บันเทิง

หนังสือ สมุด ดินสอ ปากกา

หนังสือ สมุด ดินสอ ปากกา

12 ส.ค. 2554

หนังสือ สมุด ดินสอ ปากกา:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม

          เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๔   ขึ้น ๑๐ ค่ำ  เดือน ๙

          นอกจากครึ้มอกครึ้มใจฟังเพลง “ดูดอุร้อยไห” หรือ “เรณูนคร” หรือ “หนาวลมที่เรณู” ของ ศรคีรี  ศรีประจวบ  ได้คิดถึงผู้ประพันธ์ ครูสุรินทร์  ภาคศิริ แล้ว  ยังได้พลิกอ่านภาพถ่ายลายมือของครูสุรินทร์  รวมทั้งภาพถ่ายลายมือของตัวเอง  และใครต่อใคร
 
          เมื่อวาน  ผมแทบจะต้องรื้อทั้งบ้านเพื่อหาของอย่างหนึ่ง  เป็นแผ่นโปรแกรมเครื่องปรินท์ที่จะต้องนำมาลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ซื้อมาใหม่  ประมาณปีเดียวเอง  จำไม่ได้ว่าวางไว้ตรงไหน  เพราะต่อบ้านและย้ายตู้หนังสือไปมา  หาอยู่นั่นแหละ ยิ่งหายิ่งไม่เห็น  รื้อทุกตู้  เปิดทุกแฟ้มเอกสาร  หน้าบ้าน  ในบ้าน  หลังบ้าน  กระทั่งในห้องนอน  อย่างไรก็หาไม่เจอและนึกไม่ออก  จนอ่อนใจ  นั่งทำใจ  ปรากฏบทจะเจอ  มันอยู่ใกล้ๆ ตานั่นเอง  อยู่ข้างๆ โต๊ะทำงานนั่นเอง  โอ...ช่างเป็นการพิสูจน์ทดสอบความเพียรอะไรปานนั้น
 
          เจอแล้ว  ดีใจแล้ว  ก็นึกพึงใจกับตัวเองที่เวลาหาอะไรจะต้องฮึดหาให้เห็นจนได้  อาจใช้เวลาและความเหนื่อยกายเหนื่อยใจไม่น้อยเลย  แต่เมื่อมาทบทวนระหว่างรื้อค้นนั้น  มันไม่เลวเลยทีเดียว  ระหว่างทางที่เรามุ่งจะไปเอาอะไรสักอย่างนั้น  มันมีสิ่งมากมายที่เราลืมไปแล้วกลับมาให้ได้เห็นอีกครั้ง  ทำให้คิดถึงธรรมะหรือปรัชญาสารพันของชีวิต  ที่บางทีก็สะกิดใจเป็นแรงบันดาลใจ จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัว
 
          ของบางอย่าง “ยิ่งหา ยิ่งหาย”  หากหาโดยใจร้อนรำคาญหงุดหงิด  ครั้นปล่อยใจแล้วค่อยหาอย่างใจเย็น  มันกลับพบเห็นได้อย่างง่ายดาย  หลายครั้งที่ผมใช้ธรรมะหรือปรัชญาการหาของหาย  มาเตือนใจตัวเอง  และมันเป็นเช่นนั้นแทบทุกครั้ง  บางที...หลายสิ่งดีๆ ที่หายไป  อาจจะต้องใจเย็นในการค้นหา...  
 
