
The Future นิทาน ความรักและหญิงสาว
The Future นิทาน ความรักและหญิงสาว:หนังจอกว้าง โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร
"พล็อตเรื่องที่ยิ่งใหญ่ จะขายไม่ได้แล้วหรือไร" นี่อาจเป็นคำถามซีเรียสจริงจังของนักการตลาดภาพยนตร์ ที่คนทำหนังก็ตอบไม่ได้และไม่อยากตอบ
ฮีโร่บุกโลก...มหาราชทำสงคราม หรือสัตว์ร้ายค่อยๆ ฆ่าคนทีละศพ ...บางที พล็อตแบบนี้อาจจะค่อยๆ หายไปในฮอลลีวู้ด และสิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็กลายเป็น innovation พวกหลายมิติ ข้อสันนิษฐานนี้ไม่มีหลักฐานที่จะบอกได้ชัดเจน แต่ถ้าอะไรที่มันอยู่ตรงกันข้าม และรุ่งขึ้นเรื่อยๆ มันจะฟ้องว่า อีกด้านหนึ่งที่อยู่คนละด้าน ต้องเจออุปสรรค
ลองชายตามองดู ในระยะหลังๆ หนังหลายเรื่องเน้นหนักไปที่การโฟกัสความสัมพันธ์คู่ตัวละคร หรือเรื่องที่มาจากจุดเล็กๆ ที่ขยายใหญ่ได้ (คล้ายๆ หนังสือ the tipping point) มันจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมหนังที่มีแนวชัดเจน หรือมีอัตลักษณ์ตัวตนแปลกกลิ่นออกไป ถึงขายได้ในตลาดเทศกาลมากกว่า
ถึงบ้านเราไม่ได้เงินอะไรมาก แต่หนังทำนอง eat pray love หรือ Juno กำลังกลายเป็นแนวอีกแบบ ที่นักการตลาดสนใจ
และถ้ามันเป็นแบบนั้น งานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศิลปินที่ "แนว" ที่สุดคนหนึ่งอย่าง มิแรนด้า จูลาย ก็คงมีโอกาส เพราะทั้งงานเขียน งานศิลปะ และการแสดงของเธอ ก็ถ่ายทอดเอกลักษณ์เฉพาะตัวออกมา จนเป็นที่จดจำและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
สิ่งนี้กำลังหมายถึง the future ที่กวาดคำชมจากนักวิจารณ์ทั่วอเมริกา
The Futureเป็นหนังรัก แต่ “ความรัก” ในมุมมองของมิแรนด้า จูลาย พิลึกพิลั่นกว่าคนปกติทั่วไป เธอตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของความรัก และสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของอนาคต ผ่านเนื้อเรื่องที่เปี่ยมทั้งอารมณ์ขันร้ายๆ และองค์ประกอบเหนือจริงที่ผู้ชมต้องอ้าปากค้าง
เนื้อหาของหนังเล่าเรื่องของคู่รัก "เจสัน" และ "โซฟี" ที่อยู่กินกันมา "ชั่วระยะเวลาหนึ่ง" แล้วก็พบว่า ไม่มีความตื่นเต้นใดๆ หลงเหลืออยู่ในความสัมพันธ์อีกแล้ว และด้วยอายุที่นับวันจะเหลือน้อยลง พวกเขาจึงตัดสินใจเหวี่ยงชีวิตตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ และมองหาประสบการณ์เพี้ยนๆ ให้ชีวิต (ซึ่งจะว่าไป ชีวิตของตัวละครในเรื่องนี้
มีความคล้ายกับบทของ จูเลีย โรเบิร์ต ทั้งใน eat pray love และ larry crown)
มิแรนด้า จูลาย บอกว่า “นี่อาจเป็นหนังที่คุณอาจจะรำคาญมันมากๆ เลยทีเดียว แต่ฉันอยากให้พวกคุณเปิดใจให้กว้าง แล้วก็จะพบว่า สิ่งที่ฉันพยายามจะบอกนั้น มันเป็นปัญหาสากลที่มนุษย์ทุกคนจะต้องประสบ”
ตามข้อมูลนั้นบอกว่า เพราะลีลาเฉพาะตัวนี้เอง ทำให้แฟนหนังหลายคนติดใจชื่นชอบ หันมาเลียนแบบพฤติกรรมของตัวละครในหนังกันอย่างเอิกเกริก จูลายเขียนในไดอารี่บล็อกของเธอเองว่า“หลายคนเขียนอีเมลมาหาฉันว่า อนาคตของพวกเขาเต็มไปด้วยความกลัว ฉันบอกไปว่าไม่เป็นไร นั่นแสดงว่าคุณยังเป็นมนุษย์ปกติ”
the futureเป็นหนังที่เปิดมุมมอง การมองชีวิต ความรัก ในแบบที่หนังไซส์เล็กๆ เคยรังสรรค์ให้คนดู
และถ้าอยากได้ประสบการณ์ ที่เป็นรักใคร่แบบคนที่โตแล้ว ขอแนะนำอีกเรื่องคือ come rain, come shine ซึ่งตั้งโปสเตอร์ยั่วอยู่หน้าลิโด้ 2 มาหลายวันแล้ว
Come Rain, Come Shineเป็นผลงานกำกับของ อียุนกิ นำแสดงโดย 2 ซูเปอร์สตาร์สุดฮอตของเกาหลี อิมซูจอง และ ฮยอนบิน (คนหลังนี้ขอทิ้งทวนเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายก่อนเข้ากรมไปรับใช้ชาติ เนื้อหาของ Come Rain, Come Shine ว่าด้วย คู่สามีภรรยาที่ตัดสินใจแยกทางกันอยู่ โดยฝ่ายหญิงบอกเหตุผลไปตรงๆ เลยว่า “ฉันมีคนใหม่แล้ว” และฝ่ายชายก็ยอมรับง่ายๆ แบบไม่พยายามฟูมฟาย
เรื่องของเรื่องก็คือ ฝ่ายหญิงต้องเข้ามาเก็บข้าวของเพื่อย้ายออก แต่วันนั้นดันเป็นวันที่พายุกระหน่ำจนทำให้สะพานขาด การจราจรเป็นอัมพาต เดินทางออกไปไหนไม่ได้ ทั้งคู่เลยต้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครั้งสุดท้ายอย่างจำใจ และเวลาสั้นๆ นั้นเอง ทำให้ทั้งคู่ต้องทบทวนตัวเองว่าที่ผ่านมา ได้ทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวดชอกช้ำอะไรไปบ้างหรือไม่
Come Rain, Come Shine เป็นหนังทดลองที่พาคนดูไปสำรวจซอกหลืบของความรักด้วยบรรยากาศเงียบๆ ได้อย่างน่าสนใจ ตัวหนังเองได้เข้าชิงสายประกวดในเทศกาลหนังเบอร์ลินเมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วย
บางที คนเรามักจบความสัมพันธ์ด้วยอารมณ์ล้วนๆ โดยไม่ค่อยได้ใช้สติไตร่ตรองสักเท่าไหร่ หนังเรื่องนี้เลยนำเสนออีกทาง คือตัวละครจะไม่ใช้อารมณ์มาจัดการกับปัญหาเลย ซึ่งวิธีนี้ทำให้ทุกคนเจ็บช้ำ และหัวใจระบมแบบอธิบายไม่ได้
ใครสนใจแนวไหนก็ดูเรื่องนั้น แต่ถ้าชอบโรแมนติกและรักแบบผู้ใหญ่ๆ ก็ควรจะดูทั้งสองเรื่องในกลางเดือนนี้



