บันเทิง

Trustหนังที่อยากดูสุดในสัปดาห์นี้

Trustหนังที่อยากดูสุดในสัปดาห์นี้

02 ก.ย. 2554

Trustหนังที่อยากดูสุดในสัปดาห์นี้:หนังจอกว้าง โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

           อาชีพหนึ่งในวงการบันเทิงบ้านเรา ที่ผมคิดว่ามีโอกาส “รวยกับจน” เท่าๆ กันก็คือ การสร้างหนังไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งยุคสมัยเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

          สมัยก่อนหนังเรื่องหนึ่งฉายกัน 7-8 เดือน หรือแบบ 3-4 เดือนก็มีให้จดจำอยู่มากมายหลายเรื่อง ที่สำคัญกว่านั้น เทคโนโลยียังไม่ได้เอื้อให้ “ทำความชั่ว” ผสม “ทำบาป” ด้วยการแอบถ่าย โหลดหนังแบบผิดกฎหมาย หรือแกล้งทำม้วนฟิล์มหลุดใส่แผงแถวสีลม (ซะงั้น)
 
          การทำหนังไทยสมัยหนึ่ง มีความมั่นคงมากหากวางการตลาดดีๆ แต่เมื่อถึงปี 2011 ต่อให้คุณรอบคอบและรัดกุมแค่ไหน มันมีช่องทางรอบตัวให้คนเอาหนังคุณไปทำแผ่น เป็นการฆ่าตัดตอนรายได้มหาศาลไป (นี่หมายถึงหนังที่ดีและควรจะทำเงิน)

          แต่เงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้หนังไทยและหนังเทศ ประสบ “เวรกรรม” ร่วมกัน นั่นก็คือ การที่โปรแกรมฉายหนังสั้นลง และมีเวลาพิสูจน์ตัวเองแค่ 3-4 วัน อีกทั้งตัวหนังเอง ก็ยังต้องหันมาต่อสู้แย่งคนดูกันเอง
ตัวอย่างง่ายๆ ไม่ต้องไปมองสัปดาห์ไหน แต่ลองให้ดูวีกนี้เป็นกรณีศึกษา
 
          สุดสัปดาห์นี้ มีหนังใหม่เข้าฉายราวๆ 7-8 เรื่อง (ถูกแล้ว 7-8 เรื่อง) และลองถามตัวเราเองว่าเรามีโอกาสดูหนังโดยเฉลี่ย จากเวลาที่จะหาได้สักกี่เรื่อง 1 เรื่อง หรือไม่เกิน 2 เรื่องหรอก

          นั่นหมายความว่า หนังอีก 6 เรื่อง ถูกตัดออกโดยปริยาย (เพราะสัปดาห์ต่อมา ก็มีหนังใหม่มาดันให้หนังเก่าออกไปอีก) ซึ่งแม้แต่ทำงานเขียนวิจารณ์หนัง ดูกันจริงๆ ก็ราวๆ 3-4 เรื่องต่อสัปดาห์
ผมดูรายชื่อหนังใหม่สัปดาห์นี้แล้ว ก็ถามตัวเองว่า เราคงดูได้สัก 2-3 เรื่องในเวลาว่างของวันหยุด และถ้าต้องเลือกสักเรื่อง ผมอยากดูหนังเล็กๆ ที่ชื่อ Trust
 
          ไม่มีใครเข้ามาติดสินบนหรอกครับ แต่อย่างแรกเลยคือ เพื่อนรอบตัวที่ได้ดูเรื่องนี้ในต่างประเทศ ส่งอีเมลมาบอกว่าหนังดี พวกเขาชอบแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่เราก็คุ้นๆ กับคดีกันอยู่

          อย่างที่สอง ผมชอบหนังเล็กๆ ที่เน้นความ “เข้มข้น” สิ่งที่เชื่อมโยงกับประเด็นทางสังคม หรือพูดอีกนัยหนึ่ง การที่ตัวละครต้องก้าวข้ามปัญหา ต้องผ่านช่วงขัดแย้งอย่างรุนแรง ก่อนจะเติบโตขึ้นไปอีกมุมหนึ่งนั้น หนังโทนๆ นี้ผมชอบมากกว่าพวกฮีโร่ไล่ล่ากัน
 
