
ดุริยกวี 5 แผ่นดิน
ดุริยกวี 5 แผ่นดิน :มองผ่านเลนส์คม โดย.. นันทพร ไวศยะสุวรรณ์
ปลายสัปดาห์ของเขียนถึงเรื่องเบาๆ แต่ไม่เบาในเชิงประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม
วันก่อนอัษฎาวุธ สาคริก ทายาทหลวงประดิษฐไพเราะ ในนามมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ สว่างพงศ์ หมวดเพชร ผู้จัดการโครงการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ "โอ" อนุชิต สพันธุ์พงษ์ พระเอกหนังเรื่อง "โหมโรง" นักแสดง
รวมทั้งน้องกามเทพ ธีรเลิศรัตน์ มือระนาดที่มาเดี่ยวเพลง "อาหนู" ให้ฟังสดๆ ในรายการ แมงโก้ คาเฟ่ ถึงการจัดงานใหญ่
เป็นงานเนื่องในวาระ 130 ปี ชาตกาล หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ด้วยการร่วมกันเชิดชูเกียรติ พร้อมๆ กับสืบสานประเพณีพิธีไหว้ครูดนตรีไทย และมหกรรมดนตรีไทยประจำปี ของจังหวัดสมุทรสงคราม ในชื่อ “ศิลปบรรเลง เพลงอัมพวา ครั้งที่ 1”
หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เดิมมีชื่อว่า "ศร" เกิดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2424 ในรัชสมัยขององค์พระบาทพระจุลจอมเกล้า ที่ตำบลดาวดึงส์ อ.อัมพวา สมุทรสงคราม เป็นบุตรชายคนเล็กของครูปี่พาทย์ชื่อสิน และนางยิ้ม เป็นคนมีพรสวรรค์ทางดนตรี สามารถตีฆ้องวงใหญ่ได้เองตั้งแต่อายุ 5 ขวบ
ท่านเริ่มเรียนปี่พาทย์เมื่ออายุ 11 ขวบ ตีระนาด "ไหวจัด" (ภาษาทางดนตรีโดยเฉพาะระนาดเอก หมายถึง การตีรัวได้เร็วมาก) มาตั้งแต่เด็ก โดยมีบิดาเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาปี่พาทย์ให้ จนกระทั่งมีความสามารถในการประชันวง ถึงขั้นมีชื่อเสียงไปทั่วลุ่มแม่น้ำแม่กลอง
นับเป็นบรมครูเพลงผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการ “วางรากฐาน สืบสาน พัฒนา ดนตรีไทย ในยุครัตนโกสินทร์” จนได้รับการยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของวงการดนตรีไทย
ชีวิตของท่านได้ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวในภาพยนตร์ “โหมโรง” ที่ปลุกกระแสให้คนไทยกลับมาเห็นคุณค่าของดนตรีไทย นอกจากนี้ท่านเป็นดุริยกวี ที่มีความสามารถในการแต่งเพลงไทย และเป็นครูดนตรีที่มีศิษย์สืบทอดวิชาการดนตรีจากท่านมากมายทั่วประเทศ
การจัดงานครั้งนี้มีกิจกรรมมากมาย แค่ว่าจะมีการดวลระนาดเกือบครึ่งพันรางว่าเจ๋งแล้ว ยังมีประเพณีไหว้ครู-ครอบครู ปาฐกถาเกียรติยศในวาระ 130 ปี ชาตกาล นิทรรศการประวัติและผลงาน การบรรเลงดนตรีไทยถวายมือ การฉายหนังกลางแปลง เรื่อง “โหมโรง” ฯลฯ
งานจะมีขึ้นในวันที่ 5-6-7 สิงหาคมนี้ ที่บ้านเกิดของท่าน อ.อัมพวา บริเวณวัดภุมรินทร์กุฎีทอง อุทยาน ร.2 ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ หากยังจำกันได้ ในบทหนังเรื่องโหมโรง ท่านโต้คารมกับ พันโทวีระ ที่แสดงโดยพงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง ถึงการก้าวเข้าสู่ความเป็นอารยะของไทย ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้หากเรายังมัวแต่จมอยู่กับความเก่าคร่ำครึ
ซึ่งครูศรเองก็ได้ย้อนถามกลับไปอย่างน่าคิด ด้วยประโยคที่ว่า
"เป็นอารยะโดยการดูถูกรากเหง้าของตัวเองน่ะหรือ?"
"ไม้ใหญ่จะยืนทะนงต้านแรงช้างสารได้ ก็ด้วยรากที่หยั่งลึกและแข็งแรง
ถ้าไม่ดูแลรักษาเอาไว้ให้ดี เราจะอยู่รอดกันได้แบบไหน…”
ท่านยืนหยัดอย่างมั่นคงมา 130 ปีแล้ว เราจะไม่ยกย่องท่านได้อย่างไร!?



