บันเทิง

One Dayรักนั้นรักนี้รักไหน

One Dayรักนั้นรักนี้รักไหน

26 ส.ค. 2554

One Dayรักนั้นรักนี้รักไหน:หนังจอกว้าง โดย...นันทขว้าง สิรสุนทร

           ระหว่างดูหนังเรื่อง one day อยู่ในโรง ผมคิดเล่นๆ ว่า ประโยคที่น่าจะเป็นชื่อในบทความ น่าจะประมาณ “รักนี้ ชั่วชีวิต” หรือ “ความรัก แดดออก และดอกไม้”

          แต่หลังจากดูจบ ผมก็เปลี่ยนใจไปเป็น “รักนั้น รักนี้ รักไหน” เพราะความสัมพันธ์ของ เอ็มม่า (แอน แฮทฮาเวย์) กับ เด็กซ์เตอร์ (จิม สเตอร์กิส) ของเธอ มันไม่ใช่รักแบบแดดออก แต่มันมีแดดจ้า มีฝนตกหนัก และบางคืนความรักก็มีมรสุมลมฟ้ากระหน่ำ

          คนที่ดูหนังรักมามากๆ ก็คงได้เห็นแง่มุมของความสัมพันธ์ที่หลากหลาย ผมชอบรักของตากล้องกับแม่บ้านในชนบทอย่าง the bridges of Madison county ชอบ “ความรัก แดดออกและร้านหนังสือ” ใน notting hill หรือถ้าจะให้หวานกว่านั้น ก็จะมี love actually ให้คิดถึง

          แต่มีหนังรักดีบ้างไม่บ้างอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่มักจะเล่นกับ “วันเวลา” ที่ยาวนาน จนเหมือนกับว่า วันคืนนั้นเป็นตัวละครหนึ่งในหนังอยู่อ้อมๆ ไม่ว่าจะเป็น the classic ของ กวั๊ก แจยัง, เถียนมิมี่ ของ ปีเตอร์ ชาน และ the road home ของ จางอี้โหมว และ before sunset

          one day ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ ที่พยายามจะดิ้นออกไปจากหนังรักที่ดูตันๆ มาพักใหญ่ (หรืออย่างน้อย ในยุคนี้ หนังรักที่เป็น true love จริงๆ หรือ love story นั้น เกือบไม่มีแล้ว)

          ในแง่ของคนดูที่ยังไม่ได้เข้าโรงหนังนั้น one day สร้างแต้มต่อให้ตัวเองก่อน ด้วยการใช้โปสเตอร์หลักซึ่งดู “หวาน” ด้วยการจูบกันของตัวละคร มันทำให้ one day ออกตัวจากจุดสตาร์ท พุ่งไปก่อนหนังรักแบบผู้ใหญ่อย่าง come rain, come shine และรักแบบ “คนนอก” อย่าง the future

          แต่นั่นคือหน้าหนัง และนอกหนัง เพราะ “ในหนัง” พล็อตเล่าเรื่องของช่วงเวลายาวนาน 10 ปี 20 ปี ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ที่เลือกจะนอนค้างอ้างแรมกันในวันฉลองการเรียนจบ หนุ่มสาวที่ว่านี้ก็คือ เด็กซ์เตอร์ กับ เอ็มม่า และด้วยเงื่อนไขของการที่จะต้องเป็นไปของชีวิต ทำให้ทั้งสองคนจะต้องจากกัน และต่างฝ่ายต่างเก็บสัญญาไว้ในปากว่า ทุกวันที่ 15 กรกฎาคมของทุกปี(ที่เขาและเธอใช้เวลาร่วมกัน 1 วัน) จะต้องมาเจอกัน