          ประเด็นสุดท้าย ผมรู้สึกว่าหนังที่เล่นโดยเจ้าไคลฟ์ โอเว่น มักจะมีแง่มุมแปลกๆ (อันนี้คิดมาจาก the closer และหนังโฆษณาของ BMW)

          เขามารับบทเป็น วิลล์ สามีที่แต่งงานกับ ลินน์ (แคเธอรีน คีเนอร์) และใช้ชีวิตอยู่อย่างปกติสุขในบ้านย่านชานเมืองของพวกเขา แน่นอนว่า ชีวิตที่ดูเต็มและเป็นไปอย่างดี เขาก็มีความเชื่อว่า ลูกๆ ของพวกเขาจะมีอนาคตและความปลอดภัยจากทุกสิ่ง
 
          วิลล์ รู้สึกอุ่นใจเป็นพิเศษกับความคิดที่ว่า เขาและลินน์มีลูกที่ฉลาดเฉลียวสามคน สิ่งต่างๆ ที่เขาเซตขึ้นนั้น จะไม่มีอะไรหรือใครหน้าไหนมาทำร้ายครอบครัวเขาได้

          แต่มันคงเหมือนกองโจรที่ซุ่มในการโหลดหนังมั้ง ไม่ว่าจะเป็นระบบอะไร มันก็จะหาทางเข้าไป และเมื่อ แอนนี (ลีอานา ลิเบอแรโต) ลูกสาววัย 14 ปีของเขา เจอเพื่อนคนใหม่ เป็นเด็กหนุ่มวัย 16 ปีชื่อ ชาร์ลีย์ (คริส เฮนรี คอฟฟี) ผู้ที่เธอพบในห้องสนทนาออนไลน์
 
          วิลล์ และลินน์ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะแอนนี ก็บอกเรื่องพวกนี้กับพ่อและแม่ด้วย ทั้งสองคนจึงคิดว่ามันคงเป็นเรื่องปกติสำหรับวัยรุ่นที่พูดคุยติดต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ต
 
          แต่หลังจากที่พูดคุยกันทางออนไลน์กันนานหลายสัปดาห์ แอนนี ก็หลงเสน่ห์ ชาร์ลีย์ และพบว่าตัวเองหลงใหลเขามากขึ้นเรื่อยๆ เธอได้เรียนรู้ทีละนิดว่าเขาไม่ใช่คนอย่างที่พูดก็จริง แต่มีอะไรบางอย่าง ชวนค้นหา

          แอนนี สนใจ ชาร์ลีย์ แม้ว่าความจริงเกี่ยวกับตัวเขาจะถูกเปิดเผยออกมาก็ตาม ความจริงที่ชวนตกตะลึงนี้สั่นคลอนครอบครัวของเธอก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ตามมา ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาลในแบบที่ไม่มีใครคาดฝัน และที่แน่ๆ มันทำให้ครอบครัว กลายเป็นอีกอารมณ์ความรู้สึกหนึ่งไปตลอดกาล
 
          นี่คือข้อมูลเกี่ยวกับหนัง และผมยังไม่ได้ดูตัวภาพยนตร์ แต่แน่นอนว่า วันที่ 1 กันยายนนี้ หนังที่อยากดูที่สุดในโปรแกรมหนังใหม่ 7-8 เรื่องนั้น trust จะเป็นเรื่องแรกที่อยากดู

          นักวิจารณ์คนหนึ่งของ sight & sound บอกว่า มันคือการสั่นคลอนความเชื่อของตะวันตก ที่เคยภาคภูมิใจว่า พวกเขาสามารถควบคุมและจัดการกับทุกอย่างได้มาตลอดชีวิตจนกระทั่ง มีอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นบนโลกและ trust ก็ไม่เคย trust อีกเลยแต่จะแปลกอะไรล่ะขนาดมุกขายของ 300 บาทต่อวันตอนนี้ชาวบ้านก็ไม่อยากจะ trust ท่านผู้นำแล้ว