          ระหว่างรื้อกองเอกสารเพื่อหาของอย่างเดียวนั้น  ผมได้พบภาพถ่าย  ลายมือ  หนังสือ  สมุด  ดินสอ  ปากกา  ที่เป็นร่องรอยการอ่านการเขียนในอดีตของตัวเอง  ยุคที่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้  หรืออย่างมากก็มีพิมพ์ดีดนั้น  มันเป็นร่องรอยที่ต้องประกอบด้วยภาพถ่ายลายมือเสมอ  ทั้งภาพถ่ายลายมือตัวเอง  ภาพถ่ายลายมือเพื่อน  ภาพถ่ายลายมือคนรัก  โดยเฉพาะลายมือจดหมาย  มีทั้งของพ่อแม่พี่น้อง  ของเพื่อน  ของคนไม่รู้จัก  แต่ติดเข้ามาในฐานะผู้ติดตามอ่านหนังสือ   
          มีจดหมายและไปรษณียบัตรหลายฉบับ  เป็นลายมือและลงชื่อนักเขียนหนุ่มผู้มีชื่อเสียงในปัจจุบัน  ที่เขาเขียนมาทักทายชื่นชมผมตั้งแต่เขายังเป็นนักเรียน/นักศึกษา  บางฉบับผมลืมไปแล้วด้วยซ้ำ  ตอนนั้นผมอาจกำลังเป็นคนหนุ่มที่เขาจับตาสนใจ  วันนี้เขาอาจจดจำหรือลืมเลือนไปแล้วก็ได้  แต่เวลารื้อเจอลายมือเก่าๆ เหล่านี้แล้ว  ให้รู้สึกฉงนสนเท่ห์ในเสน่ห์ของการขีดๆ เขียนๆ
 
          มีคนหนึ่งที่ขออนุญาตเอ่ยนามคือ นิวัต  พุทธประสาท  วันก่อนพบกันในงานเลี้ยง  กระซิบบอกเขาว่าเจอไปรษณียบัตรของเขา ที่เขียนถึงผมเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน  มีจังหวะจะขอนำไปลงในเฟซบุ๊กได้ไหม?  เขาบอกยินดี  อยากเห็นข้อความและลายมือตอนนั้นของตัวเองเหมือนกัน
 
          ในทำนองเดียวกัน  สมัยผมหนุ่มน้อย  ก็ชอบเขียนจดหมายถึงคนโน้นคนนี้  บางที...จดหมายหรือไปรษณียบัตรของผม ก็อาจจะไปปรากฏทั้งเปิดเผยและซ่อนตัวอยู่ในบ้านของใครหลายคน เคยเห็นบ้านของบางคนนั้น  เขามักนำจดหมายลายมือของคนมีชื่อเสียง  หรือคนที่เขาชื่นชม  ใส่กรอบไว้ในห้องรับแขก
 
          ผมเห็นคุณค่าสำคัญของการเขียนจดหมาย  การเขียนบันทึก  ที่วนเวียนเพียรเน้นเรื่องนี้บ่อยๆ  ก็เพราะอยากกระตุ้นตัวเอง  หรือพอเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ที่อาจเขียนบันทึกข้อความในคอมพิวเตอร์  ในพื้นที่ทางอากาศมากมาย  กระทั่งอาจลืมการใช้ลายมือ  กลายเป็นคนเขียนหนังสือ ทั้งไม่สวยและอ่านยาก (ไม่สวย  แต่อ่านง่ายยังดี)  เขียนผิดๆ ถูกๆ  รวมทั้งเขียนไม่ได้  อ่านไม่ออก  หรืออ่านไม่ออก  เขียนไม่ได้
 
          เคยเห็นหลายคน  ดูเหมือนคนเชยๆ  เขียนบทเพลง/บทกวี ด้วยลายมือบรรจงศิลป์ลงในสมุด  วาดภาพประกอบสวยงาม  แบบว่าพร้อมนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ได้เลย  ขณะเดียวกันเขาก็มีโน้ตบุ๊ก  มีกล้องดิจิตอล  มีกีตาร์  มีเครื่องเสียง  มีรถยนต์  มีอุปกรณ์ทันสมัยครบเครื่องเท่าที่คนอื่นมี
 
          ที่เขาไม่ทิ้งการขีด  การเขียน  การคัด  ด้วยลายมือ...ผมเชื่อว่าเขาต้องเพ่งเพียรอะไรสักอย่างในใจ!