บันเทิง

แล้ววันนั้นก็มาถึง

แล้ววันนั้นก็มาถึง

23 ส.ค. 2554

แล้ววันนั้นก็มาถึง:คิดสวนทาง โดย... จิรพรรณ อังศวานนท์

          ผมได้เคยเขียนบทความเรื่อง “พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป” ลงในคอลัมน์ “คิดสวนทาง” ในหนังสือพิมพ์ “คม ชัด ลึก” นี้ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2552 หรือเมื่อ 2 ปีมาแล้ว ในบทความนั้นก็ได้พูดถึงเรื่องที่วงการดนตรีกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่ที่นิยมการดาวน์โหลดมากกว่าการออกไปซื้อหาซีดีมาฟัง
 
          พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้มีผลมาจากการเกิดขึ้นมาของอินเทอร์เน็ตในปี พ.ศ.2536 (ค.ศ.1993) หรือเมื่อ 18 ปีมาแล้ว บวกกับนวัตกรรมใหม่คือ MP3 และระบบ peer to peer ทำให้สามารถส่งเพลงและถ่ายเพลงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว คนรุ่นใหม่ที่เดิมเคยเป็นแหล่งทำมาหากินของค่ายเพลงต่างๆ เลิกอุดหนุนกันไปเฉยๆ โปรดิวเซอร์ที่เป็นเพื่อนกันหลายคนเคยบ่นให้ฟังว่า ไม่เข้าใจทำไมเพลงดังระเบิดแต่ไม่มียอดขายกลับมา ตอนนี้ก็คงถึงบางอ้อกันไปแล้ว ที่เปลี่ยนอาชีพไปมีอาชีพอื่นกันก็หลายคน
 
          การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกระทบต่อวงการธุรกิจดนตรีโดยตรง ซึ่งหมายรวมถึงภาคส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่นักดนตรีด้วย ตั้งแต่ค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่าย ร้านค้าปลีกที่เรียกกันว่า ”แผงเทป” พากันปิดตัวกันไปทีละเจ้าสองเจ้า จนเป็นสิบๆ เจ้า จนเป็นร้อยเจ้า จนในปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่เจ้า
 
          ค่ายเพลงเองก็เริ่มสอดสายตาหาธุรกิจอื่นที่จะสามารถทำกำไรได้มากกว่า เช่นเรื่องการกีฬา หรือผันตัวไป เป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับสื่อมากกว่าที่จะมาส่งเสริมเรื่องของดนตรีเหมือนอย่างแต่ก่อน “วันชื่นคืนสุข” ของบรรดานักแต่งเพลง นักดนตรีห้องอัดเสียง โปรดิวเซอร์มือทองที่มีงานมารอต่อคิวก็เป็นอันจบสิ้นลง พวกที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นพวกที่เขียนเนื้อเพลงแต่เล่นดนตรีไม่เป็น ตอนนี้ต้องเปลี่ยนอาชีพไปทำอะไรกันแล้วก็ไม่ทราบ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วเป็นเวลาไม่ต่ำกว่าห้าปี
 
          ได้มาอ่านคอลัมน์ ”สกู๊ปบันเทิง” ใน ”คม ชัด ลึก” ฉบับวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ทำให้รู้ว่าโรคระบาดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เคยเขียนไว้เมื่อสองปีก่อนนั้น ได้ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหงแล้ว แต่ก็ไม่ต้องมานั่งเสียอกเสียใจอะไร เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วในต่างประเทศ และมีการประเมินว่าในปีหน้าคนที่อยู่ในวงการธุรกิจดนตรีในทวีปยุโรปจะต้องตกงานกันอีกประมาณหนึ่งล้านสองแสนคน รายได้จากยอดขายซีดีทั่วโลกหายไปกว่าหนึ่งในสาม สาเหตุใหญ่มาจากการละเมิดลิขสิทธิ์ (piracy) (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ifpi.org)
 