          การเสนอเงื่อนไขแบบนี้ 1 วันใน 1 ปี มันทำให้ความรู้สึกดูโรแมนติคและขณะเดียวกันอุดมคติอยู่กลายๆ ผมก็ชอบเรื่องแบบนี้ เราในบางคนก็คงรู้สึกยิ้มแย้มกับเรื่องแบบนี้บ้าง ทั้งที่รู้แก่ใจว่า ถ้าเลือกได้ ก็ขอไม่เอา หรือหากลองนึกไปไกลๆ ชีวิตรักแบบนั้น โอกาสที่จะคนของเรา หรือตัวของเราจะไปเจอใครและลงเอยไปเสียก่อน มีมากถึง 99% เอ็มม่า กับ เด็กซ์เตอร์ เมื่อจากกันไป ก็ต่างคนต่างใช้ชีวิตไปกับการทำงานและการพบใครใหม่ โดยที่ในใจนั้น ยังคงเก็บความรู้สึกดีๆ ต่อกันไว้ ผมเข้าใจว่าหนังต้องการให้แนบแน่น (มิใช่รวบรัด) ค่อนไปทางผูกพันต่อกัน เป็นรักที่ไม่ลืม เป็นรักนี้ ชั่วชีวิต อะไรแบบนั้น

          ข้อดีกับข้อด้อย ปรากฏอยู่ในหนังอย่างเห็นได้ชัด อย่างแรกมันคือการแสดงที่ลื่นไหลและทำให้หนังดูหวาน ของ แอน แฮทธาเวย์ เธอทำให้สิ่งที่ผู้ชมเห็น มันอารมณ์ความรู้สึก เธอเป็นด้านที่อบอุ่นและอ่อนหวาน และเธอเป็นช็อคโกแลตมากกว่าคาราเมล ให้กับหนังเรื่องนี้

          ข้อบกพร่องของเรื่อง ก็อยู่ที่เงื่อนไขที่บทสร้างเข้ามานั่นเอง การเล่นกับวันเวลายาวนานเป็นสิบๆ ปี เมื่อต้องเล่าอย่างรวดเร็ว และบางทีรวบรัดฉับไว มันทำให้ขาดความน่าเชื่อไปโดยทันที สิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันขาดหายไป ก็คือ ระหว่าง “วันเดือนปี” แต่ละช่วงนั้น เราไม่เห็นรายละเอียดเพียงพอ ที่จะทำให้หนังมีความหนักแน่นขึ้น

          นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า แม้แต่ในคนดูที่ชอบหนังเรื่องนี้ ก็ยังแอบบ่นว่า หนังมันดูเบาๆ ลอยๆ จับอะไรไม่ได้นัก
one day สร้างจากนิยายของ David Nicholls และมีกลุ่มแฟนประจำของนิยายเรื่องนี้มากมายพอสมควร ผมยังแอบคิดว่าในตัวนิยายเอง คงมีดีเทลและแง่มุม ที่ทำให้นักอ่านชอบและผูกพันไปกับ เอ็มม่า และ เด็กซ์เตอร์ และทำให้เมื่อพล็อตเดินไป “แตะ” จุดที่อ่อนไหวต่อจิตใจ มันคงมีแรงสั่นสะเทือนอยู่พอสมควร

          สิ่งที่ผมชอบ และตามหาซีดีทันทีก็คือ เพลงประกอบหนัง ซึ่งตัวที่เด่นที่ที่สุดก็คือ ดนตรีประกอบ

          เมื่อใดที่ธีมหลักของเพลง ล่องลอยเข้าไปในหนัง มันทำให้ภาพยนตร์ดูหวานขึ้นมาทันที พอได้ยินเพลง จะนึกภาพของคนรักกันเดินโอบเอวกันอยู่ในสวน หรือภาพของหญิงสาวนอนอิงพิงไหล่ชายหนุ่ม บนเก้าอี้ไม้เก่า ที่ไหนสักแห่ง

          แต่คุณจะมีภาพแบบนั้นได้ และถ้าอยากให้มันอยู่อย่างถาวร มั่นคง ไม่เป็นแบบหลายคู่ ทั้งใน before sunset และ one day ผมขอแนะว่า ควรมีคนรักแบบที่ไม่ต้องจากไปนานๆ 10 ปี 20 ปี 30 ปีเพื่อจะพบว่า คนที่คุณรอ ไปตกเป็นของใครอื่น

          หนังรักนั้นอธิบายได้นะครับแต่ความรัก หลายครั้ง อธิบายความเป็นไป ไม่ได้เลย