บันเทิง

ค่ายใครค่ายมัน

ค่ายใครค่ายมัน

01 ส.ค. 2554

ค่ายใครค่ายมัน:คมเคียวคมปากกา:เคียวจันทร์ คว้านใจ

          วันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ซึ่งถือว่าปีนี้กระทรวงวัฒนธรรมจัดงานได้ยิ่งใหญ่ หลายฝ่ายหวังว่าจะมีต่อยอด ไม่ทำงานแบบไฟไหม้ฟาง ควรหากิจกรรมอื่นๆ เสริมในระหว่างปีด้วย เพราะถ้าทำกันในวันเดียวคงไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายที่ยั่งยืน
 
          มีเรื่องที่สื่อต่างๆ ที่ไปทำข่าวแล้วอึดอัดใจ พูดถึงนักร้องศิลปินทั้งหลายที่ไปร่วมรับรางวัล ที่มีการแบ่งค่ายคูกันชัดเจน ภาพข่าวจากสื่อมวลชนหลายฉบับจะเห็นว่า ค่ายหนึ่งก็จะรวมกันถ่ายรูปกลุ่มก้อนหนึ่ง อีกค่ายก็อีกกลุ่มก้อนหนึ่ง ไม่ยอมมาถ่ายรูปยินดีร่วมกัน ทั้งๆ ที่เป็นงานเดียวกัน
 
          ทราบมาว่านักร้องเองเขาก็รู้จักกัน บางคู่เคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่พอเข้ามาทำเพลงอยู่ต่างค่ายก็ถูกจับแบ่งเหมือนอยู่คนละขั้วโลกอย่างนั้นเบื้องหลังแล้ว นักร้องเขาก็พูดคุยเจรจาทักทายกัน ไม่ได้มีอารมณ์อิจฉาโกรธขึ้งกันแต่อย่างใด
 
          นักร้องบางคนที่ย้ายสังกัดไปอยู่อีกแห่งหนึ่ง พอไปงานแล้วเจอหน้ากัน เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ที่เคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ตอนอยู่ค่ายเดิม แทบจะเชิดใส่ทำไม่รู้จักกัน ช่างเป็นนักประชาสัมพันธ์หุ่นยนต์มืออาชีพเสียจริงๆ
 
          แต่คนที่ทำให้แบ่งเหมือนนักร้องเป็นคู่แข่งกันนั้น คือ บรรดาเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ค่ายเพลงต่างๆ นั่นเอง ที่ใจแคบและทำงานเอาใจองค์กรแบบที่ไม่ลืมหูลืมตา ชนิดที่ว่า บางข่าวถ้ามีชื่อนักร้องต่างค่ายปะปนมา ก็ไปตัดชื่อเขาออกเสียอย่างนั้น เอาเฉพาะพรรคพวกตัวเองโดยไม่ดูว่างานบางงานมันเป็นงานเพื่อสังคม เป็นการตลาดยุคใหม่ที่ต้องมีเรื่องคืนให้สังคม ไม่เว้นกันสักงานที่เป็นงานส่วนรวมเพื่อชาติกันบ้างดอกหรือ
 
          ประชาสัมพันธ์พวกนี้เหมือนจะล้มประดาตาย เมื่อเห็นคู่แข่งประสบความสำเร็จร่วมกัน นักข่าวก็เข้าใจเรื่องการตลาดที่จะต้องช่วงชิงขายของให้ได้มากที่สุดเท่าที่โอกาสจะอำนวย แต่มันจะทำงานโฆษณาขายของกันตลอดเวลาหรืออย่างไร
 
          หลายองค์กรจึงมีความลำบากใจในการที่จะเชิญนักร้องมารับรางวัลอะไรบางอย่าง เพราะจะมีคำถามกลับมาจากค่ายเพลงว่า มีค่ายคู่แข่งด้วยหรือเปล่า ถ้ามีก็จะไม่รับรางวัลหรือไม่ไปงาน เพราะจะไม่มีการให้นักร้องไปยืนบนเวทีเดียวกันกับคู่แข่งเด็ดขาด
 
          รางวัลบางอย่างในบ้านเราจึงต้องมอบกันแบบ "เหมาค่าย” สลับปีกันไป ช่างดูน่าอดสูใจยิ่งนัก แล้วนักร้องจะเกิดความภาคภูมิใจอย่างไรกันเล่า ในเมื่อพวกเขาเป็นเพียงเครื่องมือทางการขายของเท่านั้น
 
          นักประชาสัมพันธ์เหล่านี้ คงคิดว่า นักข่าวยุคนี้โง่เง่าและพวกเธอสั่งได้ สักวันหนึ่งถ้านักข่าวเกิดฮึดและรำคาญที่มัวแต่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายตัวใครตัวมัน ไม่ต้องลงสักค่ายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ผลเสียก็ตกอยู่กับค่ายเพลงนั่นแหละ