บันเทิง

Bangkok City of Jazz ไฟกับความฝัน

Bangkok City of Jazz ไฟกับความฝัน

20 ก.ย. 2554

Bangkok City of Jazz ไฟกับความฝัน:คิดสวนทาง โดย... จิรพรรณ อังศวานนท์

          ความตั้งใจหรือความฝันที่อยากให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของดนตรีแจ๊สขึ้นมาอีกแห่งหนึ่งบนโลกนี้นับว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ มีความพยายามที่จะทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นมาร่วม 10 ปีแล้ว
 
          Bangkok Jazz Festival ที่มีการจัดขึ้นทุกปีที่กรุงเทพฯ มีเว้นไปบ้างเพราะสถานการณ์ ที่ไม่เอื้ออำนวยทางการเมืองก็หลายครั้งแต่ก็จัดมาได้ถึงครั้งที่ 7  Hua Hin Jazz Festival ที่มีอาการเดินหน้าถอยหลังอยู่บ้าง ก็ดำเนินมาได้ถึงปีที่ 10 ในเดือนกันยายนเมื่อวันที่ 16 และ 17 ที่ผ่านมา ก็มีการจัดงานเกี่ยวกับดนตรีแจ๊สในระดับนานาชาติขึ้นอีกที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุง เทพมหานคร ใช้ชื่อว่า Bangkok City of Jazz และก็ได้ข่าวมาว่าอีกงานหนึ่งก็จะมีการจัดขึ้นมา อีกในเดือนตุลาคมชื่อ Sawasdee Jazz ระหว่างวันที่ 7-9 ณ สถานที่เดียวกัน สองงานหลังนี้ก็มีความตั้งใจว่าจะจัดให้มีขึ้นทุกปีและให้เป็นระดับ Festival เช่นเดียวกัน คือมีนักดนตรีจากนานา ประเทศเข้ามาร่วมแสดงในงาน
 
          ดนตรีแจ๊สที่เป็นศิลปวัฒนธรรมที่โดดเด่นของคนอเมริกัน ได้ถูกเผยแพร่ออกไปยังทั่ว โลกเริ่มต้นจากที่ Duke Ellington ได้รับเชิญให้ไปแสดงยังประเทศอังกฤษในปีค.ศ.1933 และออกทัวร์ไปทั่วยุโรปในปีค.ศ.1934-1939 หลังจากนั้นดนตรีแจ๊สก็กลายเป็นแฟชั่นของคนชั้นสูง หรือในระหว่างผู้มีการศึกษาว่าเป็นศิลปะชั้นยอดของคนอเมริกัน
 
          สังคมไทยน่าจะได้รับอิทธิพลของดนตรีแจ๊สผ่านทางบทเพลงของวงสุนทราภรณ์ที่ ครูเอื้อ สุนทรสนานได้ผสมผสานดนตรีรูปแบบของ Big Band Jazz เข้ากับท่วงทำนองของดนตรี ไทยเดิม และต่อมาสังคมไทยก็ได้รับผ่านมาทางบทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะพระองค์ท่านโปรดดนตรีแจ๊สมาก โดยเฉพาะในรูปแบบ New Orleans Jazz และ Big Band Jazz ตามงานลีลาศต่างๆ ก็มีวงแบบ Big Band เล่นเพลงเพื่อประกอบ การลีลาศและมักจะเปิดวงด้วยเพลงแจ๊สของ Duke Ellington เช่นเพลง Take The A Train หรือ C Jam Blues ผมโชคดีที่มีโอกาสเข้าไปอยู่ในบรรยากาศแบบนั้นเมื่อครั้งเล่นเป็นวงสลับ กับวง “คีตาวัฒน์วงใหญ่” โดยมีชื่อว่า “คีตาวัฒน์ยังวันส์” เล่นเพลงของ The Beatles เมื่อ 40 กว่าปีก่อน
 
          ตามล็อบบี้โรงแรมชั้นดีก็จะมีวงของนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์เล่นในรูปแบบ Trio หรือ Quartet อยู่ทั่วไป และก็เล่นแต่เพลงสแตนดาร์ดแจ๊ส โดยเฉพาะบนถนน ”พัฒน์พงษ์” เป็นถนนดนตรีแจ๊สทั้งถนน แต่หลังจากที่มีกฎหมายสงวนอาชีพนักดนตรีให้เป็นของคนไทยเท่านั้น นักดนตรีต่างชาติก็เริ่มหายหน้าไปพร้อมกับดนตรีแจ๊สที่เคยได้สัมผัสจากนักดนตรีเหล่านี้
 
          ผมได้มีโอกาสได้ยินดนตรีแจ๊สแบบ Trio อีกครั้งที่ Brown Sugar หลังจากที่จบคอน เสริตท์ ”สมุทรบ้านผีสิง” ที่ AUA พวกกลุ่ม "บัตเตอร์ฟลาย" และ "โรงเรียนดนตรีศศิลิยะ" ก็เดินเลยมาแฮงเอาท์กันที่นี่ พบนักดนตรีกำลังเล่นเพลง Satin Doll และสแตนดาร์ดแจ๊ส ที่นี่หลังจากไม่ได้ยินมาเกือบ 20 ปี
 
          กิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีแจ๊สเริ่มมีมากขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนมากมักจะไปโยงกับการเฉลิมฉลองในโอกาสต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเทิดพระเกียรติในฐานะที่พระองค์ท่านทรงมีพระปรีชาสามารถทางดนตรีเป็นอย่างสูงโดยเฉพาะดนตรีแจ๊ส ในปีนี้เป็นปีแห่งมหามงคลที่พระองค์ท่านทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา การเฉลิมฉลองก็จะต้องยิ่งพิเศษขึ้นกว่าธรรมดา ในปีนี้คงมีโอกาสได้ฟังดนตรีแจ๊สดีๆ กันอีกหลายงาน
 
          สรุปว่าเราเพิ่งเริ่มจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีแจ๊สกันเป็นเรื่องเป็นราวมาแค่ประมาณ 10 ปี แต่ถ้าหากมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีหลักการที่ชัดเจน โอกาสที่ประเทศเราจะพัฒนาดนตรีแจ๊สให้ก้าวไกลเคียงบ่าเคียงไหล่กับนานาประเทศก็ไม่ใช่สิ่งที่จะไกลเกินเอื้อม
 
          ในงาน Bangkok City of Jazz นี้ ผู้ริเริ่มคนสำคัญคือ สันติ วงษ์สวัสดิ์ เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยด้วยในครั้งแรก ก็สามารถรับรู้ได้ถึงไฟและความฝันที่อยากจะสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคมดนตรีแจ๊สของเราอย่างมาดมั่น สิ่งที่น่าสรรเสริญในความริเริ่มคือการจัดให้มีสัมมนาในด้านการบริหารการจัดการที่เกี่ยวกับการจัดการและการเผยแพร่ดนตรีแจ๊ส โดยเชิญวิทยากรที่เชี่ยวชาญระดับนานาชาติมาให้ความรู้ในงานนี้ด้วย
 
          งานเพิ่งเริ่มหนทางยังอีกไกล แต่ผมเชื่อว่าจะไปได้สวย ถ้าทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องยังรักษา ไฟและความฝัน นี้ไม่ให้มอดหมดลง แต่กลับช่วยกันเติมเชื้อเติมใจกันเข้าไป วันหนึ่งความฝันก็ต้องเป็นจริง