บันเทิง

เรื่องหมูหมู

เรื่องหมูหมู

24 ก.ค. 2554

มันจะต้องเป็นอย่างที่ผมคิดไว้ อย่างคนพวกนั้นไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้

๑ พอย่างเท้าเข้าสู่หย่อมบ้านนั้น    เมฆฝนที่ก่อตัวครึ้มมาก่อนหน้าก็เริ่มโปรยปราย    มองไม่เห็นภูเขา   สวนชาสองข้างทางดูเริงร่าเต้นรำรับเม็ดฝน   ผมกับเพื่อนรีบวิ่งไปหลบหน้าบ้านหลังหนึ่งที่แวดล้อมด้วยบ้านอีกสี่ห้าหลังติดกัน    บ้านชั้นเดียวก่ออิฐไม่ได้ฉาบ   มีแคร่อยู่หน้าบ้าน   เจ้าของบ้านหญิงวัยห้าสิบยืนฉีกยิ้มเมื่อมองเห็นว่าเป็นเรา  ปากแกแดงด้วยเคี้ยวหมาก

“มาหยังครู”
“มาทำน้ำ   น้ำไม่ไหล   สงสัยหัวน้ำจะตัน”
“ครูก็เป็น  ภารโรงก็เป็นเนาะ   อย่างนี้เด็กๆ จะเรียนกับไผ”

          ผมกับเพื่อนหัวเราะออกมาพร้อมกัน   ช่างเป็นถ้อยคำที่กัดกินใจไม่น้อย   ภารโรงมีก็เหมือนไม่มี   ลาไปทำธุระที่ไหนไม่รู้   หลายวันมาแล้ว   ภาษานินทาว่าหายหัว   น้ำไม่ไหลก็เดือดร้อนกันไปหมด  ทั้งน้ำอาบ  ทั้งน้ำชำระล้าง  คนอยู่เบื้องบนก็สั่งมายังคนที่อยู่เบื้องล่างให้ไปจัดการ   เดือดร้อนพวกผมนี่แหละ  นึกถึงภารโรงแล้วทำให้ผมหงุดหงิดขึ้นมาทันที   ถ้าไม่เป็นเพราะภารโรงหายหัว   ผมก็ไม่ต้องลำบาก

          “ฝนมันตกมาหลายวัน   คงมีอะไรไปอุดหัวน้ำละมั้งครู  เรื่องหมูหมู   ดื่มน้ำชากันก่อน   เดี๋ยวจะไปชงให้”
 ผมมองหน้าเพื่อน  ยิ้มรับไมตรี   เราพากันทรุดนั่ง  สะบัดหัวไล่น้ำ   มองดูฝนที่เริ่มจะซาลง   หัวน้ำไปอีกไม่ไกลนัก   เวลายังเหลือถมเถ   นาฬิกาเพิ่งจะบอกเวลาบ่ายโมงสิบห้า  เรายังไม่เร่งรีบกลับโรงเรียน

          “เอาให้มันครบวันนะ   ไหนๆ ก็มาแล้ว   ไม่อยากจะไปประชุม”
 เพื่อนยิ้มรับ  ทุกวันอังคารหลังเลิกเรียนผอ.มักจะเรียกประชุม บรรยากาศในการประชุมก็ไม่น่าจะอภิรมย์นัก  เถียงกันไม่รู้จักจบสิ้น  น่าเบื่อหน่าย  ผมเปลี่ยนเรื่องคุย

          “ที่นี่มีบ้านอยู่ไม่เกินสิบหลัง   เขาเรียกกันว่า   ปางเลามัน”
 ให้ความรู้เพื่อน   เขาเพิ่งมาบรรจุไม่กี่เดือน   ด้วยอุปนิสัยที่ง่ายๆ   ไม่ค่อยมีปากมีเสียงอันใดกับใคร   ก้มหน้าก้มตาทำงานในส่วนที่รับผิดชอบ  เขามีอารมณ์ขันพอตัว   เราจึงเข้ากันได้เป็นปี่เป็นขลุ่ย   

          “ส่วนใหญ่เป็นมูเซอ   มีคนเมืองสักสองหลัง   ผมมาเที่ยวบ่อย   เวลามีงานเลี้ยง   บางทีผมก็เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า  ปางเราเมา”

