บันเทิง

เติบโต

เติบโต

05 ก.ย. 2554

เติบโต:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          “แหม…รู้อยู่รู้กินจริงๆ นะ ตัวแค่เนี้ยะ”
 
          สิ่งที่ฉันกล่าวคงไม่เกินจริง หากใครได้มาเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉันอย่างที่ฉันได้เห็น เด็กน้อยเพศหญิงวัยไม่ทันขวบ แขนขาเป็นปล้องสวมกำไลนากข้างละวง สวมเสื้อคอกระเช้า นุ่งกางเกงผ้าลายโจงกระเบนตัวน้อย ปากเล็กๆ จมูกบี้ๆ ปะติดปะต่ออยู่บนใบหน้ากลมๆ แก้มตุ่ยเหมือนตุ๊กตาจีน ไว้ผมทรงม้าเต่อกำลังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ ในปาก มือก็ยกขึ้นพนมก้มหน้าตามที่ผู้ใหญ่สั่ง
 
          “ธุจ้าก่อน”
 
          ปากน้อยๆ เผยอรับข้าวเหนียวก้อนกลมๆ กับไข่เจียวเข้าปาก เด็กน้อยพนมมือแต้ “ธุจ้า” ตามที่บอก คำแล้วคำเล่า ’ธุ แล้ว ’ธุ เล่า ไม่ว่าใครจะป้อน ไม่ว่าอาหารจะเป็นอะไร ก็มิได้เกี่ยงงอน ขอเพียงให้ได้กินจนอิ่ม ใครเดินผ่านไปมาก็ยิ้มหัวกับเขาไปทั่ว
 
          “ยังกับรู้แน่ะพี่ ว่าไม่มีพ่อมีแม่คอยดูแล ก็เลยเลี้ยงง่าย…พ่อกับแม่เลิกกัน เจ้าตัวเล็กนี่เขาเป็นลูกคนสุดท้อง แจ็กพอตพอดี ออกมาปุ๊บก็มาทิ้งไว้กับตายายตั้งแต่ยังแบเบาะ คนที่บ้านก็ช่วยกันเลี้ยง วันไหนอากาศร้อนๆ เขาก็เอาเข้ามาเล่นอยู่ในร้านห้องแอร์เย็นๆ ถ้าช่วงไหนว่างจากลูกค้าก็จะช่วยกันเลี้ยง คนนั้นอุ้มที คนนี้อุ้มที … "
 
          คุณนายวาส (วาสนา) เจ้าของร้านเสริมสวยร้านประจำของฉัน (JRY นราธิวาส ซ.14) เท้าความถึงที่มาที่ไปของเด็กน้อยในวันที่ร้านซบเซาราวกับคนทั้งซอยถูกหวยรับประทานทั้งๆ ที่ไม่ใช่วันหวยออก ฉันหันไปเล่นกับเด็กน้อย (ออกแนวสร้างภาพนางงาม) คนมองเข้ามาคงสงสัยว่า …
 
          “มูลนิธิปวีณา กับบ้านพักคนชราบางแค 1 เขารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”
 
          นอกจากเลี้ยงง่ายแล้วก็ยังอารมณ์ดีเข้ากับคนง่ายอีกด้วย โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เดินก็ยังไม่ได้ พูดก็ยังไม่เป็นคำ แต่ก็เอาตัวรอดได้ไปวันๆ น่าอัศจรรย์ดีแท้ เด็กหัวเท่ากำปั้นยังไม่ต้องใช้ความคิด ทักษะการใช้ภาษา หรือสิ่งใดๆ เหตุใดจึงปรับตัวในการอยู่รอดได้ คำตอบอยู่ที่ใต้จมูกฉันนี่เอง…ใช้สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกสิ่งบนโลก ก็เลยสงสัยต่อไปอีกว่า
 
          “ระหว่างลูกคนจนกับลูกคนรวย ใครใช้สัญชาตญาณนี้ได้ดีกว่ากัน”
 
          ในเด็กที่เติบโตมากับความสบายและตัวช่วยมากมาย สัญชาตญาณจะมีโอกาสแสดงตัวหรือไม่?
 
          บนผ้าปูโต๊ะสีขาวผืนใหญ่ ดอกไม้สีขาวเขียวบนแจกันใสทรงโปร่งถูกวางเรียงรายอยู่ใกล้กับแก้วเจียระไนใส่เทียนสีขาวที่ถูกจุดไว้อย่างสว่างไสวและงดงาม ตามจุดต่างๆ ของคฤหาสน์หลังโตอันโอ่อ่า …
 
          วันนี้เป็นวันพิเศษ เด็กๆ จึงไม่ได้ทำตัวตามสบายอยู่หน้าทีวีกับพี่เลี้ยง 5-6 คนในห้องส่วนตัว แต่กลับต้องมานั่งรับแขกแปลกหน้าที่ผู้ใหญ่ในบ้านเชิญมา ที่ต่างก็สวมชุดราตรีหรูหราเข้ากับบรรยากาศของงาน เด็กน้อยนั่งโต๊ะแยกจากแขกผู้มีเกียรติโดยมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอยู่ข้างๆ พวกเขาไม่สนใจคนแปลกหน้าเหล่านั้น นอกจากของเล่นที่ถืออยู่ในมือ คนแปลกหน้าเดินเข้ามาทักทาย เด็กน้อยขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อถูกขัดจังหวะการสนทนาระหว่างเขากับพี่เลี้ยง เขาทำหน้าเฉยชาราวกับว่าคนแปลกหน้าไม่มีตัวตน พี่เลี้ยงพูดว่า …
 
