บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - สินค้าชื่อลูกทุ่ง

คมเคียวคมปากกา - สินค้าชื่อลูกทุ่ง

29 เม.ย. 2552

เมื่อต้นปีนี้ ผมประเมินพลาดไปนิดหนึ่งเกี่ยวกับ "ตลาดเพลงลูกทุ่ง" ที่คาดหมายว่าในภาวะเศรษฐกิจถดถอย บรรดาผู้ทำมาหากินในธุรกิจเพลงลูกทุ่งคงย่ำแย่ อันไม่ต่างจากธุรกิจแขนงอื่น

 แต่ผ่านไป 3 เดือนแรก ปรากฏว่าค่ายเพลงใหญ่ๆ กลับมีผลประกอบการดี แม้ยอดขายแผ่นจะลดลง แต่ยอดรายได้จากการดาวน์โหลดผ่านมือถือ และการขายโชว์ผ่านอีเวนท์ต่างๆ ได้เข้ามาทดแทนอย่างพอเหมาะพอเจาะ

 วันก่อนผมอ่านข่าวค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ ตั้งงบไว้ถึง 40 ล้าน เพื่อทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกับค่ายเพลงระดับบิ๊กบึ้ม!

 มันมิใช่ค่ายเดียว อีกสองค่ายใหญ่ก็โดดเข้าร่วมวงทำกิจกรรมกับค่ายเพลงลูกทุ่งเช่นกัน จึงทำให้นักร้องที่มีชื่อเสียงต้องวิ่งรอกโชว์ตัวกันแทบไม่มีวันว่าง

 ทุกวันนี้ มันไม่ใช่แค่มือถือ สินค้าอีกหลายประเภทต่างหันลดค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาผ่านทีวี วิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ โดยหันมาใช้เครื่องมือโฆษณาที่เรียกว่า "อีเวนท์" แทน เพราะมีราคาถูกกว่า และถึงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า

 นักร้องระดับวิทยุชุมชนก็มีงานโชว์ เพราะสินค้าบ้านๆ ก็ใช้กลยุทธ์แบบบริษัทใหญ่เหมือนกัน

 ด้วยอานิสงส์ของการปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดของบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็ช่วยให้ "นายทุนค่ายเพลง" ฉีกยิ้มแห้งๆ ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

 ว่ากันว่า แม้จะไม่ได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ยังดีกว่าต้องสู้กับขบวนการซีดีเถื่อน ที่ไม่มีวันเอาชนะได้!

 คลื่นวิทยุบางแห่งก็คว้าเม็ดเงิน "อีเวนท์ภาครัฐ" มาช่วยต่อลมหายใจ ด้วยการอาศัยคอนเนกชั่นทางการเมืองของผู้บริหารคลื่นกับเสนาบดีแม่ค้าพ่อขายแห่ง "พรรคสีน้ำเงิน" และ "พรรคสีฟ้า"

 ชาวบ้านร้านตลาดในพื้นที่เลือกตั้งของ ส.ส.ทั้งสองพรรคดังกล่าว ก็ได้ชม "ฟรีคอนเสิร์ต" ระดับประเทศไปแล้วหลายจังหวัด โดยนำเอากิจกรรมช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานรัฐมาบังหน้า ทำกันเนียนๆ หาเสียงกันนุ่มๆ แบบนี้แหละ

 อย่างเมื่อสัปดาห์ก่อนโน้น ก็มีฟรีคอนเสิร์ตที่เขตเลือกตั้ง "ส.ส.แม่บ้าน" คนใกล้ชิดเลขาธิการพรรคสีน้ำเงิน ซึ่งกลยุทธ์หาเสียงโดยใช้เงินภาษีชาวบ้าน มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ.นี้หรอกครับ

 วงดนตรีลูกทุ่ง หรือวงหมอลำก็เคยถูกว่าจ้างไปแสดงฟรี เพื่อการหาเสียงมาแล้วในอดีต แต่การอิงกับอีเวนท์ภาครัฐ มันดีตรงที่ไม่ต้องควักตังค์ตัวเอง

 นี่แหละสันดานนักเลือกตั้งไทย พอมีคนเขาวิจารณ์ก็โต้กลับว่า ไม่มีรู้จักปัญหาชาวบ้านได้ดีเท่ากับพวกเขา

 เอาล่ะ...ขอบ่นแค่นี้ล่ะครับ ใจจริงแล้ว ก็เห็นใจคนทำสื่อวิทยุและทีวี ที่ต้องพึ่งพานักการเมือง

 ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ อยู่รอดได้ก็บุญหัวแล้วครับ!

"บรรณวัชร"