บันเทิง

คุยโทรศัพท์กับศิลปิน'พิเชษฐกลั่นชื่น'(1)

คุยโทรศัพท์กับศิลปิน'พิเชษฐกลั่นชื่น'(1)

29 ส.ค. 2554

คุยโทรศัพท์กับศิลปิน "พิเชษฐ กลั่นชื่น" (1):แขกรับเชิญ โดย... ปวิตร มหาสารินันทน์

          เดินทางแสดงมาหลายเวทีแล้วในต่างแดน ล่าสุดคณะพิเชษฐ กลั่นชื่น แดนซ์ คอมพานี ร่วมกับภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เชิญชมการแสดงนาฏยศิลป์ร่วมสมัย เรื่องนิชินสกี้ สยาม (Nijinsky Siam) เปิดเทศกาลศิลปะการละครนานาชาติ ณ ศูนย์ศิลปการละคร สดใส พันธุมโกมล แต่ก่อนจะถึงวันนั้น ลองมาฟังเสียงศิลปินเพื่อให้เห็นแนวความคิดดูสักหน่อย
 ต้องขอบอกว่าผู้สัมภาษณ์ครั้งนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเป็นนักวิจารณ์และอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ...ปวิตร มหาสารินันทน์ ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่าสิ่งที่จะได้รับรู้จากถ้อยคำของ พิเชษฐ กลั่นชื่น นั้นย่อมเข้มข้นแน่นอน 


0 ภารกิจหลักของพิเชษฐที่ผ่านมาคือการทำให้คนรุ่นใหม่สนใจนาฏศิลป์ไทย ยังเป็นอย่างนั้นอยู่รึเปล่าครับ
          ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่นะครับ คือส่วนหนึ่งผมก็คิดว่าเป็นคนรุ่นใหม่ อีกส่วนหนึ่งผมก็คิดว่า คือการนำนาฏศิลป์ไทยกลับคืนมาในอีกวิถีทางหนึ่ง

0 ทีนี้ก็ต้องโยงถึงเรื่องโขน เพราะตอนนี้ทุกคนให้สนใจมาก พิเชษฐเคยพูดว่าโขนที่ศูนย์วัฒนธรรมมันไม่ใช่โขนจริงๆ แล้วโขนจริงๆ ต้องเป็นอย่างไร
          ก็คือ ต้องถามว่าโขนอันนี้ต่างจากของกรมศิลปากรอย่างไร แล้วอะไรคือมาตรฐานที่ถูกต้อง แล้วถ้าเราบอกว่ามาตรฐานกรมศิลป์คือที่ถูกที่สุด แต่ว่าอันนี้แตกต่างจากการที่กรมศิลป์เล่นโดยสิ้นเชิง มันเป็นแค่เรื่องเดียวกัน เสื้อผ้าก็แตกต่างกัน เทคนิคก็ไม่ใช่ ผมมองว่าต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่า โขนที่กรมศิลป์นั้นเป็นโขนแบบดั้งเดิม ส่วนโขนอันนี้มันคือโขนที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ 
 
          ผมเคยพูดเล่นๆ ว่า จริงๆ โขนอันนี้ มันคือโขนแบบที่หก มันเคยมีโขนโรงนอก โขนโรงใน โขนนั่งราว โขนหน้าจอ อะไรอย่างนี้ อันนี้คือโขนสมเด็จฯ คือโขนที่เกิดขึ้นในสมัยนี้ มีเรื่องสลิง มีแสงเลเซอร์เข้าไปเกี่ยวข้อง


