
Wu Xia วิทยายุทธ์ครึ่งกระบวนท่า:นันทขว้าง สิรสุนทร
Wu Xia วิทยายุทธ์ครึ่งกระบวนท่า
หลังจากแจ้งเกิดเป็นทางการกับ "เถียนมิมี่" ในปี 1996 ดูเหมือน ปีเตอร์ ชาน จะยังไม่มีผลงานที่ "บินสูง" เหมือนกับหนังรักเมื่อ 15 ปีที่แล้วอีกเลย แม้จะมีความพยายามที่น่าสนใจกับหนังเพลงอย่าง perharp love ในปี 2005 แต่รูปแบบเฉพาะบวกกับความเป็น tradition บางอย่าง ทำให้คนดูในวงกว้างอาจจะไม่เก็ทวิธีการของเขา
ใน going home ที่อยู่ใน "อารมณ์ อาถรรพณ์ อาฆาต" แม้จะเป็นส่วนที่สร้างความน่าพอใจ แต่ก็ไม่ได้บอกอะไรมากมาย เนื่องจากมันเป็นหนังขนาดสั้น แต่พอมาถึง the warlords ที่โปรดักชั่นใหญ่โตขึ้น ผสมโรงแนวทางที่เลี้ยงอยู่ในมือได้อย่างแอ๊คชั่น ทำให้ ปีเตอร์ ชาน เหมือนรู้สึกว่าตัวเขาอาจจะ "ลื่นไหล" กว่าการไปทำแนวทางอื่นๆ
นี่ยังไม่นับว่า หนังแอ๊กชั่นแบบจีนๆ นั้น มีโอกาสขายได้และเดินทางไกลในตลาดหนังนานาชาติมากกว่า (ซึ่งมีการนำร่องไปแล้วโดย อั้งลี และ จางอี้โหมว) จากที่เล่ามาโดยย่นย่อ
จึงไม่ใช่เรื่องที่เซอร์ไพรส์เมื่อโจทย์เรื่องใหม่มาออกที่อู๋เซียะหรือ Wu Xia ซึ่งจุดพลุได้หลายดอกจากการไปฉายในคานส์เมื่อกลางปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนอาจจะตื่นเต้นอยู่บ้าง แต่ถ้าตามกันมาอย่างต่อเนื่อง เดี๋ยวนี้หนังที่ได้ไปฉายในคานส์ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรแล้ว มีการตลาดตั้งมากมายที่อยู่เบื้องหลังคานส์ ฟิลม์เฟสฯ และแน่นอนว่า การเลือกหนัง
การสนใจภาพยนตร์ของเอเชียและมีพื้นที่ให้ ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ (เพราะทุกปีจะต้องมีหนังจากเอเชียไปฉายเป็นแพ็กๆ อยู่แล้ว)
สิ่งที่น่าสนใจ และเป็นจุดเด่นของ ปีเตอร์ ชาน มากกว่า จากการดูหนังในช่วง 15 ปีที่ผ่านมาก็คือ ความเป็น "เทคนิเชียน" ของเขา หรือนัยหนึ่ง การเป็นจอมเทคนิคการเล่าเรื่องของผู้กำกับซึ่งเคยเป็นครีเอทีฟและหัวหน้าฝ่ายโฆษณาของ
ชอว์ บราเดอร์ในยุค 80 นั่นหมายความว่า ตัวเรื่องหรือ content ในหนัง ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะกรอบของหนังจีนเอง ก็ไม่ได้โดดหรือหลุดออกไปจากพิธีกรรมตัวเอง เรื่องของความรักความแค้น เรื่องของบุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องตามล้าง หรือภารกิจของจอมยุทธ์อะไรนั้น เราต่างคุ้นเคยอยู่แล้ว
ผมกลับสนใจว่า เมื่อปีเตอร์ ชาน ทำหนังรักแบบใหม่จากเถียนมิมี่ (ด้วยการแสดงภาพการสร้างเนื้อสร้างตัวของหนุ่มสาวชาวจีนยุคใหม่) มาจนถึงรูปแบบพลิกแพลงกับหนังเพลงอย่าง perharp love นั้น เมื่อมาถึงหนังเอย่าง wu
