บันเทิง

คนโขน

คนโขน

01 ก.ย. 2554

คนโขน:หนังจอกว้าง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

          สิ่งที่ทำให้หนัง “โหมโรง” เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม นอกจากการนำ ‘ดนตรีไทย’ ขึ้นจอได้อย่างสง่างามแล้ว ยังมีความสนุกจากการ ‘ปะทะสังสรรค์’ ระหว่างสองบรมครูในการดวลระนาด แต่ที่สำคัญกว่าคือการพยายามรักษา ‘ความงดงาม’ ของดนตรีไทยเอาไว้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงแห่งยุคสมัยทางสังคม และนโยบายรัฐอันแปลกแปร่งเมื่อครั้งอดีต
 
          “คนโขน” มาในแนวทางใกล้เคียงกัน เมื่อศิลปะการแสดง ‘โขน’ ถูกนำมาบอกเล่าผ่านตัวละครมากมาย กลายเป็นบริบทรายล้อม ห่อหุ้มเรื่องราวหลักใหญ่ใจความในหนัง ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของเพื่อนสามคน ‘ชาด’ ‘แรม’ และ ‘ตือ’ วีรกรรมความซนแก่น หัวหกก้นขวิดของทั้งสาม ยังยึดโยงความสัมพันธ์กันมาจนเติบใหญ่ ‘แรม’ หญิงสาวที่มีฐานะครอบครัวสมบูรณ์พร้อม เป็นนางรำประจำคณะลิเก ‘ตือ’ ผู้มีฝีไม้ลายมือทางการวาดรูป เป็นนักเรียนศิลปะ ขณะที่ ‘ชาด’ เด็กชายกำพร้า เติบโตมาในคณะโขนของ‘ครูหยด’ นอกจากทำงานรับใช้เล็กๆ น้อยๆ แล้ว ยังเล่นเป็นตัวลิงประจำคณะอีกด้วย
 
          ‘ชาด’ เป็นเด็กหนุ่มมากพรสวรรค์ ครั้งหนึ่งเขามีโอกาสแสดงความสามารถ หลังแอบไปเล่นเป็นหนุมานในการแสดงเปิดโรงละคร และบังเอิญโคจรมาพบกับ ‘คม’ คู่อริในวัยเด็กอีกครั้ง และตามจ้องอาฆาตมาดร้ายกันเรื่อยมา
 
          ‘ชาด’ ไต่เต้าขึ้นมาได้เล่นเป็นตัวพระ โดยได้รับการสนับสนุนและฝึกปรือวิชาจากครูหยด ส่วน ‘คม’ ก็มีครู ‘เสก’ คอยอบรมสอนสั่ง ซึ่งทั้งสองครูนั้นเคยเป็นเพื่อนรักศิษย์ร่วมคณะโขนกันมาก่อน จะแยกย้ายออกมาตั้งคณะเป็นของตัวเอง และกลายเป็นคู่แข่งกันในที่สุด
 
          แต่แล้วโอกาสที่คณะโขนของครูทั้งสอง ต้องมาประชันกันก็เกิดขึ้น เมื่องานแสดงโขนประจำปีเวียนมาถึง คณะครูหยดเตรียมเปิดวิกแสดงโขนรามเกียรติ์ ‘นางลอย’ ที่วัดอ่างทอง ส่วนครูเสกก็เตรียมโขนรามเกียรติ์ ‘พรหมาศ’ มาแสดงประชัน พร้อมกับชิงสถานที่ตัดหน้าไป ทำให้ครูหยดต้องไปเปิดแสดง ณ วัดเล็กๆ แทน 
 
          นับแต่เปิดเรื่องจนกระทั่งหนังดำเนินมาถึงตรงนี้ “คนโขน” เดินมาในแนวทางของ “โหมโรง” คือทั้งสนุกและได้ความรู้ในเรื่องศิลปะดนตรีไทย เราได้เห็นการฝึกปรือฝีมือระนาด ได้ฟังการดวลเดี่ยวระนาดของระหว่างสองศิลปิน เช่นกันกับ “คนโขน” ที่เราได้ทำความรู้จักกับศิลปะการแสดงชั้นสูง อันเต็มไปด้วยความประณีตอ่อนช้อย ตั้งแต่ท่าร่ายรำที่แตกต่างกันไปของแต่ละตัวละคร บทบาทที่ได้รับไม่ว่าจะเป็นตัวพระ ตัวยักษ์ ตัวนาง ตัวลิง ที่ต้องสอดคล้องกับบุคลิกและลักษณะทางกายภาพของผู้แสดง การแต่งองค์ทรงเครื่อง ใส่ชฎา สวมหัวโขนที่พิถีพิถัน การเห่กาพย์ขับกลอนอันไพเราะของบทพากย์และเจรจา รวมถึงสำเนียงเสนาะหูอันเกิดจากการบรรเลงเครื่องดนตรีไทยของวงปี่พาทย์ บทวรรคบางช่วงตอนของวรรณคดีรามเกียรติ์อันสนุกสนานที่นำมาบอกเล่าผ่านศิลปะโขน หนังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการเหล่านี้อย่างเพลิดเพลิน จนแอบคาดหวังไม่ได้ว่า เมื่อถึงฉากที่ทั้งสองคณะต้องเปิดแสดงประชันกัน แม้จะต่างสถานที่ แต่การ ‘ปะทะสังสรรค์’ ทางศิลปะการแสดงโขน คงเป็นที่ตื่นตาเร้าใจอย่างแน่นอน แต่แล้วหนังกลับไปเล่าเรื่องราวด้านมืดในจิตใจและการต่อสู้ของตัวละครแทน
 
