
แขกรับเชิญ-ศักดิ์ศรีของนักเขียน ดวงเทียนที่ไม่มีวันดับ
พูดภาษาปวดหัวใจก็ว่า เพราะเราอยู่ในยุคทุนนิยมสามานย์ ผู้คนในสังคมจึงดูไร้ศักดิ์ศรีกันลงไปทุกที มีแต่ข่าวว่าคนโน้นถูกซื้อด้วยเงิน คนนี้ถูกซื้อด้วยทอง และยิ่งนับวันข่าวลือแบบนี้ก็ยิ่งหนาหูขึ้นทุกที จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทยไปแล้ว ข่าวลือ
และถามตัวเองว่า ในแวดวงวรรณกรรมเรามีตัวอย่างของคนที่มี “ศักดิ์ศรี”อยู่มากน้อยเพียงไร ข้าพเจ้าพบว่า นักเขียนยังมี “ศักดิ์ศรี” อยู่ไม่น้อย และขอยกตัวอย่างนักเขียนอาวุโสที่มี “ศักดิ์ศรี” ตราบจนชีวิตวาย และสามารถเป็นตัวอย่างให้นักเขียนไทยทั้งหลายได้ตระหนักและซาบซึ้งในคำว่า “ศักดิ์ศรี” ได้เป็นอย่างดี
คนแรกคือ “ศรีบูรพา” หรือ คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ นักเขียนระดับโลกที่ยูเนสโกประกาศยกย่องไปเมื่อครบรอบชาตกาล 100 ปีเมื่อปี 2548 คุณกุหลาบ เป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมมาโดยตลอด ทั้งชีวิตเขายืนยันถึงการทำ “เพื่อคนอื่น” แต่กระนั้นก็ยังถูกคนมีอำนาจ “ข่มเหง” อย่างไม่เกรงใจ จนถูกจับกุมคุมขัง ต้องไร้เสรีภาพนานถึง 4 ปี โดยไม่มีความผิดใดๆ และตลอดระยะเวลาเหล่านั้น คุณกุหลาบ ไม่เคยก้มหัวให้ผู้มีอำนาจ ยังคงเขียนหนังสืออย่างสง่างาม ประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีจุดยืนเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง แม้ขณะติดคุก เมื่อคุณชนิด สายประดิษฐ์ ภรรยาไปเยี่ยมและแจ้งว่ามีผู้ขอซื้อนวนิยายหลายเล่มไปตีพิมพ์ซ้ำ ศรีบูรพา ยังปฏิเสธไม่ยอมขายนวนิยายรักบางเรื่องที่เขียนในยุคแรกๆ ด้วยเหตุผลว่า ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ทั้งที่ตอนนั้น ท่านไม่มีรายได้ ไร้เสรีภาพ และท่านกับภรรยาก็ต้องการใช้เงินอย่างยิ่ง หรือในตอนที่จะได้รับอภัยโทษ ในช่วงปี 2500 เพราะเป็นปีกึ่งพุทธกาล ท่านยังไม่ยอมรับคำว่า อภัยโทษ หากยื่นข้อเสนอว่า ท่านไม่ได้ทำผิด จึงไม่ต้องให้อภัย ต้องเป็นนิรโทษกรรม จึงจะยอมออกจากคุก ทั้งที่ท่านอยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะต่อรองได้ และข้อสำคัญข้อต่อรองของท่านได้รับการยอมรับด้วย ศักดิ์ศรีความเป็นนักเขียนของท่านสง่างามถึงเพียงนี้!
คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา นำโดย คุณสุวัฒน์ วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ได้ก่อตั้ง “รางวัลศรีบูรพา” ขึ้น เพื่อรำลึกถึงกุหลาบ สายประดิษฐ์ และได้มอบรางวัลต่อเนื่องกันมาร่วม 20 ปีแล้ว ในปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพาคือ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ งานมอบรางวัลจัดให้มีขึ้นในงานวันนักเขียน 5 พฤษภาคม 2552 เวลา 17.00 น. และมีสุนทรกถาจาก “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” นักเขียนรางวัลศรีบูรพา 2552 ในหัวข้อ "ตามรอยข้างหลังภาพ และความร่วมสมัยของ “ศรีบูรพา” ด้วย
คนที่สองคือ ส.บุญเสนอ หรือ เสาว์ บุญเสนอ นักเขียนผู้ครบรอบชาตกาล 100 ปีในปี 2552 นี้ ท่านเป็นผู้อุทิศบ้านและที่ดินให้สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และโด่งดังมาจากนวนิยายเรื่อง “สายแดง” ที่ว่าด้วยเรื่องรักของนักบินในยุคแรกของไทย ทั้งท่านเองก็ยังเป็นบรรณาธิการนิตยสารเพลินจิตต์ อยู่ช่วงหนึ่งด้วย ส.บุญเสนอ เป็นนักเขียนที่ดูแลตัวเองและรักศักดิ์ศรีของนักเขียนดีเยี่ยม เขาโด่งดังจากนวนิยายเรื่องแรกๆ ในยุคแรกๆ เท่านั้น ในระยะหลังต่อมาก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยรายได้จากการแปลบทภาพยนตร์
เสาว์เป็นคนเก็บหอมรอมริบ มัธยัสถ์ สามารถก่อร่างสร้างตัว มีที่ดินและบ้านเป็นของตัวเองได้ ตั้งแต่วัยหนุ่ม ทั้งที่เป็นลูกกำพร้า พ่อแม่ตายแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน เขาแต่งงานกับศรีสุดา วิคเตอร์ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ แต่เพราะชะตากรรม ภรรยาแสนสวยของเขามีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนหลายครั้ง ตั้งแต่เป็นวัณโรค (หลังสงคราม) ท้องนอกมดลูก ล้มเป็นอัมพาตถึง 6 ปี และเป็นเจ้าหญิงนิทราอีก 6 เดือนก่อนเสียชีวิตในที่สุด เคราะห์กรรมเหล่านี้ทำให้เสาว์ต้องดูแลภรรยาและชีวิตตนเองอย่างรอบคอบ ใช้เงินที่เก็บไว้จากการทำงานหนักของตนเองมาเป็นค่ารักษาพยาบาล และการใช้ชีวิต แม้บั้นปลายชีวิตเมื่อภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว เขาอยู่ตัวคนเดียว ก็ใช้เงินของตนเองโดยไม่เบียดเบียนใคร ไม่เคยร้องขอใคร ซ้ำยังมีเงินเก็บเหลือไว้ให้คนอื่นในยามจากโลกนี้ไปแล้วอีกด้วย เมื่อครั้งที่เสาว์ยังมีชีวิตอยู่ เขาได้แสดงให้เห็นถึงภาวะอันสง่างามของความเป็นนักเขียนอาวุโสที่ยืนหยัดอยู่อย่างสง่างาม สมศักดิ์ศรี ซ้ำยังกลายเป็นผู้ให้อย่างยิ่งใหญ่ในที่สุด ปัจจุบันบ้านที่ท่านอุทิศให้สมาคมฯ ได้รับการบูรณะซ่อมแซม และจะจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านนักเขียน ส.บุญเสนอ เพื่อแสดงชีวิตนักเขียนคนหนึ่งที่สมถะและมีศักดิ์ศรียิ่ง
งานเปิดพิพิธภัณฑ์บ้านนักเขียน ส.บุญเสนอ กำหนดให้มีขึ้นในวันครบรอบชาตกาล 100 ปีเสาว์บุญเสนอ ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00 น. โดยมีการเปิดตัวหนังสือสองเล่มคือ “อยู่เพื่อใจดวงรัก” สาระนิยายว่าด้วยชีวประวัติของเสาว์ บุญเสนอ เขียนโดยชมัยภร แสงกระจ่าง และนวนิยายเรื่องแรกที่โด่งดังที่สุดของเขา “สายแดง” ของ ส.บุญเสนอ รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ อีก
