บันเทิง

คมเคียวคมปากกา:มนต์รักลูก (พลัด) ทุ่ง:ไพวรินทร์ ขาวงาม

คมเคียวคมปากกา:มนต์รักลูก (พลัด) ทุ่ง:ไพวรินทร์ ขาวงาม

29 ก.ค. 2554

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๘

           สืบเนื่องจากศุกร์ที่แล้ว  พาครอบครัวกลับบ้านช่วงหลังเข้าพรรษา  พาหลานไปเยี่ยมย่า  ตัวเองก็ได้ไปเยี่ยมแม่  ซื้อกับข้าวไปกินกับแม่และพี่น้อง  ก่อนจะเลยไปเยี่ยมเพื่อนๆ  และไหว้พระตามโอกาส
 
          ตอนที่ผ่านไปเยี่ยมบ้านนั้น  ชาวบ้านบ่นว่าฝนไม่ตก  ผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร  เพราะเป็นเรื่องของเทวดาฟ้าดิน  เขาบอกหว่านข้าวไว้แล้ว  ฝนไม่ตก  หญ้าก็ขึ้น  เดี๋ยวนี้ชาวบ้านทำนาหว่านเป็นหลัก  ทำนาดำเป็นส่วนน้อย  จนป่านนี้ไม่รู้ฝนจะตกหรือยัง  อาจตกมากจนน้ำท่วมข้าวในนาเสียหายก็เป็นได้
 
          ตอนนั่งปั้นข้าวเหนียวมื้อเที่ยงกับแม่  ไม่มีอะไรนอกจากหมูหมักเกลือทอด และส้มตำทำเองโดยน้องสาว  แต่กินอร่อยอย่างบอกไม่ถูก  ตอนหนึ่งแม่วัยใกล้เลขแปดพูดเป็นภาษาพื้นถิ่นทำนองว่า  “ลงนาเดี๋ยวนี้  ประมาทไม่ได้  ตายมาหลายคนแล้ว”  ได้ยินแล้วใจหาย  ถามไปถามมา  แม่บอกว่าเพราะ “สารเคมี”  จำพวกฆ่าหญ้าฆ่าแมลงอะไรสารพัด  คนรับจ้างฉีดยาก็ตายมาเยอะ  เจ้าของนาเองลงนาก็ตายมาเยอะ  แค่มีแผลที่เท้าที่แขนหากโดนยาเข้าก็คิดเชื้อตายมาเยอะ  แต่ก่อนมี “โรคฉี่หนู”  ทุกวันนี้ยังแถมด้วยโรคอะไรอีกไม่รู้  แม่ชาวนาผู้เกิดและเติบโตทำนามาจนแก่จนเฒ่า  เล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานฟังด้วยสายตาเรียบเฉย แม่คงชินชาตัวเอง  ห่วงใยลูกหลานอย่างไรก็ลุกขึ้นมาทำอะไรไม่ได้  นอกจากปรับทุกข์
 
          ผมได้ฟังแล้วขนลูก  ตกใจ  ลูกชายผู้พลัดทุ่งไปอยู่กรุงเสียนาน  รับรู้และเข้าใจปัญหาบางด้านเท่านั้น  ทุ่งนา  ชาวนา  กระดูกสันหลังของชาติ  ก็รับวิบากกรรมของตัวเองไปตามวงจรสารพัด  ทั้งการเมือง  การค้า  การบริหารราชการ  ขณะกำลังดีอกดีใจกับข้าวดีปลาดีจากท้องทุ่ง  ใครจะรู้ว่าหายนะภัยอันเกิดจากการกระทำของคนนั่นแหละ  ได้ย้อนตามมารุกราน  กระทั่ง “ทุ่งตาย” หรือ “ดินตาย” “คนตาย”
 
          ทุ่งที่แต่เดิม  ดินที่แต่เดิม  นาที่แต่เดิม...ผมไม่อยากนึกเลย  เดี๋ยวจะเป็นการไปพิรี้พิไรกับอดีตที่มิอาจหวนคืน  เพียงแต่อยากจะบอกว่า  ทุ่งนาทุ่งนี้เมื่อก่อนนั้น  หน้าฝนเวลามีน้ำขังในแอ่งน้ำ  สามารถก้มวักดื่มกินได้อย่างสบายปากสะดวกใจ  วันนี้...แค่ลงลุยน้ำในนา  ก็อาจเจ็บป่วยล้มตายได้  อย่างน่าอนาถ
 
