
เพลิน
เพลิน:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“อุ๊ย คันหูไม่รู้เป็นอะไร เอาสำลีมาปั่นก็ไม่หาย คันจริ๊ง…คันอยู่ข้างใน คันหูทีไร ขนลุกทุกที”
เสียงรอสายของเพื่อนรายหนึ่งที่ทำให้ฉันต้องฟังเพลงนี้วนไปวนมาจน…คันหู จริงจริ๊ง! ฟังไปก็ขำไปกับเพลงลูกทุ่งสองแง่สองง่ามที่แล้วแต่ใครจะตีความ เพลงนั้นมีไว้เพื่อความบันเทิง จะใช้ระบาย ผ่อนคลาย หรือจับใจก็แล้วแต่สรรพคุณของเพลงนั้นๆ หากมันจะเป็นพิษต่อสิ่งใดก็ขึ้นอยู่กับใครจะตีความนั่นเอง ว่ากันไปแล้ว คนไทยเองก็เป็นชาติหนึ่งที่บรรเจิดที่สุดในการใช้ภาษาและสนุกกับการเล่นคำ ทั้งอุปมาอุปไมยเปรียบเทียบจนเห็นภาพ…บรรยายอย่างได้อารมณ์…ใช้คำผวนเพื่อเลี่ยงคำไม่สุภาพในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การใช้ภาษา “ลู” เป็นการใช้คำผวนซ้อนกัน 2 ชั้นแล้วถอดคำท้ายออกมาเพื่อให้ได้ความหมายที่ต้องการสื่อถึง เพื่อนกะเทยของฉันมักใช้ภาษาลูในการนินทาซึ่งหน้า โดยที่คนที่ถูกพูดถึงนั้นไม่มีวันเข้าใจหากไม่รู้จักภาษาลู แต่คนที่พูดภาษานี้บ่อยๆ กลับเป็นคนสนิทของฉัน…นังนุชนาฎ
“ลู่คุ่ย ลี้นู้ หละจุ ซักลุก ลันกุน ไลปุย หลึงถุง ไหลหนุย?”
แปลว่า…“คู่นี้จะรักกันไปถึงไหน?” เพื่อแสดงความอิจฉาตามประสานางร้ายเมื่อเห็นคนแปลกหน้าแสดงความรักกันอย่างหวานชื่นต่อหน้าพวกเรา…คนไม่มีแฟน! เกรงว่าภาพบาดตาจะทำให้พวกเราเป็นเบาหวานเร็วขึ้น …เชอะ! ไม่สวยมั่งก็แล้วไป!
“ความคิดพอหยุดลงปั๊บ หมุบหมับหนุบหนับ เขาจับเขาจี๋…เสียบหูให้ตั้งหลายหน เสียบหล่นเสียบหล่นตั้งห้าหกที ต๊กใจตื่นตอนตีสี่ แหม…เสียดายจัง เฮ้อ…เสียดายจัง!”
เพลงน่ารักจั๊กกะจี๋ของพุ่มพวง ดวงจันทร์ ที่คนไทยร้องได้กันทั้งเมือง น่าจะเป็น “ปฐมบท” ของความคิดซุกซนตามระดับฮอร์โมนที่พุ่งพล่านของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ว่ากันไปแล้ว ทั้ง “ผู้ชายในฝัน” และ “คันหู” ก็ล้วนเป็นแค่จินตนาการและอาการของสาวรุ่นซึ่งกำลังอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากลอง ที่สุดท้ายก็เป็นได้แค่ “อยาก” เพลงมันไม่ได้พาไปเสียหายกับอะไรต่อมิอะไร จนถึงขึ้น “มิดีมิร้าย” คุณสมบัติของเพลงลูกทุ่งมันจึงตรงไปตรงมาและจริงใจตามแบบฉบับของคนต่างจังหวัดที่ไม่ใช่คนกรุง คนที่มีชั้นมีเชิงกับความคิดและการใช้ภาษาที่ซับซ้อนจนบางครั้งฟังเผินๆ ก็ไม่รู้สึกอะไร แต่ที่จริงมันมากกว่านั้น…
“ฉันรู้ ฉันรู้ ตั้งแต่วันที่ฉันนั้นมีโอกาสได้ใกล้เธอ หัวใจฉันเองก็รู้ดี…แม้ว่าการตัดสินใจของฉันจะผิดพลาดมากสักเพียงไหน ก็ไม่อาจเปลี่ยนหัวใจไปจากนี้…หยุดไม่ได้แล้วทุกอย่าง…ห้ามไม่ได้แล้วหัวใจ…จะไม่ยอมปล่อยเธอให้ไปจากฉัน แม้ต้องเจ็บสักเท่าไหร่ แม้จะต้องแลกกับสิ่งไหน…ฉันยอม”
ไม่มีคำว่า “คัน” “เสียบ” หรือ “เสีย” อยู่ในเพลงแม้แต่คำเดียว ฟังดูละมุนละม่อม แค่หยุดไม่ได้ และท้ายที่สุด “ยอม” อือจบ! คุณบอย โกสิยพงษ์ แต่งให้ นภ พรชำนิ ร้อง เขาตั้งใจแต่งให้ผู้ชายร้อง ในแง่ของผู้ชายเป็นอารมณ์รักที่แม้จะยอมก็ไม่เสียหาย แต่เมื่อไหร่ที่คำว่า “ฉัน” หมายถึง “ผู้หญิง” ความหมายมันก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเมื่อถึงยุคนี้แล้วเข้าใจได้ (มั้ง?) เมื่อมองกันในแง่ของการใช้ภาษาคงต้องว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบอะไรตรงไปตรงมา หรือ โจ่งครึ่ม แม้ในความเป็นจริงจะเป็นเช่นนั้นก็ไม่อาจยอมรับกันตรงๆ ได้ ทุกวันนี้คงต้องบอกว่า ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่อยู่ในสภาพ “ผ้ายับพับไว้” ตามกรอบและขนบธรรมเนียมที่เป็นมาแต่โบราณ…ผ่านยุคผ่านสมัยจนยับยู่ยี่
