บันเทิง

แขกรับเชิญ-ศักดิ์ศรีของนักเขียน ดวงเทียนที่ไม่มีวันดับ

แขกรับเชิญ-ศักดิ์ศรีของนักเขียน ดวงเทียนที่ไม่มีวันดับ

27 เม.ย. 2552

พูดภาษาปวดหัวใจก็ว่า เพราะเราอยู่ในยุคทุนนิยมสามานย์ ผู้คนในสังคมจึงดูไร้ศักดิ์ศรีกันลงไปทุกที มีแต่ข่าวว่าคนโน้นถูกซื้อด้วยเงิน คนนี้ถูกซื้อด้วยทอง และยิ่งนับวันข่าวลือแบบนี้ก็ยิ่งหนาหูขึ้นทุกที จนเกือบจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมไทยไปแล้ว ข่าวลือ

และถามตัวเองว่า ในแวดวงวรรณกรรมเรามีตัวอย่างของคนที่มี “ศักดิ์ศรี”อยู่มากน้อยเพียงไร ข้าพเจ้าพบว่า นักเขียนยังมี “ศักดิ์ศรี” อยู่ไม่น้อย  และขอยกตัวอย่างนักเขียนอาวุโสที่มี “ศักดิ์ศรี” ตราบจนชีวิตวาย  และสามารถเป็นตัวอย่างให้นักเขียนไทยทั้งหลายได้ตระหนักและซาบซึ้งในคำว่า “ศักดิ์ศรี” ได้เป็นอย่างดี   

คนแรกคือ “ศรีบูรพา” หรือ คุณกุหลาบ  สายประดิษฐ์  นักเขียนระดับโลกที่ยูเนสโกประกาศยกย่องไปเมื่อครบรอบชาตกาล 100 ปีเมื่อปี 2548 คุณกุหลาบ เป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมมาโดยตลอด  ทั้งชีวิตเขายืนยันถึงการทำ “เพื่อคนอื่น”  แต่กระนั้นก็ยังถูกคนมีอำนาจ “ข่มเหง” อย่างไม่เกรงใจ  จนถูกจับกุมคุมขัง ต้องไร้เสรีภาพนานถึง 4 ปี โดยไม่มีความผิดใดๆ และตลอดระยะเวลาเหล่านั้น  คุณกุหลาบ ไม่เคยก้มหัวให้ผู้มีอำนาจ  ยังคงเขียนหนังสืออย่างสง่างาม  ประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีจุดยืนเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง  แม้ขณะติดคุก เมื่อคุณชนิด สายประดิษฐ์ ภรรยาไปเยี่ยมและแจ้งว่ามีผู้ขอซื้อนวนิยายหลายเล่มไปตีพิมพ์ซ้ำ  ศรีบูรพา ยังปฏิเสธไม่ยอมขายนวนิยายรักบางเรื่องที่เขียนในยุคแรกๆ ด้วยเหตุผลว่า ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ ทั้งที่ตอนนั้น  ท่านไม่มีรายได้  ไร้เสรีภาพ และท่านกับภรรยาก็ต้องการใช้เงินอย่างยิ่ง  หรือในตอนที่จะได้รับอภัยโทษ ในช่วงปี 2500 เพราะเป็นปีกึ่งพุทธกาล  ท่านยังไม่ยอมรับคำว่า อภัยโทษ หากยื่นข้อเสนอว่า ท่านไม่ได้ทำผิด จึงไม่ต้องให้อภัย ต้องเป็นนิรโทษกรรม จึงจะยอมออกจากคุก  ทั้งที่ท่านอยู่ในสภาพที่ไม่น่าจะต่อรองได้ และข้อสำคัญข้อต่อรองของท่านได้รับการยอมรับด้วย ศักดิ์ศรีความเป็นนักเขียนของท่านสง่างามถึงเพียงนี้!
 
คณะกรรมการกองทุนศรีบูรพา นำโดย คุณสุวัฒน์ วรดิลก ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ผู้ล่วงลับไปแล้ว  ได้ก่อตั้ง “รางวัลศรีบูรพา” ขึ้น เพื่อรำลึกถึงกุหลาบ สายประดิษฐ์  และได้มอบรางวัลต่อเนื่องกันมาร่วม 20 ปีแล้ว ในปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลศรีบูรพาคือ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  งานมอบรางวัลจัดให้มีขึ้นในงานวันนักเขียน 5 พฤษภาคม 2552 เวลา 17.00 น. และมีสุนทรกถาจาก “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” นักเขียนรางวัลศรีบูรพา 2552 ในหัวข้อ "ตามรอยข้างหลังภาพ และความร่วมสมัยของ “ศรีบูรพา” ด้วย
 