0 แต่ดูเหมือนว่าคนทั่วๆ ไปพอดูโขนที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ปีละครั้ง ก็จะเข้าใจว่านาฏศิลป์ไทยอยู่รอดได้แล้ว จริงๆ แล้วเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า
          ผมมองอย่างนี้นะครับ จริงๆ แล้ว ต้องมองหลายมุมหลายๆ มิติ คือในตัวนาฏศิลป์ไทยนั้น มีตัวประกอบอยู่หลายอย่าง ก็คือมีตัวนักเต้น ถามว่าตัวนักเต้นจะอยู่รอดได้มั้ยอันที่หนึ่ง อันที่สองคือตัวโขนเอง ตัวโปรดักชั่นของโขนเอง อันที่สามคือ ตัวองค์กรที่ดูแลโขน อันที่สี่ คือตัววัฒนธรรมของโขน ที่นี้ถามว่าโปรดักชั่นใหญ่ขนาดนี้แล้วมันไม่ได้เกิดขึ้นในฐานะที่เป็นคอมพานี


0 เกิดแค่ชั่วครั้งชั่วยาม เป็นอีเวนท์
          แค่ชั่วครั้งชั่วยาม ถามว่านักเต้นเองจะทำอย่างไร นักเต้นจะไปสมัครได้ไหม นักเต้นจะทำอันนี้เต็มเวลาได้ไหม ซึ่งเป็นไปไม่ได้


0 คือ ศิลปะจะอยู่รอดได้ ศิลปินต้องทำงานเต็มเวลา
          ครับ แล้วถ้าเป็นโปรดักชั่นใหญ่ขนาดนี้ ใช้เงินมโหฬารขนาดนี้ ถามว่าคนที่จบนาฏศิลป์มาแล้ว สามารถสร้างโปรดักชั่นอย่างนี้ได้มั้ย เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมมองว่าในระยะยาว กับคนจบด้านนี้มา กับคนที่จะสานต่อสิ่งนี้ด้วยตัวเอง มันเป็นเรื่องยาก คือกรณีของโขนสมเด็จฯ ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่าเป็นกรณีพิเศษ เหมือนสิ่งพิเศษที่เกิดขึ้นในระหว่างปี เหมือนงานสงกรานต์ มันก็กลับไปเหมือนเดิม เหมือนงานประจำปีที่คนมาเยอะแยะ แต่ถ้าถามว่ามันมีตลอดเวลา จะเป็นไปได้มั้ย ซึ่งอันนี้ต้องพิสูจน์กันต่อไป แล้วก็ลองคิดด้วยว่าโขนที่เฉลิมกรุงทำไมถึงไม่ประสบความสำเร็จ


0 แต่คนก็มองว่าโขนเฉลิมกรุงเหมือนทำให้ฝรั่งดู
          อะไรคือความแตกต่างระหว่างฝรั่งดูกับคนไทยดู ไม่มีอะไรแตกต่างเลย


0 ก็ทำสั้นๆ อย่างนั้นชั่วโมงเดียวจบ
          เพราะฉะนั้น ก็หมายความว่าจริงๆ แม้กระทั่งเราจะทำโขนให้ตอบสนองโจทย์ของคนที่เป็นนักท่องเที่ยวก็ยังอยู่ไม่ได้ ก็ยิ่งไปกันใหญ่เลย โขนสมเด็จฯ เป็นกรณีพิเศษคือปีละครั้ง แต่ของเฉลิมกรุงคือเล่นตลอด ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ไม่มีคนดู เพราะฉะนั้นตัวโขนจริงๆ ผมไม่แน่ใจ แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า วันนี้ เมื่อเราได้ยินคนพูดถึงโขน เขาจะพูดกันว่าฉากดีมาก


0 ฉากสวยมาก
          เสื้อผ้าสวยมาก แสงสีดีมาก


0 แต่งหน้าสวย
          คนไม่เคยพูดถึงเรื่องของศิลปะการเล่นโขน หรือท่ารำของโขนอะไรก็แล้วแต่ ผมมองว่าทุกคนคิดว่ามันสมบูรณ์แล้วมันดีแล้ว สำหรับผมแล้วในฐานะที่เป็นนักเต้นอยู่ 20 กว่าปี ผมคิดว่ายังไม่สมบูรณ์


***(แล้วงาน "นิชินสกี้ สยาม" จะสอดคล้องกับภารกิจนำนาฏศิลป์ไทยกลับคืนมาอย่างไร โปรดติดตามในวันพุธที่ 31 ส.ค.)