นอกจากนี้ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2552 วันนักเขียน ก็มีการอภิปรายว่าด้วย “100 ปีศักดิ์ศรีคนวรรณกรรม : เปลื้อง ณ นคร, ร.จันทพิมพะ, ส.บุญเสนอ" โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วิทยากร เชียงกูล, ชมัยภร แสงกระจ่าง ดำเนินรายการโดย จเลิศ เจษฎาวัลย์
นักเขียนคนที่สามที่ข้าพเจ้าประทับใจในเรื่องศักดิ์ศรีของนักเขียนยิ่งนัก ก็คือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ หรือพี่ปุ๊ของน้องๆ ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ผู้เพิ่งจะจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2552 นี้เอง พี่ปุ๊เป็นนักเขียนรุ่นพี่ของน้องๆ นักเขียน ที่ตอกย้ำและยืนยันเสมอว่า นักเขียนต้องมีศักดิ์ศรี
พี่ปุ๊ไม่เคยมองเห็นสิ่งอื่นใดสำคัญไปกว่าเรื่องนี้เลย เขายกให้ศักดิ์ศรีของนักเขียนเป็นอันดับหนึ่งในใจเสมอ ใครมีปัญหา ใครลำบาก ใครถูกหยามศักดิ์ศรี ใครกำลังลำบาก พี่ปุ๊จะเรียกเข้าไปตบหลังตบไหล่ กอดคอโอบบ่า เป็นการให้กำลังใจ ปลุกศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ปลุกศักดิ์ศรีของความเป็นนักเขียนให้ฟื้นคืนมา หรือใครกำลังรุ่งโรจน์ ได้รางวัล มีชื่อเสียง น่าภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของความเป็นนักเขียน พี่ปุ๊ก็จะแสดงมุทิตาจิต ชื่นชมยินดีและให้คำแนะนำตามความจำเป็น ทำให้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ส่องสว่างยิ่งขึ้น
ครั้งหนึ่ง ในช่วงที่ข้าพเจ้าถูกถล่มอย่างหนักว่าด้วยเรื่องรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ ข้าพเจ้าไปกราบเยี่ยมพี่ปุ๊ พี่ปุ๊พูดเสียงดังมาก “ซีไรต์จะมาใหญ่กว่านักเขียนไปไม่ได้”
ข้าพเจ้าซาบซึ้งตรึงใจใน ณ นาทีนั้นว่า ในความเป็นนักเขียน อะไรสำคัญเป็นอันดับแรก และอะไรสำคัญรองๆ ลงมา
ในงานวันนักเขียนปี 2552 นี้มีรายการอภิปรายถึงพี่ปุ๊ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ อยู่ด้วย ในหัวข้อว่า “คิดถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีแห่งฟากฟ้าวรรณกรรม” อภิปรายโดย สุเทพ วงศ์กำแหง สุรชัย จันทิมาธร บินหลา สันกาลาคีรี ดำเนินรายการโดย สุมิตรา จันทร์เงา เวลา 15.30 น.
งานวันนักเขียน 5 พฤษภาคม ปีนี้ สมาคมฯ จึงกำหนดคำขวัญประจำงานว่า “ศักดิ์ศรีแห่งนักเขียน ดวงเทียนที่ไม่เคยดับ”
ศักดิ์ศรีของนักเขียนจึงมีอยู่ในตัวของนักเขียนทุกคน ศักดิ์ศรีของนักเขียนเหมือนดวงเทียนในหัวใจ หากเราไม่จุดมันก็ไม่สว่าง แต่หากจุดสว่างแล้ว เราก็ย่อมเห็นหนทางแจ่มใส และตราบใดที่เราดูแลประคับประคองดวงเทียนของเราไว้เป็นอย่างดี ดวงเทียนแห่งศักดิ์ศรีของเราก็จะไม่มีวันดับ...
ชีวิตของเราก็จะงดงามตามที่ควรจะเป็น เช่นนักเขียนรุ่นพี่ที่ถือเทียนศักดิ์ศรีส่องนำทางมาแล้วนั่นเอง
ไพลิน รุ้งรัตน์
"แขกรับเชิญ" ของเราวันนี้อยู่ในฟากของแวดวงวรรณกรรม เจ้าของนามปากกาที่รู้จักกันดีว่า "ไพลิน รุ้งรัตน์" นักเขียน-นักวิจารณ์ผีมือฉกาจ หากในฟากของนาม "ชมัยภร แสงกระจ่าง" ก็เป็นที่รู้จักไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ท่านเป็นที่เคารพรักในแวดวงน้ำหมึก และได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ถึง 2 สมัย
และในเวลาอันใกล้ 5 พฤษภาคมนี้ จะเป็นวาระสำคัญอีกครั้ง คือ "วันนักเขียน" แม่งานอย่าง ชมัยภร ได้ตระเตรียมจัดงานใหญ่เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ล่วงลับอย่างสมเกียรติ ด้วยตระหนักถึง "ศักดิ์ศรี" อันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตของท่านเหล่านั้นนั่นเอง



