
ควรอ่านโลกสุดขอบฟ้า
ควรอ่านโลกสุดขอบฟ้า:มองผ่านเลนส์คม โดย... จำลอง ฝั่งชลจิตร
อ่านนิยายเล่มล่าสุด ‘โลกสุดขอบฟ้า’ ของ หลุยส์ เซปุล์เบดา นักเขียนชาวชิลี ผู้หนีภัยเผด็จการทหารมาใช้ชีวิตในฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี ก่อนไปตั้งหลักแหล่งในสเปน
ผมชอบนักเขียนคนนี้ เขาเขียนหนังสืออ่านง่าย เข้าใจง่าย แม้เรื่องเด็กๆ อย่าง ‘นางนวลกับมวลแมวผู้สอนให้นกบิน’ ก็เขียนได้น่ารักชวนฝัน เรื่อง ‘ชายชราผู้อ่านนิยายรัก’ พูดถึงการปกป้องป่าดงดิบที่ถูกบุกรุก
‘โลกสุดขอบฟ้า’ ก็เช่นเดียวกัน หลุยส์ เซปุล์เบดา เริ่มต้นภาคแรก ตัวละครเอกวัย 16 ปี ที่เติบโตแถบตอนใต้ของชิลี ออกเดินทางสู่ทวีปแอนตาร์กติกาไปกับเรือล่าวาฬของกัปตันชาวบาสก์จนไปพบกองกระดูกวาฬ “ฉันมั่นใจว่าเหตุการณ์นี้ไม่ปรากฏในนิยายแน่ เป็นจุดจบของวาฬ ตอนแรกเรายิงฉมวกด้วยแรงปืนใหญ่ใส่มันไม่ให้หนีรอด เราฆ่าด้วยฉมวกมือ จากนั้นก็นำมาที่โรงงาน ใช้มีดแล่...”
ภาคสอง ปี ค.ศ.1988 ตัวละครเอก (ผม) ซึ่งมีอาชีพเป็นนักข่าวอิสระเกิดเบื่อหน่ายข่าวสารทั่วไป แล้วหันมาสนใจข่าวสิ่งแวดล้อมทำงานกับเครือข่ายข่าวในหลายประเทศ วันหนึ่งทราบข่าวว่าเรืออุตสาหกรรมนิชิน มารุ ติดธงญี่ปุ่นมาถึงทางใต้ของชิลี ลูกเรือ 18 คนเสียชีวิตที่ช่องแคบแม็กเจลแลน ส่วนลูกเรือที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการช่วยเหลือจากกองทัพเรือชิลีกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
ตัวละครเอกจึงเดินทางไปที่นั่น ด้วยทราบว่านักข่าวหญิงคนหนึ่งที่รู้จักกันที่ฮัมบูร์กถูกคุกคามและอยู่ในอันตราย กรณีนำเสนอข่าวการล่าวาฬของเรือญี่ปุ่น เป้าหมายคือไปพบกัปตันฆอร์เฆ่ นีลเซ่น ชายผู้ใช้ชีวิตแถบช่องแคบแม็กเจลแลนมาตั้งแต่ ค.ศ.1910 และเป็นผู้แจ้งข่าวที่ไม่สามารถเล่าทางโทรศัพท์ได้ เขารู้เห็นเหตุการณ์ที่ลูกเรือชาวญี่ปุ่นถูกฆ่าด้วยตาตัวเอง
จากนั้นก็เป็นเรื่องเล่าจากปากคำของฆอร์เฆ่ นีลเซ่น เรื่องความพยายามของเขากับ เปโดร ชิโก คนพื้นถิ่นที่ช่วยเหลือฝูงวาฬให้รอดพ้นจากเรือนิชิน มารุ ที่ชวนตื่นเต้นและสยดสยอง เรือนั้นไม่ได้ใช้ฉมวก แต่ใช้เฮลิคอปเตอร์บินเหนือฝูงวาฬและกราดปืนใส่
“ตอนนั้นเองมันทำตามเสียงเรียกอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีมนุษย์คนไหนเคยได้ยินในทะเล เป็นเสียงร้องแหลมที่ทำให้กระดูกในหูสั่นไหว พวกวาฬและโลมาสามสิบตัว ห้าสิบตัว ร้อยตัว จำนวนมากมาย ว่ายมารวดเร็วจนเกือบชนด้านข้างเรือ และว่ายกลับด้วยความเร็วยิ่งกว่าเดิมแล้วเอาหัวกระแทกเรือ พวกมันไม่แยแสว่า หลายตัวหัวแตกตายเพราะพุ่งเข้าโจมตีแต่ละครั้ง ฝูงวาฬโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่ากระทั่งนิชิน มารุ ทำท่าจะล่ม...”
ฉากสุดท้ายของเหตุการณ์ ผู้อ่านจะพบว่าลูกเรือนิชิน มารุ ที่ลอยคออยู่ในน้ำท่ามกลางฝูงวาฬและโลมาถูกฉีกเป็นชิ้นๆ จนน้ำทะเลแดงฉานด้วยเลือดปลาผสมเลือดคน
เรื่องราวอาจเหนือจริงอยู่บ้าง แต่ผู้เขียนได้เปิดเผยกลวิธีล่าวาฬที่แยบยลของเรือญี่ปุ่นกับผู้เกี่ยวข้อง
ผมอยากให้ทุกคนได้อ่านนิยายเล่มเล็กๆ ที่งดงามเล่มนี้ สถาพร ทิพยศักดิ์ / แปล สำนักพิมพ์ผีเสื้อ ราคา 169.50 บาท



