บันเทิง

ต่าง

ต่าง

22 ส.ค. 2554

ต่าง : เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          การเปรียบเทียบและความแตกต่างเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการลืมตาดูโลกของสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่า… มนุษย์ ซึ่งอยู่ท่ามกลางสังคม
 
          พื้นที่ 40 ตารางเมตรของห้องสี่เหลี่ยมพื้นไม้ปาร์เกต์สีเข้มผนังปูน 4 ด้านสีขาว ฝั่งหนึ่งเป็นที่วางเตียงนอน ส่วนอีกฝั่งเป็นที่วางทีวี เสียงคอมเพรสเซอร์แอร์เก่าๆ ดังมาจากระเบียงที่เป็นทั้งครัวและที่ตากผ้า… ในห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำ อ่างล้างหน้า และโถชักโครก วางอยู่เป็นสัดเป็นส่วนในห้องเล็กๆ สีขาวๆ แห้งๆ สะอาดๆ นี้ มีสถานภาพเป็นทั้งที่ชำระล้างปลดทุกข์และเล่นสนุก เพราะมันคือห้องเด็กเล่นของเด็กผู้หญิง 3 คน
 
          เปิดประตูห้องออกไปเป็นโถงกลางนำทางไปสู่ลิฟต์และบันไดหนีไฟ สามารถพาเด็กผู้หญิงทั้ง 3 คนก้าวออกไปสู่โลก… แห่งความเป็นจริง
 
          ในโลกแห่งความเป็นจริงนำเด็กทั้ง 3 คนไปสู่… “การรู้จัก” และ “การยอมรับ” ในความแตกต่างที่ไม่สามารถหาต้นเหตุของมันได้
 
          เด็กหญิง 3 คนยืนอยู่หน้าตึกที่พักอาศัยของพวกเธอ จ้องมองไปยังรถยนต์คันโก้ที่กำลังแล่นมาเทียบฟุตบาท เมื่อรถจอดสนิทคนขับรถลงมาเปิดประตูด้านหลัง เด็กผู้หญิงหน้าตาดูดีมีชาติก้าวลงจากรถทีละคนจนครบ 3 คน      
 
          พวกเธออยู่ในชุดนักเรียนกระโปรงยาวสีแดงสวมเสื้อแขนยาวสีขาวผูกโบสีแดงที่คอเสื้อ มันเข้ากับผมเปียที่ถักเรียบแน่นของพวกเธอ สาวใช้ 3 คนออกมารับกระเป๋านักเรียนก่อนที่พวกเธอจะก้าวเท้าเข้าบ้านตึกแถว 2 ห้องที่ดูโอ่อ่า สักพักครูพิเศษก็มาถึงแล้วเข้าไปสอนพิเศษเด็กผู้หญิงหน้าตาดีพวกนั้นในบ้าน ขณะเดียวกันกับที่เด็กผู้ชายตัวน้อยเดินเตาะแตะสลับกับถูกอุ้มขึ้นป้อนข้าวป้อนน้ำโดยสาวใช้วัยกลางคน… ตี๋น้อยน้องคนสุดท้องของบ้านนี้
 
          ในวันหยุดสุดสัปดาห์ รถตู้คันใหญ่มาจอดอยู่หน้าบ้านตึกแถวนั้น เด็กผู้หญิงพวกนั้นในชุดลำลองราคาแพงค่อยๆ ก้าวขึ้นรถทีละคนรวมทั้งคนใช้ซึ่งอุ้มตี๋น้อยตามขึ้นรถไปด้วย ปิดท้ายด้วยพ่อและแม่พร้อมคนใช้อีก 2 คน คนรถเลื่อนปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นไปที่นั่ง คนขับพารถออกไปจากที่ตรงนั้น…
 
