
ในโลกของหนังมีลูกหนัง
ในโลกของหนังมีลูกหนังในการเดินทางมีถ้อยคำและดื่มกิน:หนังจอกว้าง
ราวๅ ปี 2,000 หรือวันคืนในรอยต่อของสหัสวรรษใหม่มีผู้เฒ่าคนหนึ่งที่แขนขายังแข็งแรง เคลื่อนไหวได้ เขากลับไปในย่านโกแวน กลาสโกว์ ที่สกอตแลนด์ ตาแก่คนนี้โด่งดังและประสบความสำเร็จในโลกฟุตบอลมาก แต่เขาก็ยังคงคิดถึงอดีตหรือวัยเด็กที่เติบโตมา หรือพูดอีกที ก่อนจะมาเป็น เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
"เฟอร์กี้" กลับไปเยือนโกแวน ที่เขาผูกพัน นึกถึงครูดุๆ ที่ชอบมาเคาะประตูที่บ้าน และบอกพ่อแม่เขาว่า ไม่ยอมส่งการบ้าน ตอนเขาเขียนหนังสือบอกเวลาเหล่านั้น ผมอ่านและคิดถึงเวลาตัวเองกลับไปเยี่ยมย่านบ้านเก่า โรงเรียนเก่า ที่เคยวิ่งซุกซนในตอนเด็กๆ
"ความหลัง" เป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่ง ผมเคยเขียนแบบนี้บ่อยๆและความหลังหรือวันเก่าก่อน ก็มักจะผุดพรายเมื่อเราโตขึ้น เดินทางในชีวิตไกลขึ้น และมีเรื่องราวหลากหลายไหลผ่านเข้ามา
หลังจากทำงานที่เนชั่นไป 18 ปีเต็ม ผมไปนั่งรื้อฟิล์มและภาพถ่ายเก่าๆ ในระหว่างเดินทางไปทำข่าวที่ต่างประเทศ ผมเพิ่งทราบว่าตัวเองไปที่ต่างๆ มาหลายแห่ง พอเอาเรื่องนี้มานั่งคุยกับน้องๆ ที่ สำนักพิมพ์ "เนชั่นบุ๊คส์" ก็ได้รับการแนะนำ (จริงๆ คือยุยง) ว่า น่าจะเอามาเขียนทีละตอน ไป 40 ประเทศ 40 กว่าทริป ก็เขียน 40 ตอน ผมเลยเสนอว่าน่าจะเขียนเป็นเรื่องที่ไม่เน้นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เขียนถึงแง่มุมที่ตัวเองชอบ ประทับใจและจะไม่ลืม วันเวลาเหล่านั้น"ฟุตบอล" กับ "ไวน์" จึงเป็นตัวตาม.. และการเดินทางเป็น "ตัวตั้ง" หรือ "ตัวนำ"
เมื่อการเดินทางคือโจทยืที่จะพาไปเจออะไร ผมค่อยๆ พบจากรูปถ่ายว่า มันมีรูปเกี่ยวกับฟุตบอลอยู่มาก ถัดๆ มา ก็มีภาพของการดื่มไวน์เฮฮาและเศร้าโศก ที่ว่าเศร้าโศกเพราะว่าทีมรักพ่ายแพ้ อย่างเช่นที่โรม 2009 ที่แมนยู เป็นมวยคนละชั้นกับบาร์เซโลนา ในนัดชิงยุโรป
แต่ถึงแม้จะรักชอบในลูกหนังมากมาย ผมก็คิดว่ามันคงเป็นเรื่องแคบสั้น และตัดรอนตัวเอง หากเราจะบ้าแต่กีฬาอย่างเดียวในการเดินทางรอนแรมไปต่างประเทศ เพราะอย่าลืมว่า การบินยาวนานข้ามทวีปทั้ง 12 ชั่วโมงเอย 24 ชั่วโมงเอย..