บันเทิง

ไหว้พระจันทร์ ที่ฮ่องกง...ยังคงความขลัง

ไหว้พระจันทร์ ที่ฮ่องกง...ยังคงความขลัง

07 ก.ย. 2554

ไหว้พระจันทร์ ที่ฮ่องกง...ยังคงความขลัง:แขกรับเชิญ โดย... จิตรา ก่อนันทเกียรติ

          เพราะจิตรา เพิ่งกลับจากพาแฟนคลับไปไหว้เจ้าเพื่อดูหมอ-ขอลูก-ปัดสะเดาะเคราะห์-แก้ชง แถมด้วยการชิมขนมไหว้พระจันทร์ตำรับใหม่ที่เรียกกันว่า Icy Mooncake มีหลายไส้ให้เลือก อร่อยถูกปากจนพากันซื้อกลับมากินต่อที่เมืองไทยกันทั่วหน้า รวมทั้งผู้เขียนด้วย
 
          แต่ก่อนจะชิมความอร่อยของขนมไหว้พระจันทร์ มาอิ่มกับเกร็ดความรู้ของที่มาขนมไหว้พระจันทร์กันก่อนว่า
 
          ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์กว่า 4,000 ปี เฉพาะ “กษัตริย์” ซึ่งต่อมาคือ ฮ่องเต้เท่านั้นที่มีสิทธิ์ไหว้เจ้าใหญ่เช่นเจ้าพระอาทิตย์, เจ้าพระจันทร์, เจ้าภูเขา, เจ้าฤดูกาล ชาวบ้านไหว้ได้แต่เจ้าในศาลเจ้า, เจ้าที่, ไหว้บรรพบุรุษ ด้วยเหตุผลว่า ผู้ปกครองได้ใช้กุศโลบายหลอกชาวบ้านว่า กษัตริย์เป็นโอรสสวรรค์ หรือลูกเทพเจ้า พระจันทร์เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่ง จากการจับสังเกตของคนจีนแต่ดึกดำบรรพ์ มีการลงความเห็นกันว่า จันทร์เพ็ญที่สวยที่สุดคือ จันทร์เต็มดวงในเดือน 8 ของจีน มีคำเรียกเฉพาะว่า “เหว่ยเส็ก”
 
          กษัตริย์หรือฮ่องเต้ก็จะทำพิธีไหว้พระจันทร์ในวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน ซึ่งเป็นกลางฤดูใบไม้ร่วงพอดี ช่วงนี้จีนทางเหนืออากาศหนาวแล้ว และจะทำการไหว้พระอาทิตย์กลางในวันที่ 15 เดือน 2 ของจีน คือกลางฤดูใบไม้ผลิ ที่อากาศอุ่นจนเริ่มร้อน ประชาชนทำนากันได้ประมาณ 1 เดือน กำลังต้องการแสงอาทิตย์ให้ต้นข้าวเติบโต
 
          โดยจิ๊นซีฮ่องเต้เป็นผู้ที่ทำให้การให้การไหว้พระจันทร์ของฮ่องเต้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก และต้องมีการตั้งไหว้เทพกระต่ายขาวไว้บนโต๊ะไหว้ด้วย เหตุผล คือจิ๊นซีอยากปกครองจีนให้ได้หมื่นปี นั่นคือต้องเป็นอมตะ จึงได้ถูกนักพรตเต๋าหลอกว่า ต้องได้ตำรายาอายุวัฒนะมาจากเซียน ซึ่งมักอยู่ดินแดนไกลโพ้น การจะไปให้ถึงต้องใช้เงินทองและพลังบุญบารมีอย่างมาก
 
          นักพรตเต๋าแนะนำจิ๊นซีให้ไหว้พระจันทร์และเทพกระต่ายขาว ซึ่งเป็นเจ้าของตำหนักทำยาอายุวัฒนะบนดวงจันทร์ ซึ่งคนจีนในปักกิ่งที่ยังมีการไหว้พระจันทร์กันอยู่ ก็ยังนิยมวางเทพกระต่ายขาวเหมือนจิ๊นซีและฮ่องเต้ทุกพระองค์ของพระราชวังปักกิ่ง
 
          ส่วนการไหว้พระจันทร์ของชาวบ้าน เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์เหม็ง หลังการปฏิวัติที่ทำให้เกิดเป็นตำนานขนมไหว้พระจันทร์ว่า
 
          ในสมัยราชวงศ์ซ้องหรือซ่ง (พ.ศ.1503-1822) ช่วงปลายราชวงศ์ถูกกุบไลข่านแห่งมองโกลมาตีจนตั้งเป็นราชวงศ์หยวนของจีนขึ้นมา พวกมองโกลปกครองจีนอย่างเข้มงวด มีการริบอาวุธ-ของมีคมของทุกบ้าน อนุญาตให้มีมีดทำกับข้าว 1 เล่มต่อ 3 บ้าน โดยบ้าน 3 หลังต้องเลี้ยงดูทหารมองโกล 1 คน
 
          ปีพ.ศ.1896 ขบวนการใต้ดินเพื่อปฏิวัติมองโกล คิดได้อุบายว่า ให้แต่ละบ้านบอกทหารมองโกลว่า ในวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน ทุกบ้านจะมีการจัดไหว้พระจันทร์ และมีธรรมเนียมที่แต่ละบ้านจะทำขนมไหว้พระจันทร์ที่มีลักษณะเป็นขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่ไส้หนาแจกกันชิมระหว่างกัน แล้วในขนมก้อนใหญ่ก็มีการใส่กระดาษที่เขียนนัดแนะกันว่า คืนวันไหว้พระจันทร์เมื่อไหว้เสร็จแล้ว ให้ชาวบ้านช่วยกันเอามีดที่มีเล่มเดียวพร้อมใจกันฆ่าทหารมองโกล (ที่น่าจะง่วงเต็มแก่ หรืออาจหลับไปแล้ว) ให้ตาย
 
