
ตรวจเอชไอวีกับที่ทำงาน
ตรวจเอชไอวีกับที่ทำงาน:รู้ทันกฏหมายโดย... ศรัณยา ไชยสุต
พนักงานแข็งแรง กิจการเข้มแข็ง แม้จะไม่ใช่เรื่องแต่งงานแค่เพียงจะหางานทำ ว่าที่นายจ้างยังต้องพิสูจน์เลือดกันด้วยหรือ แบบนี้ต้องทำไหม และไม่ทำคำตอบคืออะไร ตอบเลยว่าไม่ได้งานเพราะเอกสารไม่ครบนั่นเอง
ที่จริง ไม่มีกฎหมายมากำหนดบังคับให้ต้องทำขนาดนั้น แต่การกำหนดเงื่อนไขอย่างนี้ก็ไม่มีกฎหมายบอกว่าผิดตรงไหน ตราบเท่าที่ไม่ได้ไปลิดลอนสิทธิหรือละเมิดสิทธิของผู้สมัครงาน
นายจ้างมีเหตุผลที่ต้องกำหนดเงื่อนไขก็เพื่อให้แน่ใจว่ามีความแข็งแรงพอที่จะทำหน้าที่ได้และไม่มีโรคติดต่อร้ายแรงที่จะไปกระทบพนักงานคนอื่นเขา แบบนี้เราก็ต้องปฏิบัติหากอยากมีโอกาสได้งานแห่งนี้
ในการตรวจเลือดแบบนี้ บางแห่งก็มีสถานที่หรือแพทย์พยาบาลจัดการให้เสร็จสรรพ ไม่ยอมให้ไปใช้บริการที่อื่นใด เพราะไม่แน่ใจในผลการตรวจ เราจะถือว่าเป็นการบังคับไม่ได้ เป็นเพียงการกำหนดเงื่อนไข หากเราไม่สมัครใจก็ไม่ต้องมาสมัครงาน จบข่าวแต่เพียงเท่านี้
แต่เรามีสิทธิจะทราบว่าเขาเจาะเลือดไปตรวจอะไร นายจ้างก็คงไม่อยากลงทุนจ่ายค่าตรวจค่าแล็บให้เปลือง คงเลือกตรวจแต่เพียงรายการหลักๆ เท่านั้น เพียงแต่การตรวจไปถึงเชื้อเอดส์ว่ามีหรือไม่ ถามว่าทำได้ไหมละเนี่ย
ก็อย่างที่บอก เราในฐานะเจ้าของเนื้อตัวร่างกายย่อมมีสิทธิจะรู้ว่าเอาเลือดไปตรวจหาอะไร เมื่อรู้ว่าจะตรวจหาเชื้อเอชไอวี ซึ่งเราไม่อยากรู้ว่ามีหรือไม่ ก็มีสิทธิปฏิเสธไม่ยอมให้ตรวจได้ การแอบไปตรวจลับหลังก็เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิส่วนตัวของเรา ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม
ยิ่งผลออกมาว่าใช่แล้วเขาปฏิเสธไม่รับเราเข้าทำงาน ก็ยังไม่มีกฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจนที่ไหน มีเพียงการวางนโยบายไม่ให้ธุรกิจเอกชนตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอดส์ในการสมัครงาน และไม่ให้ใช้ผลการตรวจเป็นเหตุผลในการปฏิเสธไม่เข้ารับงานเท่านั้น
แปลไทยเป็นไทยก็ได้ความว่า หากเขาไม่รับเราเพราะเป็นเอดส์หรือมีเชื้อ ยังไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน แต่น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญไม่ว่าฉบับแก้แล้วแก้อีกจะแก้ใหม่ ที่มีบทบัญญัติมาตรฐานเอาไว้ว่าด้วยการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติ แต่ก็ยังไม่มีใครอาจหาญหรือลงทุนหรือเสียเวลาไปกับเรื่องนี้
แต่ถ้าหน้าที่การงานหรือลักษณะของกิจการไม่อาจให้คนมีเชื้ออย่างนี้ไปทำหน้าที่ได้ ก็เป็นเหตุผลที่ต้องเข้าใจ ไปสมัครที่อื่นต่อไปดีกว่า
พอทำงานไปแล้ว นายจ้างบังคับให้ตรวจแล้วพบเชื้อ ก็ต้องแน่ใจว่าได้รับทราบกฎระเบียบของที่ทำงานในเรื่องนี้แล้ว เราต้องปฏิบัติตาม และเมื่อตรวจพบเชื้อนายจ้างก็มีสิทธิให้ออกจากงานได้หรือไม่ ก็ต้องดูว่ามีกฎระเบียบบอกเอาไว้หรือว่าลักษณะงานเป็นการเสี่ยงหรือไม่เหมาะสมอย่างไรหรือเปล่า หรือมีเหตุผลอะไรก็ต้องดูเป็นกรณีไป
นายจ้างย่อมมีสิทธิให้ลูกจ้างออกจากงานแน่นอน แต่ต้องระวังเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเท่านั้นเอง การให้ออกเพราะเป็นเอดส์ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้าง นายยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายเต็มอัตรา
ในปัจจุบัน การยอมรับและอยู่ร่วมกับคนที่มีเชื้อเอชไอวีมีมากขึ้น ก็เชื่อต่อไป การรังเกียจกันในที่ทำงานก็น่าจะหายไปในที่สุด