          “พวกเขาไปไหนกันเหรอ?” เด็กผู้หญิงหน้าหมวย 3 คนคุยกัน
          “ได้ยินเขาพูดว่าจะไปเที่ยวพัทยา” เด็กผู้หญิงคนโตพูดขึ้น
          “พัทยามันอยู่ที่ไหนเหรอ?” เด็กผู้หญิงคนรองสงสัย
          “ไม่รู้สิ มีคนบอกว่ามันไกลแล้วก็มีทะเลสวยๆ ด้วย” คนโตตอบ
          “ไปบอกปาป๊ากับแม่พาพวกเราไปดีกว่า” เด็กผู้หญิงคนเล็กออกความเห็น
         
          “ป๊าต้องออกไปเล่นไพ่หาเงินมาจ่ายค่าเช่าบ้านกับค่าเล่าเรียนของพวกเราจะเอาเวลาที่ไหนพาพวกเราไปล่ะ ซิงแซทวงค่าเล่าเรียนทุกวันเลย ป๊าก็ยังไม่มีเงินไปจ่ายสักที” คนโตที่รู้ความที่สุดพยายามอธิบายให้น้องๆ ฟัง
 
          “เมื่อไหร่ป๊าจะรวยเสียที พวกเราจะได้อยู่บ้านหลังใหญ่ๆ มีคนใช้เยอะๆ มีรถ มีคนขับรถด้วย วันหยุดจะได้ไปเที่ยวทะเลเหมือนพี่ๆ พวกนั้นน่ะ” คนรองเริ่มสร้างฝัน
 
          “คืนนี้ป๊ากลับมา ป๊าก็รวยแล้ว มีเงินเยอะแยะเลยจริงๆ นะ” น้องคนสุดท้องปลอบใจ
          “ถ้าป๊าได้… แต่ป๊าเสียมาหลายวันแล้วนะแม่บอก” คนรองยังคงสิ้นหวัง
         
          “ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเช็งเม้งป๊ากับแม่ก็พาพวกเราไปบางแสนแล้ว เราจะได้เล่นน้ำทะเลกันไง” พี่สาวคนโตปลอบน้องๆ
 
          “ไป… เราไปดูโทรทัศน์ที่ร้านขายขนมกันเถอะ เขามีโทรทัศน์สีด้วย”
          
          ในร้านขายขนมใกล้บ้าน เด็กๆ จ้องดูโทรทัศน์หัวเราะชอบใจกับการ์ตูนที่กำลังฉายอยู่ แต่เด็กคนรองกลับไม่ใส่ใจกับทีวีเหมือนอย่างเคย เธอมองออกไปนอกร้าน…
 
          “ไม่เห็นจะชอบเช็งเม้งเลย ฉันเกลียดบางแสน กี่ปีกี่ปีป๊ากับแม่ก็พาไปแต่บางแสน ร้อนก็ร้อนคนก็เยอะ ต้องเจอกับทั้งญาติฝั่งป๊า ลูกๆ ของป๊าที่ป๊ารักมากกว่าพวกเรา โดยเฉพาะลูกชาย แม่บอกว่าคนจีนถือว่าลูกชายสืบสกุล ลูกสาวแต่งออกจากบ้าน ฉันไม่เห็นจะเข้าใจว่ามันเกี่ยวกับรักลูกตรงไหน…
 
          กว่าจะจัดประดับสุสานด้วยกระดาษสีๆ เสร็จ ก็ต้องจัดของไหว้ ยืนรอจนกว่าธูปเทียนจะหมด ยิ่งตอนจุดประทัดหนวกหูที่สุดเลย เศษขี้ธูปกับเศษกระดาษสีแดงๆ จากประทัดก็ร่วงลงไปในกับข้าวที่ไหว้เสร็จแล้วก็ต้องกินของพวกนี้ คนจีนบอกว่ากินแล้วเฮง แต่ฉันเบื่อ! กว่าจะไปถึงบางแสนก็ค่ำแล้ว ได้เล่นน้ำแป๊บเดียวก็ต้องรีบกลับ ไม่เห็นสนุกตรงไหนเลย ทำไมป๊าไม่รวยเหมือนข้างบ้านนะ พวกเราจะได้สบายสักที…
 