          “สวัสดีสิคะ”
 
          เขานั่งเฉยราวกับไม่ได้ยินอะไร จนพี่เลี้ยงต้องพูดซ้ำ เขาจึงยกมือขึ้นสวัสดีอย่างเสียมิได้แถมค้อนให้อีกวงสองวง…อาหารที่เด็กน้อยกินนั้นต่างจากที่แขกในงานกินอย่างแน่นอน เป็นอาหารพิเศษสำหรับพวกเขาที่สั่งทำจากในครัวโดยเฉพาะเสื้อผ้าที่เด็กน้อยเหล่านี้สวมใส่นั้นก็หาไม่ได้จากห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป หากแต่ต้องสั่งซื้อหรือไปช็อปปิ้งที่เมืองนอกเท่านั้น แบรนด์หรูของฝรั่งเศสจากหัวจรดเท้า รองเท้าคู่น้อยนั้นราคาคู่ละหลายหมื่น ซึ่งพอจะเลี้ยงเด็กยากจนตามโรงเรียนชนบทให้อิ่มท้องได้หลายเดือน …ได้เวลานอน พวกเขาถูกพี่เลี้ยงอุ้มไปขึ้นนอน
 
          สัญชาตญาณที่ฉันมองหาถูกทับถมโดยวัตถุและระบบระเบียบวิธีการเลี้ยงดูในแบบคุณหนู … และด้วยเงินทองและอำนาจโดยชาติตระกูล บางทีสัญชาตญาณอาจไม่มีโอกาสได้แสดงตัวหรือถูกนำมาใช้จนชั่วชีวิตของพวกเขาเลยก็อาจเป็นได้...
 
          “น้องหมิง สวัสดีผู้ใหญ่รึยังลูก?”
 
          เด็กผู้หญิงวัยไม่ถึง 10 ขวบ ตัวอวบหน้าแป้นตามแบบลูกคนจีนที่มีฐานะ สะบัดหน้าเชิดใส่ประโยคคำถามเชิงคำสั่งขัดใจนั้น เธอเดินผ่านหน้าแขกเหรื่อในงานอย่างไม่ใส่ใจ หากเธอต้องการสิ่งใดเธอจะหันไปบอกแม่หรือคนใช้ถ้าอยู่แถวนั้น
 
          “ดูช้างให้ดูที่หาง ดูนางให้ดูที่แม่” เห็นจะไม่ผิดอย่างที่โบราณว่าไว้
 
          ในบ้านของเธอ คนใช้คือคนใช้ จะเป็นคนหรือไม่แล้วแต่เธอและแม่จะเห็นสมควร แม่เคยเรียกคนใช้เอากะละมังมาขัดตีนให้ ส่วนลูกใช้คำว่า “เสือก” กับคนใช้ที่สะเออะมาสั่งสอนหรือทำให้ระคายเคืองอารมณ์ แม้เธอจะไม่สนใจใคร แต่เธอก็อยากให้ใครต่อใครหันมาสนใจเธอ…เธอรักการแสดงออกเป็นชีวิตจิตใจโดยมีพ่อและแม่คอยหนุนหลังเต็มที่
 
          “โตขึ้นเขาอยากเป็นนักร้อง ตอนนี้ก็ให้เรียนเต้นเรียนร้องเพลง คุณคิ้มมีอะไรจะแนะนำมั้ยคะ?”
 
          ฉันยิ้มแทนคำตอบ ด้วยเกรงว่า “คำแนะนำ” จะกลายเป็น “คำด่า” ไปอย่างเสียมิได้ หากให้ตอบตามความสัตย์จริงตามแบบคนตรงไปตรงมาอย่างฉัน คงจะได้ความว่า …
 
          “หัดให้คุณลูกไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่ให้เป็นก่อนดีมั้ยคะ “มือแข็งยังกะขี้ข้า” (ตามที่คนโบราณเขาด่า) เกรงว่าจะจับไมค์ไม่สวยน่ะค่ะ ก่อนที่จะหาพรสวรรค์ให้เจอในตัวเด็กนี่นะคะ ต้องหัดให้รู้จักสัมมาคารวะกับกาลเทศะเสียก่อน แทนที่จะไปเรียนเต้นไปเริ่มต้นเรียนมารยาทใหม่ทั้งหมดจะดีกว่านะคะ…”
 
          หากผู้ใหญ่จะไม่นำเอาความเป็นตัวเองหรือเอาเปลือกไปคอยหุ้มเด็กไว้ในช่วงเวลาการเติบโตของเด็ก สัญชาตญาณก็จะได้แสดงตัวของมันอย่างชัดเจนและเป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้เด็กสามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์อย่างที่เคยมีคนพูดว่า
 
          “จงเชื่อในสัญชาตญาณของเรา ”