  ส่งยังจุดที่มีรถอีแต๋นจอดรอ  นั่งรถอีแต๋นต่อทุลักทุเลเฮฮาน้ำตาคลอเบ้า  นี่หมู่บ้านของพวกเรากลายเป็นเมืองบาดาล  ฉิบหายทั่วหน้ากันก็เลยไม่รู้จะเศร้าไปทำไม
 
          ในภาวะปกติ  ผมขับรถเอ้อระเหยออกจากบ้านไปตลาดชุมแสง  ระยะทาง  7  กิโลเมตรใช้เวลาไม่เกินสิบนาที  แต่วันนี้ใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเพิ่งมาได้แค่ครึ่งทาง  ระดับน้ำลึกสุดคือท่วมหัวยื่นมือ  ตื้นสุดระดับเข่า  หากจะไปต่อผมจะต้องเดินลุยน้ำไปอีกประมาณ  1  กิโลเมตรที่เหลือ  น้ำน่าจะลึกประมาณเอว  บางจุดอาจระดับอก  น่ากลัวที่สุดคือตรงช่วงน้ำลัด  น้ำเชี่ยวจนเรือยังผ่านไม่ได้ 
 
          ผมก็เลยถอดใจได้แต่จินตนาการว่าป่านนี้งูเงี้ยวเขี้ยวขอ  แมลงป่อง  ตะขาบ  และมดปลวกทั้งหลาย  คงเข้าไปอาศัยลี้ภัยในบ้านผมเต็มไปหมดแล้ว  ตามสบายเถิด
 
          หนังสือนับพันเล่ม  นักเขียนนับร้อยคน  ถ้อยคำงาม ๆ  ถ้อยคำดี ๆ  ป่านนี้ลอยคอรอความ ช่วยเหลือ  อนิจจาน่าอนาถ
 
          ระหว่างทอดถอนใจ  ผมโทรไปหาเพื่อนนักเขียนซึ่งอยู่อุทัยธานีจังหวัดที่น้ำท่วมอ่วมอรทัยไม่น้อยหน้ากัน  ร้านหนังสือ  “บุ๊คโทเปีย”  น้ำระดับเข่า  ตลาดเมืองอุทัยฯ  ย่านศาลเจ้าริมน้ำสะแกกรัง  น้ำสูงตั้งแต่ระดับอกถึงมิดหัว  วัดอุโบสถาราม ที่แสนงามทรงคุณค่า  ซึ่งผมแวะเวียนไปชม  ไปนั่งศาลาริมน้ำ  ดื่มด่ำ     สถาปัตยคาร  ดูจากภาพข่าวโทรทัศน์  วัดคู่เมืองแลมลังเมลืองลอยฟ่องท่ามกลางริ้วระลอกกระฉอกฉาน  สะท้อนเงาพร่างพรายในสายน้ำพาชอกช้ำระกำฤทัย  น่าน้อยใจพระแม่คงคาไม่น่าพิโรธโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้  จากนครสวรรค์  ผมรำพันถึงอุทัยธานี
 
          จังหวัดที่ผมไปเยี่ยมเยือนบ่อยที่สุดกว่าจังหวัดใด  และวัดอุโบสถารามคือวัดที่ผมไปเยี่ยมชมบ่อยครั้งที่สุดกว่าวัดใด  ผมรักและผูกพันถึงขนาดว่า  คิดถึงขึ้นมาก็ขับรถจากนครสวรรค์มากินก๋วยเตี๋ยวอุทัยธานี  อิ่มแล้วก็ซื้อขนมปังสังขยา ไปนั่งศาลาน้อยชื่นชมสถาปัตยคาร  วาดรูปบ้าง  เขียนกลอนบ้าง  ลมเย็นดี  บางทีก็เผลอหลับไป  โอ้อนาถหนอเมืองอุทัยธานี  ปีนี้ระทดระทมจมบาดาล  สุดต้านทานมหาอุทกนรกแท้แม่พระคงคาบ้าคลั่ง  แล้วใครจะทำอะไรแม่ได้
 
          พ่อแม่พี่น้องทั่วไทย  เผชิญมหาอุทกภัยกันทั่วหน้า  คงได้เวลาตั้งสติ  ตั้งศีล  สมาธิ  ปัญญา  หาเหตุ ปัจจัย  ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้หรอกที่วิกฤติ  วิบัติ  เคราะห์จะซ้ำกรรมจะซัดหากเราทั้งผองไม่รู้สำนึกรู้สึกรู้สา