คนที่สองคือ ส.บุญเสนอ หรือ เสาว์ บุญเสนอ นักเขียนผู้ครบรอบชาตกาล 100 ปีในปี 2552 นี้ ท่านเป็นผู้อุทิศบ้านและที่ดินให้สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย  และโด่งดังมาจากนวนิยายเรื่อง “สายแดง” ที่ว่าด้วยเรื่องรักของนักบินในยุคแรกของไทย  ทั้งท่านเองก็ยังเป็นบรรณาธิการนิตยสารเพลินจิตต์ อยู่ช่วงหนึ่งด้วย  ส.บุญเสนอ เป็นนักเขียนที่ดูแลตัวเองและรักศักดิ์ศรีของนักเขียนดีเยี่ยม  เขาโด่งดังจากนวนิยายเรื่องแรกๆ ในยุคแรกๆ เท่านั้น  ในระยะหลังต่อมาก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยรายได้จากการแปลบทภาพยนตร์
 
เสาว์เป็นคนเก็บหอมรอมริบ มัธยัสถ์ สามารถก่อร่างสร้างตัว  มีที่ดินและบ้านเป็นของตัวเองได้  ตั้งแต่วัยหนุ่ม  ทั้งที่เป็นลูกกำพร้า  พ่อแม่ตายแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน  เขาแต่งงานกับศรีสุดา วิคเตอร์ ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ  แต่เพราะชะตากรรม ภรรยาแสนสวยของเขามีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนหลายครั้ง  ตั้งแต่เป็นวัณโรค (หลังสงคราม) ท้องนอกมดลูก ล้มเป็นอัมพาตถึง 6 ปี  และเป็นเจ้าหญิงนิทราอีก 6 เดือนก่อนเสียชีวิตในที่สุด เคราะห์กรรมเหล่านี้ทำให้เสาว์ต้องดูแลภรรยาและชีวิตตนเองอย่างรอบคอบ  ใช้เงินที่เก็บไว้จากการทำงานหนักของตนเองมาเป็นค่ารักษาพยาบาล  และการใช้ชีวิต  แม้บั้นปลายชีวิตเมื่อภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว  เขาอยู่ตัวคนเดียว  ก็ใช้เงินของตนเองโดยไม่เบียดเบียนใคร  ไม่เคยร้องขอใคร ซ้ำยังมีเงินเก็บเหลือไว้ให้คนอื่นในยามจากโลกนี้ไปแล้วอีกด้วย  เมื่อครั้งที่เสาว์ยังมีชีวิตอยู่  เขาได้แสดงให้เห็นถึงภาวะอันสง่างามของความเป็นนักเขียนอาวุโสที่ยืนหยัดอยู่อย่างสง่างาม  สมศักดิ์ศรี  ซ้ำยังกลายเป็นผู้ให้อย่างยิ่งใหญ่ในที่สุด ปัจจุบันบ้านที่ท่านอุทิศให้สมาคมฯ  ได้รับการบูรณะซ่อมแซม และจะจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านนักเขียน ส.บุญเสนอ  เพื่อแสดงชีวิตนักเขียนคนหนึ่งที่สมถะและมีศักดิ์ศรียิ่ง
 
งานเปิดพิพิธภัณฑ์บ้านนักเขียน ส.บุญเสนอ กำหนดให้มีขึ้นในวันครบรอบชาตกาล 100 ปีเสาว์บุญเสนอ ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2552 นี้  ตั้งแต่เวลา 10.00 น. โดยมีการเปิดตัวหนังสือสองเล่มคือ  “อยู่เพื่อใจดวงรัก” สาระนิยายว่าด้วยชีวประวัติของเสาว์ บุญเสนอ  เขียนโดยชมัยภร แสงกระจ่าง  และนวนิยายเรื่องแรกที่โด่งดังที่สุดของเขา “สายแดง” ของ ส.บุญเสนอ รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆ อีก
 
นอกจากนี้  ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2552 วันนักเขียน ก็มีการอภิปรายว่าด้วย “100 ปีศักดิ์ศรีคนวรรณกรรม : เปลื้อง ณ นคร, ร.จันทพิมพะ, ส.บุญเสนอ"  โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วิทยากร เชียงกูล, ชมัยภร  แสงกระจ่าง ดำเนินรายการโดย จเลิศ  เจษฎาวัลย์
 