จาก “หนึ่งหญิงสองชาย” มาจนถึง “อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน” แตกบทบาทเป็น “สองคนหนึ่งคืน” “ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน” และลืมไม่ได้อมตะสุดๆ “ฉันรักผัวเขา” ล้วนแล้วแต่สะท้อนภาพความจริงต่างยุคต่างสมัยของหญิงไทยที่ข้ามเส้นหรือคาบเส้นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ซึ่งถูกสั่งสอนให้อยู่ในกรอบของหญิงไทยอันงดงามด้วยการรักนวลสงวนตัว เป็นได้แค่ผู้สนอง มิใช่ผู้เสนอ ประเดี๋ยวจะมิงาม แม่อาจลากมาเฆี่ยนและล่ามตรุตรวนไว้ในบ้าน กันเป็นขี้ปากชาวบ้านอย่างในหนังพีเรียด (period) ย้อนยุคที่ชอบดูกัน…เมื่อละครสะท้อนชีวิต บทเพลงก็สะท้อนอารมณ์ ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง หรือแม้แต่ “คัน” ได้อย่างชัดเจน สุดแล้วแต่ว่าใครจะ “เข้าใจ” และ “ยอมรับ” มันได้แค่ไหน หาใช่เรื่องที่จะนำมาตัดสินผิดถูกกันราวกับเป็นจำเลยของสังคมไม่ เพราะบทเพลงนั้น ฟังแล้วจบลงที่ “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” ไม่ใช่ “ถูก” หรือ “ผิด” หลานชายของฉันโหลดเพลง “เย็บจักร” จากยูทูบมาให้ฟัง
“เย็กเก่งเย็กแน่ต้องยกให้แม่ของมัน เมียอั๊วเย็กได้ทั้งวัน แม่มันเย็กสะบันหั่นแหลก เย็กซ้าย เย็กขวา เย็กท่าซิกแซ็ก เมียอั๊วเย็กท่าแปลกๆ อีเย็กแหลกเย็กได้ทั้งคืน…” ฉันหัวเราะก๊ากกับการเล่นคำไทยจากสำเนียงจีน ไม่รู้ว่ามันมีสาระอะไร ไม่รู้ว่าผิดหรือถูก รู้แค่ว่า มันทำให้ฉันหัวเราะได้ บางครั้งเรื่องทะลึ่งตึงตังก็ช่วยคลายเครียดได้ดี หรืออย่างน้อยก็ทำให้เรายิ้มได้
“ไปเที่ยวกันไหม จะไปก็รีบไป ไปกับพี่แล้วสบาย เดี๋ยวพี่พาไปกินตับ…ตับ ตับตับ…ตับ…ตับ…ตับตับ…ตับ…ตับ” เท่ง เถิดเทิง
มองในแง่ดีก็แค่ “คนขี้เล่น” มองในแง่ร้ายอาจเป็นผู้ร้ายล่อลวง หรือคุกคามทางเพศ อันจะส่งผลให้สถิติของการก่ออาชญากรรมทางเพศเพิ่มสูงขึ้นจนกรมตำรวจปวดตับได้ โธ่! พ่อคู้ณ…ประเทศชาติและเศรษฐกิจโลกทุกวันนี้ก็น่าปวดหัวจนเจ็บตับกันแล้ว ยังจะเอาเพลงมานั่งคิดให้เครียดกันเข้าไปอีก…เดี๋ยวก็ร้อนในตายหรอก!
เพลงไม่เคยทำร้ายใคร เพลงมีไว้เพื่อผ่อนคลาย ถ่ายเทจินตนาการที่ในชีวิตจริงเราไม่สามารถทำได้หรือเป็นได้ ดังนั้น ฟังพอเพลิน สนุกกับการนึกภาพตามแม้จะหมิ่นเหม่อยู่บ้างก็ไม่มีใครเสียหายเพราะเพลงหรอก…ถ้าเพลงนั้นไม่ได้เขียนจากชีวิตจริงของเรา
สุดท้าย…หลังจากส่องกระจกแล้ว ผู้หญิงหลายคนก็จะคิดได้เองว่า ทำไม่ได้อย่างในเพลงหรอก อย่างน้อย…ก็ฉันคนหนึ่งล่ะ
เดี๋ยวเขียนเสร็จจะโทรไปหาผู้ชายที่ฉับชอบมา 10 ปี (แล้วก็ยังไม่ได้ตัว) เขาไม่ค่อยแตกฉานภาษาไทยเท่าไหร่ เพราะมัวแต่ เยส โน โอเค อยู่ ฉันจะโกหกเขาว่า ทุกครั้งที่ฉันร้องเพลง ฉันคิดถึงแต่เขาคนเดียว แล้วร้องเพลงนี้ใส่หูเขาเสียเลย…
“คันหูไม่รู้เป็นอะไร้…”
ไม่เอาดีกว่า! กลัวเขาจะตอบกลับมาว่า…หูตันแล้วยังจะคันอีกเหรอ?