          ‘คม’ ไม่ได้หาทางเอาชนะ ‘ชาด’ ด้วยชั้นเชิงทางศิลปะการแสดงโขน เหมือนที่เอ่ยปรามาสไว้ในตอนแรกอีกต่อไป เมื่อเขาออกอุบายทำร้าย ‘ชาด’ จนเกือบไม่ได้ขึ้นแสดง เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มหน้าซื่อคนนี้ ที่ไม่สามารถควบคุมโทสะจริตหลังปูมหลังฝังใจถูกเปิดเผยจนนำพาหายนะมาสู่คณะ อีกทั้งเรื่องรักสามเส้าระหว่างเพื่อน ที่ชักจูงชีวิตของ ‘ชาด’ ดำดิ่งสู่ห้วงเหวอันมืดมน
 
          คณะโขนครูเสกก็แทบไม่ต่างกัน แม้จะประสบความสำเร็จเพียงใดก็ตาม แต่กิเลสที่รุมเร้าทั้งครูและศิษย์เอก เป็นหลุมดำปฤษณาที่พรางตาทั้งคู่ให้ตกอยู่ในหล่มโคลนของความอับปางในชีวิต
 
          ครึ่งเรื่องหลังของ “คนโขน” หนังสอดแทรกศิลปะโขนอย่างผิวเผิน ทำหน้าที่เป็นแค่เพียงสัญลักษณ์สะท้อนความรู้สึกในจิตใจตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นการวาดใบหน้ายักษ์ของตัวเองในภาวะอับจนของ ‘ชาด’ การปฏิเสธที่จะเล่นเป็นตัวพระของ ‘คม’ หรือกระทั่งบอกเล่าเรื่องราวของศิลปะโขนอย่างทื่อตรง ด้วยการให้ตัวละครมานั่งเล่า เล่า เล่า เรื่องราวโดยย่นย่อของรามเกียรติ์แต่ละตอน
 
          กระนั้นก็ตาม ตลอดเวลากว่า 100 นาทีในหนัง ศิลปะโขนยังถูกแฝงมาในหนังเป็นระยะๆ อย่างน่าชื่นชม สอดคล้องกับเนื้อหาเรื่องราว ทั้งโขนกลางแปลง โขนโรงนอก โขนหน้าจอ โขนโรงใน โขนฉาก และโขนชักรอก
 
          การปล่อยให้คนดูจมจ่อมอยู่กับตัวละครใน “คนโขน” กว่าครึ่งเรื่อง เราได้เห็นแค่การต่อสู้ของคน ภายใต้หัวโขนสวมทับ ทั้งการต่อสู้เพื่อเอาชนะคะคานกันและการต่อสู้ภายในจิตใจของตัวละคร ก่อนจะพบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ แตกต่างจากการต่อสู้ของ “โหมโรง” ที่นอกจากตัวละครทั้งคว้าชัยและปราชัยต่อกันและกันแล้ว พวกเขายังต้องต่อสู้เพื่อรักษาความเป็นไทยเอาไว้ให้คงอยู่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมและยุคสมัย ที่ได้ใจคนดูไปมากกว่า
 
          สิ่งที่น่าสังเกตของ “โหมโรง” และ “คนโขน” คือช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในหนัง คาบเกี่ยวต่อเนื่องสัมพันธ์กัน คือในช่วงก่อนและหลังยุคกึ่งพุทธกาล ปี 2500 ซึ่งอยู่ภายใต้นโยบาย ‘รัฐนิยม’ ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ปลุกเร้าความคลั่งชาติอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่กลับกลายเป็นว่าศิลปวัฒนธรรมไทยหลายอย่างกลับเป็นของต้องห้าม จนต้องนำกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งในอีกหลายปีต่อมา

ชื่อเรื่อง : คนโขน
ผู้เขียนบท-กำกับ : ศรัณยู วงษ์กระจ่าง
นักแสดง : อภิญญา รุ่งพิทักษ์มานะ, กองทุน พงษ์พัฒนะ, ขจรพงศ์ พรพิสุทธิ์, นันทรัตน์ ชาวราษฎร์, สรพงษ์ ชาตรี, นิรุตติ์ ศิริจรรยา, เพ็ญพักตร์ ศิริกุล, พิมลรัตน์ พิศลยบุตร
เรตติ้ง : ส.  ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
วันที่เข้าฉาย : 25 สิงหาคม