นักเขียนคนที่สามที่ข้าพเจ้าประทับใจในเรื่องศักดิ์ศรีของนักเขียนยิ่งนัก ก็คือ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ หรือพี่ปุ๊ของน้องๆ  ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ผู้เพิ่งจะจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2552 นี้เอง  พี่ปุ๊เป็นนักเขียนรุ่นพี่ของน้องๆ นักเขียน ที่ตอกย้ำและยืนยันเสมอว่า นักเขียนต้องมีศักดิ์ศรี
 
พี่ปุ๊ไม่เคยมองเห็นสิ่งอื่นใดสำคัญไปกว่าเรื่องนี้เลย  เขายกให้ศักดิ์ศรีของนักเขียนเป็นอันดับหนึ่งในใจเสมอ  ใครมีปัญหา ใครลำบาก ใครถูกหยามศักดิ์ศรี  ใครกำลังลำบาก  พี่ปุ๊จะเรียกเข้าไปตบหลังตบไหล่  กอดคอโอบบ่า เป็นการให้กำลังใจ  ปลุกศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์  ปลุกศักดิ์ศรีของความเป็นนักเขียนให้ฟื้นคืนมา  หรือใครกำลังรุ่งโรจน์  ได้รางวัล มีชื่อเสียง  น่าภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของความเป็นนักเขียน  พี่ปุ๊ก็จะแสดงมุทิตาจิต  ชื่นชมยินดีและให้คำแนะนำตามความจำเป็น ทำให้ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ส่องสว่างยิ่งขึ้น
 
ครั้งหนึ่ง ในช่วงที่ข้าพเจ้าถูกถล่มอย่างหนักว่าด้วยเรื่องรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน  หรือซีไรต์  ข้าพเจ้าไปกราบเยี่ยมพี่ปุ๊  พี่ปุ๊พูดเสียงดังมาก  “ซีไรต์จะมาใหญ่กว่านักเขียนไปไม่ได้”
 
ข้าพเจ้าซาบซึ้งตรึงใจใน ณ นาทีนั้นว่า  ในความเป็นนักเขียน อะไรสำคัญเป็นอันดับแรก  และอะไรสำคัญรองๆ ลงมา
 
ในงานวันนักเขียนปี 2552 นี้มีรายการอภิปรายถึงพี่ปุ๊ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ อยู่ด้วย ในหัวข้อว่า “คิดถึง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีแห่งฟากฟ้าวรรณกรรม” อภิปรายโดย สุเทพ วงศ์กำแหง  สุรชัย จันทิมาธร  บินหลา สันกาลาคีรี  ดำเนินรายการโดย สุมิตรา จันทร์เงา  เวลา 15.30 น.
 
งานวันนักเขียน 5 พฤษภาคม ปีนี้ สมาคมฯ จึงกำหนดคำขวัญประจำงานว่า “ศักดิ์ศรีแห่งนักเขียน ดวงเทียนที่ไม่เคยดับ”
 
ศักดิ์ศรีของนักเขียนจึงมีอยู่ในตัวของนักเขียนทุกคน ศักดิ์ศรีของนักเขียนเหมือนดวงเทียนในหัวใจ  หากเราไม่จุดมันก็ไม่สว่าง  แต่หากจุดสว่างแล้ว เราก็ย่อมเห็นหนทางแจ่มใส  และตราบใดที่เราดูแลประคับประคองดวงเทียนของเราไว้เป็นอย่างดี  ดวงเทียนแห่งศักดิ์ศรีของเราก็จะไม่มีวันดับ...
 
ชีวิตของเราก็จะงดงามตามที่ควรจะเป็น เช่นนักเขียนรุ่นพี่ที่ถือเทียนศักดิ์ศรีส่องนำทางมาแล้วนั่นเอง

ไพลิน  รุ้งรัตน์

"แขกรับเชิญ" ของเราวันนี้อยู่ในฟากของแวดวงวรรณกรรม เจ้าของนามปากกาที่รู้จักกันดีว่า "ไพลิน รุ้งรัตน์" นักเขียน-นักวิจารณ์ผีมือฉกาจ หากในฟากของนาม "ชมัยภร แสงกระจ่าง" ก็เป็นที่รู้จักไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ท่านเป็นที่เคารพรักในแวดวงน้ำหมึก และได้รับความไว้วางใจให้เป็นนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ถึง 2 สมัย
 และในเวลาอันใกล้ 5 พฤษภาคมนี้ จะเป็นวาระสำคัญอีกครั้ง คือ "วันนักเขียน" แม่งานอย่าง ชมัยภร ได้ตระเตรียมจัดงานใหญ่เพื่อรำลึกถึงนักเขียนผู้ล่วงลับอย่างสมเกียรติ ด้วยตระหนักถึง "ศักดิ์ศรี" อันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในชีวิตของท่านเหล่านั้นนั่นเอง