          ก็มานึกดูว่าเมื่อก่อนก็เคยมีข่าวว่าแผงเทปก็รับเทปผีซีดีเถื่อนมาขาย เอาของแท้วางบนแผง เวลาคนจะซื้อก็เสนอขายของผีที่เหมือนกันทุกอย่างแต่ราคาถูกกว่ากันมากกว่าครึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วจะไปโทษใครได้ และก็ไม่มีใครเคยคิดถึงคนที่สร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นเช่น นักแต่งเพลง นักดนตรี นักร้อง ต้องตายไปเพราะความเห็นแก่ได้ดังกล่าวก่อนแผงเทปนานแค่ไหนแล้ว คงลืมกันไปว่าถ้าผู้สร้างสรรค์อยู่ไม่ได้ แล้วส่วนที่เหลือจะอยู่ได้อย่างไร ผมยังเคยต้องไปซื้อผลงานของตัวเอง โดยไม่ได้รับค่าลิขสิทธิ์ แต่ต้องจ่ายค่าซีดีที่มีค่าลิขสิทธิ์ของผมที่ถูกบวกอยู่ในราคานั้นด้วยตัวเอง มาแล้ว มันเจ็บแสบแค่ไหนคงไม่มีใครเข้าใจหรอก
 
          ผมเองก็ไม่ใช่ว่าจะชื่นมื่นกับการเปลี่ยนแปลงนี้สักเท่าไหร่ ยังเป็นคนที่ชอบซื้อซีดีมาเก็บไว้อยู่ ชอบไปร้านซีดีดูว่ามีอะไรออกมาใหม่ แต่ส่วนมากจะไปซื้อของเก่ามาเก็บไว้มากกว่า แต่ก็จำเป็นต้องคอยติดตามข่าวคราวจากต่างประเทศเพื่อเอาไปใช้สอนนักศึกษาอยู่ ถ้าการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้คุณตกใจหรือสะพรึงกลัว ลองมารับรู้ข้อมูลที่ได้รับมาจากอินเทอร์เน็ตนี้ดู เขาบอกว่าในอนาคตจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สิ่งที่คุณคุ้นเคยเหล่านี้หายไปจากชีวิตคุณ 
 
          การไปรษณีย์ จะไม่มีใครส่งจดหมายติดแสตมป์กันอีกต่อไปแต่จะไปใช้อีเมล แทน สมุดเช็ค ประเทศอังกฤษจะยกเลิกการใช้เช็คในปีค.ศ.2018 เปลี่ยนไปใช้การ์ด หรือการโอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ตแทนเพราะมีต้นทุนในการผลิตสมุดเช็คที่สูงมากขึ้น หนังสือพิมพ์ หนังสือ วิทยุ โทรทัศน์ จะเปลี่ยนไปอ่านหรือดูในอินเทอร์เน็ต หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) แทน โทรศัพท์บ้าน ก็จะหายไปเพราะคนจะนิยมใช้มือถือเพราะสะดวกและราคาค่าบริการจะถูกลงไปเรื่อยๆ ที่น่าใจหายคือ อุตสาหกรรมดนตรี เพราะไม่มีดนตรีดีๆ เกิดขึ้นใหม่ สาเหตุมาจากความโลภที่ต้องการกำไรอย่างมากมายของค่ายเพลงต่างๆ โดยลืมที่จะพัฒนาดนตรีให้ดีขึ้น สาเหตุเพราะมีต้นทุนที่สูงเกินไป
 
          โชคดีที่เมืองไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพียง 18 ล้านคน เหตุการณ์ที่ว่านี้คงยังมาไม่ถึงเราเร็วนัก แต่ก็ไม่แน่ เพราะสิ่งที่ผมเขียนไว้เมื่อสองปีก่อนก็กำลังเกิดขึ้นจริงๆ แล้ว โชคดีที่ดนตรียังมีทางออกอย่างอื่น ซึ่งในอนาคตจะไม่ต้องพึ่งค่ายเพลงหรือบรรดาคนกลางที่ไม่ได้ทำเพลงเองทั้งหลายอีกต่อไป เป็นการปฏิรูปใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกและในสังคมของเราทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดจะเข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมดนตรีแบบเก่าได้ในไม่ช้า
 
          ครับ...แล้ววันนั้นจะมาถึง