บันเทิง

มองนอกดูใน:ปาฏิหาริย์มีจริงเสมอ

มองนอกดูใน:ปาฏิหาริย์มีจริงเสมอ

27 ก.ค. 2554

มองนอกดูใน:ปาฏิหาริย์มีจริงเสมอ

          “ผมจะนำน้องๆ กลับมาให้ได้ภายในวันนี้ด้วยตัวของผมเอง” คือประโยคสุดท้ายที่ พลตรีตะวัน เรืองศรี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 กล่าวเมื่อครั้งบรรยายสรุปเหตุการณ์ให้สื่อมวลชนฟัง ครั้นสื่อฯ พยายามขอติดตามเข้าไปทำข่าวในพื้นที่ ก็ได้บอกสื่อฯ ว่า “อย่าตามไปเลย เดี๋ยวก็ตกกันหมด” แล้วภารกิจค้นหาศพ 5 นักบิน ของพลตรีตะวันพร้อมคณะ และช่างภาพของททบ. 5 รวม 9 ชีวิต ก็เริ่มขึ้น เฮลิคอปเตอร์ ‘แบล็กฮอว์ก’ มุ่งหน้าสู่บริเวณเป้าหมายด้วยหัวใจของโพธิสัตว์ และลมหายใจที่ศักดิ์สิทธิ์เพราะจิตที่ไม่ขุ่นมัว แต่ไม่นานหลังจากนั้นก็ขาดการติดต่อกันไปอย่างไม่ทราบชะตากรรม ทีมค้นหาทีมใหม่เริ่มปฏิบัติการค้นหา ด้วยความหวังที่ว่าจะพบผู้รอดชีวิต ทว่าราวเที่ยงของวันเสาร์ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็พบซากเฮลิคอปเตอร์ ‘แบล็กฮอว์ก’ และศพทั้ง 9
 
          ข่าวนี้เป็นข่าวที่สะเทือนใจคนทั้งประเทศ เช้านี้ถ้าคุณตื่นขึ้นมาแล้วคุณไม่มีสติอารักขาจิต แม้คุณจะมีชีวิตอยู่ คุณก็อยู่อย่างไม่รู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ต่างอะไรกับการตายทั้งเป็น ผิดกับคนที่ตื่นขึ้นมาในวันนี้ที่แม้จะเป็นวันสุดท้าย แต่ยังเป็นวันสุดท้ายที่เขารู้ตัวทั่วพร้อม และเขายังดำเนินชีวิตในฐานะผู้กล้า หากถามว่าถ้าทั้งลำนั้นรู้ตัวว่าจะไปตาย เขาจะไปไหม ญาติเขาจะให้ไปไหม แล้วถ้าเป็นเราล่ะ หากรู้ว่าไปช่วยคนอื่นแล้วเราต้องตาย เราจะไปไหม ทุกคนก็มีความเห็นเฉพาะตัวกันอยู่ ฉะนั้น สิ่งที่เราจะต้องรู้ไว้คือการมองเรื่องนี้แล้วโอปานยิโก คือลมหายใจนี้เป็นลมหายใจสุดท้ายของเราเสมอ บอกตัวเองเลย อยู่อย่างเป็นสุขเถอะ อย่าอยู่อย่างรอว่าต้องให้ได้ดังใจแล้วจึงจะเป็นสุข อย่าต้องให้คนนั้นคนนี้เปลี่ยนอย่างที่ฉันอยากให้เปลี่ยนแล้วจึงจะเป็นสุข ลองเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา จากการแสวงหาความสุขมาเป็นสุขที่ไม่ต้องมีข้อต่อรองใดๆ ใครจะให้ ใครจะไม่ให้ ใครจะเข้าใจ ใครจะไม่เข้าใจ นั่นเป็นเรื่องโลก แต่เรื่องที่เราต้องทำคือการเข้าถึงธรรม คือหายใจอย่างมีสติ เอาสติมาอารักขากาย อารักขาใจให้เป็นสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้ เพราะลมหายใจหน้าไม่มี ซึ่งถ้าลมหายใจหน้าไม่มี แล้วจะอยู่แบบลุ่มๆ ดอนๆ อย่างที่เป็นอยู่นี้ไปทำไม มามีชีวิตอยู่อย่างเป็นปกติดีกว่า เพราะฉะนั้น อยู่อย่างเป็นปกติ หายใจอย่างเป็นสุข ทุกลมหายใจ งานที่รับผิดชอบก็จะจบเป็นขณะๆ จิตทรงไว้ซึ่งความเป็นปกติทุกขณะ งานเสร็จทุกขณะ ไม่มีความสับสนยุ่งเหยิงในการงาน 
 
          สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีใครไม่เสียใจ ทุกคนเสียใจ แต่การเสียใจครั้งนี้ต้องเอามาเป็นปุ๋ยให้ได้ ต้องจัดใจเราเพื่อเข้าใจการสูญเสียครั้งนี้ มองเหตุการณ์ข้างนอกแล้วดูข้างใน คือลองถามใจตัวเองดูว่า เราจะเตรียมตัวอย่างไรอย่างคนที่จะใช้ชีวิตให้ดีที่สุดก่อนตาย หรือเราจะตายอย่างไรให้ดีที่สุด ซึ่งการอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างไม่ประมาทที่สุดก็คือการเตรียมตัวตายที่ดีที่สุด วันหนึ่งเราทุกคนต้องพบกับการเดินกลับมาไม่ได้ ฉะนั้น ต้องฝึกให้ลูกหลานของเรามีชีวิตอยู่ในลมหายใจแห่งสติ อย่าประมาท ก่อนจะออกจากบ้าน เราลาแม่แล้วหรือยัง เราพูดกับแม่อย่างมีความโกรธอยู่หรือไม่ คิดบ้างหรือไม่ว่าวันนี้ออกจากบ้านมา เราอาจจะกลับไปโดยไม่มีแม่รออยู่ หรือเราอาจไม่มีโอกาสกลับบ้านไปหาแม่ แล้วทำไมเราไม่คลี่คลายหัวใจของเราเสียก่อนที่จะเดินออกจากบ้านไปล่ะ กอดกันก่อนดีไหม จะได้ไม่รู้สึกว่าต้องเสียดายอะไรอีกหากต้องจากกัน  
 