          วันก่อน  นั่งรถไฟผ่านทุ่งนาแห่งหนึ่งแถวนครปฐม  เห็นดอกกระถินริมรางรถไฟ  ให้คิดถึง “หอมเอย  หอมดอกกระถิน...”  เห็นทุ่งนาเขียวๆ ไกลออกไป  และเห็นคนสวมหมวกโพกผ้าเรียงแถวกันถือเครื่องฉีดพ่นอะไรสักอย่าง  ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาฉีดพ่นคืออะไร  แต่ภาพที่เราเห็นในระยะไกล  คนเหล่านั้นดูเหมือนทหารกำลังถือปืนรุกคืบในสมรภูมิ  ตามที่เคยเห็นในหนังสงครามทั่วไป 
 
          ได้ยินว่า  ในแถวภาคกลาง  ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเจ็บป่วยล้มตายเพราะยาฆ่าหญ้าฆ่าแมลง  รวมทั้งชาวนาภาคอื่น  ไม่เพียงแต่ภาคอีสาน  เท่าที่เคยเทียวไปเทียวมาหลายถิ่นหลายที่  ไปเยี่ยมชาวบ้านปลูกหอมปลูกกระเทียมส่งตลอดใหญ่ เขาก็ร้องทุกข์เรื่องสารกำจัดศัตรูพืช  ไปเยี่ยมชาวบ้านปลูกพริกส่งตลาดเมือง เขาก็ได้รับเคราะห์กรรมจากยาฆ่าแมลง  บางคนเล่าถึงขนาดว่า...บางครอบครัว  พอปลูกหอมกระเทียมขายพอมีรายได้ปลูกบ้านซื้อรถ  ผัว-เมีย-ลูก ไม่คนใดคนหนึ่งก็ต้องตายจาก  เหมือนหมู่บ้านมีสงครามกระนั้น
 
          ผมจนใจ  ไม่มีความรู้เรื่องแก้ปัญหา  เพราะดูเหมือนเกษตรกรจะถูกต้อนเข้าสู่วงจรล่มสลายที่ถอนตัวไม่ขึ้น  มีแต่ต้องทำไป  เสี่ยงไป  หลีกเลี่ยงกันไป  พอให้มีกินและรอดตายตามกำลัง  ภาครัฐ  ภาคราชการ  ภาคพ่อค้าการเกษตร จะมองเห็นปัญหาอย่างไรไม่รู้  แต่ผมรู้สึกว่าในกระแสการเร่งผลิตเร่งขายนั้น  เงินที่พอได้ไม่มากไม่น้อย  มันแถมมาด้วยเรื่องน่าเศร้าโดยที่เราไม่อยากได้อีกมหาศาล
 
          เร่งพริกให้เผ็ด  เร่งหมูให้แดง  เร่งปลา  เร่งเป็ด  เร่งไก่  กระทั่งเร่งเด็กให้โตเกินวัย...ปัญหาสังคมที่ทับถมกันมากมายก่ายกองจนยากจะแก้ไขวันนี้  มันมีที่มาที่ไปที่ยาวนาน  ในทุกรัฐบาลที่เคยขึ้นมาบริหารประเทศ  ใครสัญญาว่าจะแก้นั่นแก้นี่ได้ในทันทีนั้น  ผมไม่เชื่อ...เอาแค่ว่าชาวนาที่เจ็บป่วยล้มตายทุกวันเพราะยาฆ่าหญ้าฆ่าแมลงนี่  ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นดอก  มันยกระดับความรุนแรงมาหลายปีแล้ว  ชนิดที่ผู้กินข้าวดีปลาดีที่ซื้อจากห้างสรรพสินค้าหลายคนอาจจินตนาการไม่ออกถึงความจริงที่ปวดร้าวเหล่านั้น 
 
          กลับบ้านนอก...เยือนบ้านนา...บางทีก็ร้องเพลงชมทุ่งไม่ออกดอกครับ!