          ข่าวการปฏิวัติที่ฆ่าทหารมองโกลตายทั้งหมู่บ้านค่อยๆ แพร่กระจายไป เกิดความประทับใจมากในหมู่คนจีน หลังจากนั้นเพียง 15 ปี จีนก็ได้ตั้งเป็นราชวงศ์เหม็งขึ้นมาในพ.ศ.1911 ชาวบ้านจึงเริ่มมีการไหว้พระจันทร์ทุกคืนวันเพ็ญ 15 ค่ำ เดือน 8 แต่ยังไม่ได้ไหว้กันทั่วทั้งประเทศ
 
          จนถึงสมัยราชวงศ์เช็ง-พ.ศ.2179-2454 จึงมีบันทึกว่าคนจีนไหว้พระจันทร์กันทุกบ้าน นิยมไหว้ขนมต่างๆ แต่ต้องมีขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่ไส้หนาที่เรียกขานกันต่อมาว่า ขนมไหว้พระจันทร์ด้วย
 
          คนจีนในไทยไหว้กันน้อยลงไปมากก็หลังจากที่อพอลโลไปลงดวงจันทร์ แต่ที่จีนและฮ่องกงยังนิยมไหว้กันเหนียวแน่น อย่างที่ฮ่องกงที่ผู้เขียนไปมาตอนต้นเดือนกันยายน มีการขายโคมไฟสำหรับให้เด็กๆ ถือเล่นกันอย่างคึกคัก มีทั้งแบบเก่าที่เป็นกระดาษแก้ว กับแบบใหม่ที่ทำด้วยพลาสติกพิมพ์ลายอย่างดีใส่หลอดไฟใช้ถ่าน แบบของโคมก็มีให้เลือกทั้งลายเดิมๆ เช่น ปลาทอง หรือ ลายการ์ตูนอย่างคิตตี้, ลายเครื่องบิน, ยานอวกาศ ฯลฯ
 
          ส่วนขนมไหว้พระจันทร์ก็เช่นกันว่ามีทั้งแบบไส้ดั้งเดิม เช่น ไส้ลูกบัว, ทุเรียน, ถั่วแดง ฯลฯ กับไส้ที่เมืองไทยไม่มีคือไส้ขิง และไส้ใหม่ๆ เป็นแบบที่เรียกว่า “เปลือกขาว” หรือSnow Sheet ที่ย้อมสีได้สารพัด และพัฒนาเป็นไส้ที่กินเย็นๆ เรียกว่า Icy Mooncake
 
          เจ้าที่ผู้เขียนได้ชิมจะมีให้เลือก 10 แบบ ทุกแบบเรียกว่า สอดไส้ คือ มีไส้ 2 ไส้ซ้อนกัน ที่จิตราและแฟนคลับชิมกันแล้วชอบมากที่สุด คือแบบไส้ครีมที่สอดไส้ถั่วพิสตาชิโอพร้อมเม็ดช็อกโกแลตกรอบ ซื้อกันอย่างสนุกสนานที่สนามบินในราคา 2 ก้อน 30 เหรียญ หรือประมาณ ๑๒๐ บาท ซื้อ 3 ชุดชุดละ 2 ก้อน มีกล่องที่สวยมากในราคา 95 เหรียญ หรือประมาณ 380 บาทไทย ถือว่าค่อนข้างถูก เพราะมีถุงเก็บความเย็นอย่างดีแถมให้ด้วย กับแบบดั้งเดิมที่ผู้เขียนซื้อก็ยิ่งถูกเมื่อเทียบกับราคาที่เมืองไทย คือกล่องละ 150 เหรียญ หรือประมาณ 600 บาท มี 9 ชิ้น(แต่ชิ้นจะเล็กกว่า) ในขนาดกล่องที่เท่ากัน แต่ที่ผู้เขียนซื้อเป็นแบบทำบุญคือ ซื้อในวัดนางชีจี้หลิน รายได้ทั้งหมดยกให้การกุศล
 
          ซึ่งในวันก่อนเดินทางไป เลขาฯ ผู้เขียนบอกว่า มีแฟนหนังสือโทรศัพท์มาถามว่า ให้ช่วยซื้อขนมไหว้พระจันทร์ที่ฮ่องกงมาฝากด้วยได้ไหม จริงๆ แล้วก็ยินดีนะคะ แต่เมื่อนึกถึงค่ารถรับส่งกับกลัวว่าจะเลือกไส้และกล่องไม่ถูกยี่ห้อที่อยากได้ ก็เลยขออนุญาตชิมแทนแล้วกัน
 
          สำหรับท่านที่อยากไปไหว้เจ้าที่ฮ่องกงกับผู้เขียนและกินอาหารที่ไม่เคยทานเช่น ซาลาเปาที่ได้มิชลินสตาร์ ผู้เขียนคิดว่าจะไปเก็บข้อมูลอีกครั้งประมาณวันที่ 24-26 ตุลาคม ติดต่อได้ที่หมายเลข 08-4488-4488 เพราะข้อมูลดูหมอของทุกท่านน่าสนใจแบบทั้งสนุกและตื่นตาตื่นใจ เช่น คนที่ทำอาชีพเกี่ยวกับโลหะ มักจะมีพลังไม่ดีจากโลหะติดตัวมา เมื่อถึงบ้านควรรีบอาบน้ำทันที หรือคนที่เอามือกุมหัวเข่าแล้วไม่โดนกระดูกเข่าทิ่มใส่ ชีวิตจะมั่งมีศรีสุข