ไปยุโรป ไปอเมริกา ไปนั่นไปนี่ มันใช้เวลาที่ต้องต่อสู้เยอะ ร่างกายถูกจองจำอยู่ในเครื่องบินเป็นครึ่งค่อนวัน สำหรับผมเองการไปดูบอลแล้วกลับ ไม่น่าจะคุ้ม (แต่ถ้าเวลาน้อย ก็ว่าไปอย่าง) คิดจากมุมนั้น ก็เลยชอบไถลออกจากโปรแกรม ที่วางไว้ คือ ไปเที่ยวเอง หรือไปต่อ หลังจากคณะที่มาเข้าโรงแรม บางทีเขานอนกัน 21.00 ผมไปต่อเอง และกลับ 02.00 ได้เวลาเที่ยวเพิ่มมาอีก 5 ชั่วโมง บางวันเขานัดเจอตอนเช้า 10.30 น. ผมตื่น 05.30 และรีบออกไปเดินเล่นในตลาดเช้าที่อัมสเตอร์ดัม หรือไปกินกาแฟที่ portobello road ย่าน notting hill ที่ลอนดอน
มันทำให้ "เรื่องราว" ของทริป และ "หน้าตา" ของการเดินทาง แปลกขึ้น เปลี่ยนไปจากหน้าตาเดิมๆ ที่มาเจออะไรจำกัด และกลับบ้าน
วิธีคิดแบบนี้ ทำให้พอไปดูบอลที่ลอนดอน ผมก็ได้ไปดูละครเวทีใต้แสงดาวที่โรงละครไม้เชคสเปียร์ในปี 1997 ได้ไปดูไร่ปลูกไวน์ และได้ไปร้านขาย cd เพลงรักใต้ดินที่อิตาลี ..ได้ไปหมู่บ้านจักรยาน หลังจากได้ไปสโมสรอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม..ได้ไปนอนปราสาทเก่าในชนบทที่ปารีส หลังจากใช้เวลาค่อนวัน ขลุกอยู่กับโรงงานทำหลอดไฟของฟิลิปที่ฮอลแลนด์ แต่ที่ชอบคือ ดูโอโม่รัก และสะพานไม้ที่ฟลอเรนซ์ หลังจากเฮิร์ทๆ กับการแพ้บาร์ซาที่โรม หรือที่น่ารักไม่รักก็คือ หมู่บ้านจักรยาน ที่ทางเทศกิจของเมือง อุตส่าห์พาเที่ยวไปชม และอธิบายอยู่นานว่า มันมีระบบอะไรบ้าง ในการทำให้คนที่นั่น หันมาใช้จักรยานมากกว่ารถยนต์ (เช่น ถ้าใครใช้จักรยาน บริษัทบางแห่งจะพิจารณษรับทำงานก่อนคนที่ขับรถยนต์หรือทุกออฟฟิศจะต้องมีที่จอดจักรยาน ทำเป็นแม่แบบของแปลนขึ้นมาเลย)
แง่มุมเหล่านี้ ทำให้เราเห็นว่าฝรั่งมังค่าที่ไม่ได้ดีอะไรไปกว่าเราในฐานะมนุษย์ แต่เขามีสังคมที่ดีกว่า มีสวนสาธารณะมากกว่าห้าง แต่ของเรามีอย่างหลังมากกว่าอย่างแรก และสภพาอากาศของเขาที่ว่าไม่ดีๆ นั้น เขาสามารถสร้างกิจกรรมนอกบ้านได้มากกว่าเรา
นี่คือ ส่วนหนึ่งที่ผมนำมาเขียนไว้ในพ็อกเก็ตบุ๊กเล่นใหม่ที่มีชื่อว่า "ไวน์ ฟุตบอล การเดินทาง และคนรัก" ซึ่งทางเนชั่นฯ เพิ่งวางแผงไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ในโลกที่ใม่ขึ้น ผมว่าความหมายของการเดินทาง น่าจะเปลี่ยนแง่มุมไปด้วย อย่างน้อยผมก็คิดแบบนั้น
เราไม่ควรไปแค่สิ่งหนึ่ง และจบแค่ตรงนั้น แต่มันน่าจะดีกว่า ถ้าเราซุกซนหาเรื่องราวอื่นๆ ด้วยตัวเอง (เหมือนที่ฝรั่งเขามีศัพท์คำหนึ่งว่า individual traveller ที่แปลได้ใจความว่า ท่องเที่ยวด้วยตัวเอง และค้นพบอะไรจากรอยเท้าของคุณ มากกว่าไกด์ทัวร์)
ไม่สำคัญว่า ต้องเดินทางไกลหรือใกล้แต่สำคัญว่า ได้เดินทางหรือเปล่าแม้แต่..จะเดินทาง "ในความคิด" ก็เถอะ



