'หมู-พงษ์เทพ'คอนเสิร์ต'30ปีนกเขาไฟ'
คอนเสิร์ตปีละหนตนพูดเพลง หมู -พงษ์เทพ 30 ปีนกเขาไฟ
"อารมณ์มันเหมือนงานบุญ งานกฐิน ทอดผ้าป่าประจำปีไปแล้ว สำหรับเรากับแฟนเพลงที่ต้องมาพบกันปีละหน สนุกกับบทเพลงบ้าง ทำประโยชน์เพื่อสังคมบ้าง ช่วยเหลือการอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมบ้าง ตามแต่เรื่องราวในขณะนั้นๆ ไป” หมู พงษ์เทพ กล่าวเกริ่นนำกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อถูกถามถึงคอนเสิร์ตปีละหนฅนพูดเพลงที่กำลังจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 - อาทิตย์ที่ 25 กันยายนนี้ เวลา19.00 น. ณ โรงภาพยนตร์สกาลา
สาเหตุที่จะมาจัดคอนเสิร์ตในโรงหนังนั้นมีที่มาที่ไประดับบันทึกประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของวงการเพลงเพื่อชีวิตเลยทีเดียว
“ความคิดที่จะจัดคอนเสิร์ตในโรงหนัง เริ่มจากหอประชุมที่อื่นเต็มหมด (หัวเราะ) จริงๆ คือ ตอนที่เราเล่นดนตรีแบบขึ้นเวทีครั้งแรกในชีวิตเลย เป็นการเป่าฟลุ้ตเพลงนกสีเหลืองให้กับเพื่อนวงคาราวาน ที่โรงหนังลาสเวกัส นครราชสีมา โคราชบ้านเรานี่แหละ” อดีตหนึ่งในสมาชิกคนที่ห้าของวงคาราวาน ตำนานเพลงเพื่อชีวิต ย้อนอดีตประมาณปี พ.ศ. 2518-19 ต่อไป
“หลังจากนั้น เรากับคาราวาน ซึ่งประกาศตัวเองว่าจะเป็นวงดนตรีเพื่อชีวิตอาชีพวงแรกของเมืองไทย ออกตระเวนแสดงคอนเสิร์ตเริ่มต้นจากภาคอีสานก่อน เพราะพรรคพวกเพื่อนฝูงเป็นพวกนักพากย์หนัง อย่างพงษ์สยาม นี่เป็นนักพากย์ชื่อดัง สุรสีห์ ผาธรรม ที่กำกับหนังครูบ้านนอก เลยได้เช่าโรงหนังแสดงตลอด เก็บสตางค์สิบห้าบาทยี่สิบบาท โรงหนังสุรินทร์ โรงหนังบุรีรัมย์ อุบลราชธานี โรงหนังอำเภอสตึก ร้างไปหลายปี เราก็ไปกวาดโรงเอง ค่าเช่าเจ้าของบอกว่าเล่นให้ได้ค่ารถกันก่อนเถอะ มันจริงๆ”
ส่วนชื่อคอนเสิร์ต “30 ปี นกเขาไฟ” เป็นการรำลึกถึงจุดเริ่มต้นในการเขียนเพลงของตัวเองเมื่อสามสิบปีที่แล้วที่ไดรับแรงบันดาลใจจากได้ใช้ชีวิตในเขตป่าเขาจังหวัดน่านในช่วงปี พ.ศ. 2523-2524
“สองปีที่ได้ใช้ชีวิตที่จังหวัดน่าน เรียกได้ว่าก่อเกิดเป็นตัวตนของเราในด้านการเขียนเพลงการร้องเพลงจนทุกวันนี้ ได้พบเจอลุงผี อัศนี พลจันทร์ เพื่อนกวี ประเสริฐ จันดำ พี่เสถียร จันทิมาธร เป็นสำนักนักคิดนักเขียน เพิ่มพูนความรู้ ที่สำคัญ ได้อยู่กับวัฒนธรรมชาวบ้าน จ๊อยซอล่องน่าน อยู่กับคนลัวะ เขาจ๊อยให้ฟัง...นกเขาตัวนี้ขันดีนักหนา...เราถามว่านกเขาไฟหมายถึงอะไร เขาบอกว่าหมายถึงหญิงสาว พอเราเดินขึ้นยอดภูมองลงมาเห็นคนเท่าก้านไม้ขีด เขาก็บอกว่า ..ภูบ่สูงดอกสหาย แต่ว่าห้วยมันลึก... ปิ๊งเลยนะคำนี้ เอามารวมกับจินตนาการนกเขาไฟ กลายเป็นบทเพลงชุดแรกที่เราแต่งออกมา ในกลุ่มอารมณ์นี้ยังมีเพลง จูบฟ้าฝากดิน ลิงทโมน หยดน้ำ นกละเมอ โหย..เป็นซีรีส์เลย ก็จากนกเขาไฟนี่แหละ”