          ทุกลมหายใจเข้า...เรามีลมหายใจที่สั้นลง ทุกลมหายใจออก...เราเขยิบไปถึงความตายอีกก้าวหนึ่งแล้ว ในทุกลมหายใจเข้าออกของเรา...เราอยู่กับคนที่เรารักสั้นลง คนที่เรารักอยู่กับเราน้อยลง...
 
          มาใช้ชีวิตให้สมควรกับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์เถิด เพราะศักยภาพสูงสุดของการได้พัฒนาจากคนเป็นมนุษย์ คืออยู่เหนือความทุกข์ได้ ความทุกข์มีอยู่ ความจากพรากมีอยู่ การตายมีอยู่ แต่ใจต้องเป็นอิสระจากการร่ำไห้รำพันให้ได้ เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะเผชิญอย่างมีสติได้อย่างไร...
 
          ปาฏิหาริย์มีจริงเสมอ...แม้แต่จะเจอแค่เพียงร่างกายที่ไร้ลมหายใจ
 
          และสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ทำให้ข้าพเจ้าหวนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว วันที่ 26 กรกฎาคม 2546 ผู้หญิงคนหนึ่งในชุมชนเสถียรธรรมสถานอาสาออกไปซื้อผลไม้ให้ผู้ปฏิบัติธรรมรับประทาน เธอยืนอยู่หน้าเสถียรธรรมสถานในเวลาราวตี 5 ครึ่ง เช้าวันนั้นไม่มีใครคาดคิดว่าจะเป็นการออกไปอย่างไม่ได้กลับเข้ามาอีกเลยของเธอ เพราะจู่ ๆ มอเตอร์ไซค์ที่คนขี่เมาค้างก็พุ่งเข้าชนเธออย่างจัง เธอกระเด็นไปไกล 1 เสาไฟฟ้าแล้วเสียชีวิตทันที เธอไม่มีเวลาบอกกล่าวลาใครเลย ผู้หญิงคนนี้ชื่อ ‘บุญรอด’ ข้าพเจ้าเลี้ยงบุญรอดมาตั้งแต่อายุ 13 เธออยู่ในชุมชนของเรามากว่า 10 ปี แยกทางกับสามี มีลูกชายอายุ 7 ขวบ วันนั้นเป็นวันที่ชาวชุมชนเสถียรธรรมสถานได้เห็นการตายที่ไม่ตายของพี่น้องในชุมชน แม้จะเป็นการตายของคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ไม่ธรรมดาเลยในความรู้สึกของเพื่อนชาวชุมชน แน่นอนว่าทุกคนเสียใจ แต่สิ่งที่ยากที่สุดในตอนนั้นก็คือ การจะบอกเด็กน้อยผู้เป็นลูกชายอย่างไรให้หัวใจของเขาไม่เจ็บปวด ให้หัวใจของเขาเป็นผู้กล้าขึ้นมา  
 
          8  ปีผ่าน บุญรอด ผู้หญิงยอดกตัญญูและทุ่มเทกับการทำงานคนนี้ไม่เคยไปไกลจากความรู้สึกของพี่น้องในชุมชนฯ เลย  คุณช่อผกา วิริยานนท์ และทีมงาน ได้นำเรื่องราวของบุญรอดมาทำให้เธอกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และทำให้เธอได้ทำมหากุศลในการสร้างสาวิกาสิกขาลัย ในหนังสั้นเรื่อง ผู้หญิงคนนี้ ไม่อยากชื่อบุญรอด  ซึ่งเป็น 1 ในหนังสั้น 7 เรื่องในชุด  ความรัก ศรัทธา ปาฏิหาริย์ และสิ่งที่จะมองข้ามไปเสียมิได้เลยก็คือ เพลงประกอบหนังสั้น ชื่อ ความรัก ศรัทธา ปาฏิหาริย์ ซึ่งได้ คุณธเนส สุขวัฒน์ แต่งเนื้อร้อง และ คุณแอม เสาวลักษณ์  ลีละบุตร ขับร้อง ที่ไพเราะอย่างยิ่ง ทั้งนี้จะเปิดให้โหลดริงโทนได้เร็วๆ นี้ เพียง 1 คลิกที่กดโหลดเพลง ความรัก...ศรัทธา...ปาฏิหาริย์ คุณจะเป็น 1 คนที่ได้ร่วมมหากุศล สร้างสาวิกาสิกขาลัย มหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคม
 
          แม้บุญรอดจะจากไปแล้ว แต่ชีวิตของเธอไม่เคยหยุดสร้างปาฏิหาริย์ 
          ปาฏิหาริย์มีจริงเสมอ 
          ธรรมสวัสดี
"แม่ชีศันสนีย์ เสถียนสุต"