
ไม่สำคัญว่า'ทำเรื่อง'อะไรแต่สำคัญว่า'เล่าเรื่อง'อย่างไร
ไม่สำคัญว่า'ทำเรื่อง'อะไรแต่สำคัญว่า'เล่าเรื่อง'อย่างไร:หนังจอกว้าง โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
ดูเหมือน "อุโมงค์ผาเมือง" ยังไม่ทันจะได้เข้าฉายเต็มโปรแกรมทันที ก็มีการวิจารณ์ว่า หนังเรื่องนี้อาจจะได้เงินหรือรางวัล
..มันซ้ำรอย เหมือนกับก่อนหน้านี้สองสัปดาห์ว่า ใครหลายคนก็เม้าท์กันว่า หนังอย่าง "คนโขน" ที่ไม่ได้เงิน เพราะว่าดันไปทำเรื่อง "เกี่ยวกับโขน"
ครับ, นี่คือ "วาทกรรม" ในการคิด ด้วยการใช้ "กรอบ" บางอย่าง มาวัด มาตีค่าและมาประเมิน ด้วยการมองอะไรตายตัวเสมอไป ..หนังนั้นมีสถานภาพและตัวมันเอง ด้วยการเป็นศิลปะบันเทิง ซึ่งอะไรก็ตามที่มันเป็นศิลปะ มันก็สามารถ "ดิ้น" และนำเสนอได้อย่างหลากหลาย
เมื่อเป็นแบบนี้ ผมจึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดว่า หนังไทยต้องทำเรื่องอะไร มันถึงจะได้เงิน (ซึ่งก็อาจจะได้มาจากโต๊ะของนายทุนบ่อยๆ) แต่ละปี มันจึงมีคำถามหลุดมาจากฝ่ายการตลาดว่า ปีนี้ปีไหน เราจะทำเรื่องเกี่ยวกับอะไรดี เนื่องเพราะเชื่อว่า เมื่อทำเรื่องหรือมีเนื้อหาที่แปลกและทันสมัย โอกาสที่หนังจะได้เงิน มีคนแห่เข้าโรง ก็จะมีมากขึ้น
ทั้งที่ความจริงกว่านั้น มันไม่ใช่เรื่องของเนื้อหา
แต่มันเกี่ยวมากกว่า กับการเอามา "เล่า" เอามาเดินเรื่องให้น่าสนใจ
อย่าลืมครับว่า ถึงคนโขนจะเป็นลม ล้มพับ ขาดทุนในระดับหนักหน่วง แต่นั่นไม่เกี่ยวกับเพราะมัน เกี่ยวกับโขนที่ไม่มีคนนิยม (เท่า AF) แต่เพราะมันมีปัญหาในการเล่าเรื่อง เดินเรื่อง ที่ฟุ้งกระจาย และกลับมาตอบโจทย์ตัวเองไม่ได้ ..ถ้าใครสักคนบอกว่า เพราะมันเกี่ยวกับศิลปะไทยๆ ที่ไม่มีใครสนใจ ผมอยากจะถามว่า งั้น ก่อนที่ "โหมโรง" จะเข้าฉายนั้นมีใครเห่อแห่ "ตีระนาด" อย่างนั้นหรือ ?
คำตอบก็คือ "ไม่มีใครเห่อตีระนาด" ในช่วงเวลาปี 2548
แต่แล้ว.."การตีระนาด" กลับถูกยกสถานะขึ้น และกลายเป็นตัวละครหลัก ของงานอีเวนท์ทางสังคมหลายๆ แห่ง (ซึ่งก็มีงานที่เกี่ยวกัน และไม่เกี่ยวกันเลย..เช่นงานเปิดตัวน้ำหอมยุโรป)
"โขน" นั้น แท้จริงแล้ว ได้มีแฟนกลุ่มใหญ่หนาแน่น เคลื่อนไหวอย่างคึกคักมาพักใหญ่แล้ว ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ เมื่อมีการจัดแสดงโขนในระดับของชุมชนและชนชั้นกลาง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา การแสดงโขนนั้น ขายตั๋วได้มากกว่าที่หลายคนคิด และถึงขนาดบัตร soldout ในบางแห่ง
การตีระนาดต่างหาก ที่ไม่ได้เป็น pop culture แบบ "โขน" มาก่อน ในสังคมไทยช่วงหลัง แต่แล้ว เมื่อถูกนำมาทำเป็นหนังในปี 2548 กับ 2554 ที่ระยะเวลาห่างกัน 8 ปี ผลก็คือ โหมโรงไปไกลสุดกู่ และ "คนโขน" น้ำมันหมดตั้งแต่ต้นทาง
อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าจะสะท้อนว่า หนังนั้น ไม่ใช่ว่าต้องทำเรื่องอะไรถึงได้เงิน แต่เอามาเล่าอย่างไรต่างหาก จึงจะได้เงิน ก็คือ การลอกเลียนกันเองระหว่างหนังอย่าง "รักแห่งสยาม" กับ "ฝัน หวาน อาย จูบ" เรื่องแรกอาจจะเป็นอะไรทีเกี่ยวกับภาวะทางเพศ ขณะที่เรื่องหลัง วางตัวเป็นหนังในแบบ anthology film
แต่ทั้งสองเรื่องนี้ "ฝันหวานอายจูบ" ได้รับอิทธิพลอย่างมากมายจาก "รักแห่งสยาม"
ทว่า ผลที่ปรากฏออกมาก็คือ รักแห่งสยามได้กล่องและคำวิจารณ์ที่ดี ขณะที่ "ฝันหวานอายจูบ" มีเสียงก่นด่า ว่าไม่เป็นตัวของตัวเอง
เราจะเห็นว่า ...ทั้ง "คนโขน" กับ "โหมโรง" และ "ฝันหวานอายจูบ"กับ "รักแห่งสยาม" ล้วนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า มันมาจากการเล่าเรื่องที่แข็งแรง กับการเล่าเรื่องที่ไม่แข็งแรง ... มากกว่าทำเรื่องอะไร
Jaws ในปลายยุค 70's กับ Shark Night ในปี 2011 แน่นอนว่า ก็ต้องมีคำตอบบางอย่างออกมา
เพราะมันแสดงตัวว่า เหมือนกันมาก และพยายามจะเหมือน
หรือถ้าเปรียบอีกที...
หนังก็เหมือนฟุตบอล ที่เล่นในสนาม ที่มีผู้เล่นฝั่งละ 11 คน แต่ทำไม แฟนบอลถึงชอบและไม่ชอบทีมนั้น ทีมนี้
นั่นเพราะว่า ...
แต่ละทีมฟุตบอล แม้มีเครื่องไม้เครื่องมือเท่ากัน (จำนวนนักบอล, กติการ่วมกัน) แต่ว่าแต่ละทีม ก็มีรูปแบบการเล่น ทำให้แฟนบอล ชื่นชอบและเบื่อหน่ายแตกต่างกันไป
รูปแบบการเล่น นี่เอง ที่ก็คือ วิธีการเล่าเรื่องของหนัง
ฉะนั้น เราอาจจะลองคิดใหม่ว่า ถ้าเรามั่นใจว่า ทำหนังเกี่ยวกับอะไรแล้วได้เงิน มันจริงอย่างนั้นหรือ
ถ้ามันจริง ทำไมภาพยนตร์ไทย จากค่ายเดียวกัน ที่ข้องเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยเหมือนกัน อย่างโขนและอย่างการตีระนาด
ไฉน ถึงมีผลประกอบการออกมา แตกต่างกันแบบนี้ ?