นกเขาไฟภาคแรกโบยบินจากต้นน้ำน่านสู่เมืองกรุง แต่ความประทับใจในเรื่องราวที่ได้ประสบพบเจอยังไม่จางหาย กลายเป็นนกเขาไฟไตรภาคในที่สุด คอนเสิร์ตปีละหนฅนพูดเพลงครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่จะได้นำเสนอบทเพลงนกเขาไฟชุดไตรภาคได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
“นกเขาไฟภาคแรก จะพูดถึง ผู้หญิงชาวลัวะที่แข็งแรง แบกรับภาระหาอยู่หากิน ทำไร่เป๊อะข้าวเข้าครัว เป็นวัฒนธรรมชนเผ่าที่สวยงาม นกเขาไฟภาคสองหรือภาคผีเมือง จะเล่าถึงวิถีชีวิตของชาวลัวะที่ถูกเอารัดเปรียบจากเจ้าเมือง หน้าหนาวตัดไม้ทำฟืนก็เสียภาษี ทำขนมไหว้ตามเทศกาลก็ต้องเสีย ขนาดผู้หญิงมีนมยังต้องเสียภาษี ภาคสาม เป็นการไว้อาลัยให้สหายที่ตายจากไปในสงครามของอุดมการณ์ เป็นทำนองไหลลื่นที่ไม่เคยแสดงสดที่ไหนมาก่อน ทั้งสามภาคจะมาเรียงร้อยกันในคอนเสิร์ตครั้งนี้”
นอกจากนกเขาไฟไตรภาคแล้ว เพลงที่เตรียมไว้และซุ่มซ้อมเป็นพิเศษสิริรวมแล้วได้ 58 เพลง มีหลายเพลงที่แทบจะขุดกรุออกมาเล่น นัยว่าเป็นจำนวนตามตัวเลขอายุของเจ้าของคอนเสิร์ตที่วางแผนคอนเสิร์ตไว้ไปถึงปีที่ 60 ของตัวเองในอีกสองปีข้างหน้า ซึ่งหมู พงษ์เทพ ยืนยันว่า แม้จะมีเหนื่อยบ้าง แต่ชีวิตปัจจุบันนี้มีความสุขอยู่กับร้องเพลง ถ้าไม่ได้ร้องเพลงก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร
“เราเพิ่งรู้สึกตัวเองว่าได้มาร้องเพลงจริงๆ จังๆ ก็ไม่เกินสิบปีหลังนี้เอง ก่อนหน้าอาจจะด้วยเงื่อนไขธุรกิจ ไหลไปตามความโด่งดัง ต้องร้องเพลงตามคำขอ เจอคนเมาก็อารมณ์เสีย แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว เข้าใจมากขึ้น มีเวลาอยู่ไร่ก็ได้กลับอ่านหนังสือ ทำให้พบว่าหนังสือเป็นตัวรักษาสุขภาพที่ดีที่สุด แถมยังมีภารกิจช่วยเหลือบูรณะโรงเรียนแถวบ้านที่ชื่อโป่งตาลอง หาทุนหาเงินทองมาปรับปรุงปูพื้นปลูกหญ้าสร้างอาคารเรียน”
"นกเขาไฟตัวหนึ่งทำให้ชีวิตเราบินได้ นกเขาไฟอีกหลายตัวบินผ่านไป มีเกิดแก่เจ็บตาย ทุกคนที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ต่างเป็นนกเขาไฟ บางตัวจากไป บางตัวยังโบยบิน บางตัวสูญหาย บางตัวอยู่แพร่เผ่าพันธุ์ต่อไป เรายังเป็นนกเขาไฟตัวหนึ่ง ยังไม่สูญหาย ยังไม่ตายจาก อาจไม่ได้บินโฉบเฉี่ยวเหมือนตอนวัยรุ่น หนักไปทางเกาะกิ่งไม้บ้าง ขันเบาๆ บ้าง แต่ก็มีความสุขตามที่ได้เป็น” หมู พงษ์เทพ กล่าวทิ้งท้าย
คอนเสิร์ตปีละหนฅนพูดเพลง เปิดโรงหนังเล่นดนตรี “ 30 ปี นกเขาไฟ” แสดงวันเสาร์ที่ 24 - อาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2554 เวลา 19.00 น. ณ โรงภาพยนตร์สกาลา สยามสแควร์ บัตรราคา 800/1,000/1,500 บาท ซื้อบัตรได้ที่ ร้านน้อง ท่าพระจันทร์,โรบินสัน รัชดาฯ บางรัก-สุขุมวิท-รังสิต-รามอินทรา หรือจองบัตรได้ที่กลุ่มดินสอสี โทร. 0-2623-2838-9 www.dinsorsee.wordpress.com <http://www.dinsorsee.wordpress.com>



