บันเทิง

มองผ่านเลนส์คม:12 ปีวันภาษาไทยแห่งชาติ

มองผ่านเลนส์คม:12 ปีวันภาษาไทยแห่งชาติ

28 ก.ค. 2554

มองผ่านเลนส์คม:12 ปีวันภาษาไทยแห่งชาติ

          วันภาษาไทยแห่งชาติเวียนมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลได้มีมติเมื่อปี 2542 เห็นชอบให้กำหนดวันนี้ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ซึ่งเท่ากับว่า ครบ 12 ปี พอดี
 
          สำหรับเหตุผลที่เลือกวันที่ 29 กรกฎาคม เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ นั้นเพราะตรงกับวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปเป็นประธานและทรงร่วมอภิปรายในหัวข้อ "ปัญหาการใช้คำไทย" ในการประชุมทางวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2505
 
          สำหรับพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในครั้งนั้น มีใจความตอนหนึ่งว่า "เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้... สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก..."
 
          ครั้นต่อมาในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ได้ทรงมีพระบรมราโชวาทตอนหนึ่งว่า
 
          "ในปัจจุบันนี้ปรากฏว่า ได้มีการใช้คำออกจะฟุ่มเฟือย และไม่ตรงกับความหมายอันแท้จริงอยู่เนืองๆ ทั้งออกเสียงก็ไม่ถูกต้องตามอักขรวิธี ถ้าปล่อยให้เป็นไปดังนี้ ภาษาของเราก็มีแต่จะทรุดโทรม ชาติไทยเรามีภาษาของเราใช้เองเป็นสิ่งอันประเสริฐอยู่แล้ว เป็นมรดกอันมีค่าตกทอดมาถึงเราทุกคนจึงมีหน้าที่จะต้องรักษาไว้ ฉะนั้นจึงขอให้บรรดานิสิตและบัณฑิต ตลอดจนครูบาอาจารย์ได้ช่วยกันรักษาและส่งเสริมภาษาไทย ซึ่งเป็นอุปกรณ์และหลักประกันเพื่อความเจริญวัฒนาของประเทศชาติ"
 
          กิจกรรมในวันนี้ จึงต้องการปลุกจิตสำนึกของคนไทยให้ตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทย ร่วมใจกันส่งเสริม อนุรักษ์ภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป
 
          ปัจจุบันนี้สื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญที่สุดที่จะช่วยกันดูแลภาษาของเราและเป็นตัวอย่างที่ดีให้คนรุ่นหลังเป็นอย่างมาก และอีกสิ่งหนึ่งคือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เด็กรุ่นใหม่ยึดเป็นสรณะแทนการเข้าห้องสมุดไปแล้ว
 
          สื่อเองก็ปรับตัวโดยการมีเครือข่ายทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งสิ่งหนึ่งที่อยากให้ตระหนักกันมากๆ คือ การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ชัดเจน โดยผู้ขียนไม่ได้ปฏิเสธการหยิบยืมคำต่างประเทศมาใช้บ้างในจังหวะที่เหมาะสม แต่หากคำใดมีคำไทยอยู่แล้วก็ควรนำมาใช้จะดีกว่า
 
          นึกชื่นชมละครโทรทัศน์ไทยย้อนยุคหลายเรื่องที่ผู้เขียนบทนำคำไทยๆ โบราณที่ไพเราะมาใส่ปากตัวแสดง จนวัยรุ่นนำไปพูดกันติดปาก คำไทยหลายคำมีเสน่ห์และมีสร้อยคำด้วย หลายวันก่อนพูดกับเด็กรุ่นใหม่ที่เป็นหัวหน้าฝ่ายผลิตรายการโทรทัศน์ดาวเทียมช่องหนึ่ง ผู้เขียนใช้คำว่า ”หยอกเอิน” กับคู่รักคู่หนึ่ง ซึ่งคำนี้ แปลว่า การหยอกในทำนองชู้สาว เด็กเขางงว่า พูดอะไร เพราะรู้จักคำว่าหยอก แต่ไม่รู้จักคำว่าเอิน ซะงั้น
 
          คำไทยมีมากมายและรุ่มรวย อยู่ที่ว่าจะหยิบมาใช้กันหรือเปล่า และฝากเอาไว้ว่า รัฐบาลอย่าตื่นตัวเฉพาะวันภาษาไทยแห่งชาติวันนี้เท่านั้น ควรทำงานเป็นแผนระยะยาวตลอดไป