xia มันจะออกไปทางไหน เพราะเคยมี crouching tiger hidden dragon และ hero พาไปไกลอยู่พอสมควรแล้ว (และเล่นเอาฮอลลีวู้ดตกอกตกใจ เหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่) wu xia เล่าเรื่องของ หลินจินซี (ดอนนี่ เยน) ช่างทำกระดาษที่ใช้ชีวิตอย่างสงบกับ ภรรยา (ถังเหว่ย)และลูก แต่ในอดีต เขาคือคนที่เคยเป็นนักฆ่าโหดเหี้ยม ซึ่งในเวลาต่อมา ด้วยเรื่องราวบางอย่าง เขาอยากใช้ชีวิตที่สงบสุขกับครอบครัว แต่เพราะเหตุบังเอิญที่เขาพลั้งมือฆ่าโจรที่มาปล้นหมู่บ้าน
ทำให้ทางการส่งนักสืบฝีมือดี อย่าง "ซูไป๋จิว" (ทาเคชิ คาเนชิโร)มาสืบคดี และนั่นทำให้อดีตของเขาเริ่มถูกขุดคุ้ย และแน่นอนว่าความหลังต่างๆ ที่เขาพยายามจะหนีออกไปจากมัน ก็ถูกเปิดโปงไปเกี่ยวโยงกับสมาคมนักฆ่าที่โหดเหี้ยมอย่าง “72 อสูร” ที่มี ซือฟู่ (หวัง อยู่)เป็นหัวหน้า ซึ่งแท้จริงแล้ว หลิวจินซี คือรองหัวหน้าของ “72 อสูร”ที่ตัดสินใจหันหลังให้วงการ และเป็นคนที่ "ซือฟู่" ต้องการทำลายมากที่สุด
ขณะที่ จอห์น วู และ จางอี้โหมว เคยยืมรูปแบบของหนังเพลงพวก musical (เช่น การร่ายรำ, การหมุนตัว, การแยกสีจากเสื้อผ้า) ไปผสานกับหนังของเขา ทำให้งานแอ๊คชั่นมีความสวยงามมากขึ้น ไม่ใช่เปรี้ยงปร้างจากการกาดกระสุน แต่ทำให้การสาดกระสุน มีความอ่อนช้อยขึ้น ...ตัวของปีเตอร์ ชาน กลับเลี่ยงวิธีการแบบนั้น เขาหันไปอาศัยจุดเด่นของสไตล์ suspense ที่เกลี่ยน้ำหนักกับ thriller มาเสริมทำให้ตัวเรื่องฉีกออกไปจากหนังจีนบู๊ๆ
ตามขนบเก่าๆ
ขณะที่ครึ่งเรึ่องแรก ให้เวลาไปกับการเล่าเรื่องเชิงสืบสวน ในครึ่งเรื่องหลัง รูปแบบของหนังเกือบจะเป็น suspense ที่สร้างตัวละครจนเกือบจะเป็นอะไรที่เกินมนุษย์ (โดยเฉพาะพฤติกรรมของคู่ต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดของ หลินจินซี)
ปีเตอร์ ชาน พยายามจะปรับรูปแบบและเทคนิคของหนังสมัยใหม่เข้ามาช่วยอยู่หลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นภาพของรายละเอียด, การเล่าเรื่องแบบย้อนหน้าย้อนหลัง หรือ การใช้สเปเชียลเอฟเฟคท์มาขยายความ ผมชอบฉากแอ๊คชั่นและมุขตลกสอดแทรกที่เขาเอามาใช้ มันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่พอเขาใช้วิธีการแบบหนึ่ง หนังก็มีความน่าดูและสนุกทีเดียวในครึ่งหลัง
แต่ตัวละครในหนังหลายคนดูล่องลอยเกินไป บทของ ทาเคชิ แทบไม่ได้ช่วยให้หนังมีอะไรน่าสนใจเลย (นอกจากคอยเล่าเรื่อง และเป็นผู้ช่วยสร้างความชัดเจนให้คนดู) ประเด็นของหนังหรือรูปแบบ ก็ไม่ถือว่าฉีกออกไปจากขนบที่เราเคยคุ้นมา เว้นแต่ว่า การค่อยๆ สร้างบรรยากาศในหนัง จากมุมหนึ่งไปสู่มุมหนึ่ง ให้มีความน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นสิ่งที่น่าสนใจกว่าทุกอย่าง และแน่นอน เขายังเป็นเทคนิเชี่ยนในการเล่าเรื่อง เหมือนเดิม
หลายคน ผมได้ยินหลายคน รำพึงว่า เมื่อไหร่ ปีเตอร์ ชานจะลองกลับไปทำหนังอย่าง "เถียนมิมี่" อีก
บางที การเอาตัวรอดไปได้อย่างมีคำถาม จากเรื่องนี้ อาจทำให้การถามถึงของแฟนๆ หนังรัก มีความสมหวังในอนาคต เร็วๆ นี้