          โรงแรมที่ป๊าเช่าให้พวกเราอยู่ก็เล็กนิดเดียว มีห้องเดียว เวลาป๊าหลับพวกเราก็เปิดทีวีหรือทำเสียงดังไม่ได้ ต้องเข้าไปเล่นกันเงียบๆ ในห้องน้ำ เด็กคนอื่นบ้านอื่นจะเป็นเหมือนพวกเรามั้ยนะ?…”
 
          ในชั่วโมงพละขณะที่เด็กนักเรียนคนอื่นๆ กำลังสนุกกับการวิ่งเปรี้ยว กระโดดหนังยาง วิ่งไล่จับ เล่นตบแผะ เล่นหมากเก็บ เด็กผู้หญิงหน้ากลมผมม้าเต่อที่ขี้เหร่ระดับต้นๆ ของห้องแยกตัวออกมานั่งบนม้าหินคนเดียวแล้วคิดออกไปไกลกว่าที่ที่เธออยู่ …
 
          “เมื่อไหร่ฉันจะโตสักที ฉันอยากโตเร็วๆ ทำงานเร็วๆ เก็บเงินเร็วๆ แล้วรวยเสียที ฉันเบื่อความเป็นเด็ก วิ่งเล่นซนไปวันๆ แล้วมันได้อะไร มันไม่ได้เงินนอกจากเสียเวลาเปล่าๆ คอยดูนะถ้าฉันโตขึ้นมาฉันจะต้องรวยให้ได้”
 
          ขณะที่คิดเธอไม่เคยส่องกระจกเพราะกลัวว่าบางสิ่งบางอย่างจะหักล้างความตั้งใจ! ในที่สุดเวลาก็ผ่านไปอย่างที่ควรจะเป็น เด็กผู้หญิงคนรองเรียนจบแค่ชั้นป.ตรี ระหว่างตำรากับดนตรี เธอเลือกอย่างหลัง เธอไม่มีคนชี้แนะหรือนำทางนอกจากลองผิดลองถูกด้วยตัวเธอเอง สิ่งที่เธอเชื่อกลับไม่ใช่ใครที่ไหน มันคือ “สัญชาตญาณ” ที่อยู่ในตัวเธอ “ความระแวดระวัง” มาจากผลของการล้มลุกคลุกคลานและผู้คนเลวๆ ที่เธอต้องเจอในเส้นทางของการเดินทางมาไกลถึง 20 กว่าปี จากคนสายตาสั้นกลายเป็นคนสายตายาว เธอมองทุกอย่างไกลกว่าที่เห็นและที่เป็นอยู่ เข้าใจสิ่งต่างๆ
 
          โดยเนื้อแท้ของมัน ไม่รู้ว่าเธอพาตัวเองไปพบ “ความรวย” หรือไม่ แต่เธอก็บอกว่าเธอชอบเฉพาะ “ความรวย” ส่วน “คนรวย” เธอยังสงสัย เพราะคนรวยมักเอาแต่ใจและไม่ค่อยเห็นแก่ใคร หรืออะไรนอกจาก “เงิน” และ “ตัวเอง” …
 
          ในความเกลียดและความชอบในปมเด่นและปมด้อย ในความโง่และความฉลาดล้วนมีเหตุและผลต่างสัดส่วนที่ผสมกันจนลงตัวกลายเป็นอุปนิสัยเฉพาะตัวของคนคนนั้น…
 
          มีคนถามเธอว่า “ถ้าให้กลับไปเปลี่ยนอะไรในชีวิตได้ จะเปลี่ยนสิ่งใด?” เธอตอบว่า “ไม่เปลี่ยน…เพราะไม่ว่าจะจนหรือรวย สุขหรือทุกข์ เด่นหรือด้อย มันคือความแตกต่างที่ทำให้คนเรา “ต่าง” ก็มีความพิเศษเฉพาะตัวอยู่ในตัวเองให้ค้นหา จนพบว่าต่างคนก็ต่างกันไป”