          เพื่อนหัวเราะ   พอดีกับป้าเจ้าของบ้านยกน้ำชามา   ควันร้อนกรุ่นกับชากลิ่นหอมมาพร้อมกับแก้วใส  เข้ากันดีกับบรรยากาศยามฝนพรำ   จิบชา  มองเม็ดฝนที่หยดลงบนแผงโซล่าเซล   ที่นี่ใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์    พอฝนซา  เราจึงลาเจ้าของบ้าน  เดินลัดเลาะข้างบ้านลงไปยังลำห้วย  หลังบ้านของพวกเขา   มีเล้าหมูอยู่สามคอก   มุงหญ้าคาตีปะด้วยกาบไม้   เสียงหมูดำร้องกันอู๊ด อู๊ด ขึ้นเนินผ่านสวนชา   ไม่ไกลนักก็ถึงหัวน้ำ

          ส่วนใหญ่ที่นี่จะใช้ระบบประปาภูเขา   อาศัยความสูงของหัวน้ำไหลผ่านท่อประปาขนาดสี่นิ้วแล้วทดลงเหลือสองนิ้ว   บีบอัดด้วยแรงไหลของน้ำลงเนินขึ้นเนิน   ในที่สุดก็ถึงโรงเรียนที่ห่างออกไปสามกิโลเมตร   ช่างเป็นการคิดค้นที่เรียบง่ายอย่างคาดไม่ถึง

          ทางเดินยังพอมองเห็นเป็นทางเดิน   หญ้าสองข้างทางมักจะปล่อยเมล็ดพันธุ์ติดกางเกงของเรา  หลายปีก่อนทากเยอะมาก  ฝนพรำอย่างนี้ไม่มีใครกล้ามา  แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีให้เห็น   คงจะเป็นอย่างที่ปู่ทีชาวบ้านนี้ที่ว่า   มันหายไปพร้อมกับวัว   หรือไม่ก็แพ้ยาฆ่าหญ้า  ผมว่าอย่างหลังซะมากกว่า
 ฝนซา  ฟ้าเริ่มเปิด   ม่อนดอยเบื้องหน้า  นอกจากสวนชาแล้วก็โล่งเลี่ยน   มีต้นข้าวโพดกำลังจะงอกงาม   เป็นไปตามกระแสราคาตลาด   ชีวิตของผู้คนที่นี่แม้จะไม่เร่งรีบเหมือนคนในเมือง   แต่ราคาข้าวโพดที่ถีบตัวสูงขึ้นเมื่อสองสามปีมานี้   มันก็ถีบพวกเขาให้ออกจากบ้านมาถางทำไร่ข้าวโพดเพื่อหาเงินด้วยเช่นกัน

          เราเดินจนถึงหัวน้ำ    บริเวณที่น้ำซับจากภูเขาลูกใหญ่ไหลรวมเป็นต้นน้ำ   ใช้ท่อน้ำขนาดกว้างแปดสิบเซนติเมตรสองท่อเจาะรูข้างๆ   ต่อท่อประปาขนาดสี่นิ้วไว้ข้างล่าง  หลังที่วางท่อเราก่อซีเมนต์ทำเป็นฝายกั้น   ถ้าน้ำไหลเข้าเต็มท่อ  แรงอัดจะพาน้ำลงไปโรงเรียนได้  
 ตอนนี้น้ำไหลเข้าท่อแค่เศษหนึ่งส่วนสี่   รูที่เจาะไว้มีเศษหญ้าเศษใบไม้ขวางกั้นอยู่  พอช่วยกันเอาออก  ปากท่อก็ดูดน้ำเข้าจนเต็ม   ภารกิจตรงนี้ก็เสร็จสิ้น  คงจะเป็นอย่างที่เพื่อนผมว่า

 “เรื่องหมูๆ”
 ตอนเดินออกมาถึงเล้าหมู   พวกเขากำลังถกเถียงกันเรื่องบางอย่าง    จากเสียงที่ดังพอสมควร   ผมคาดคะเนว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดีนัก   พอไปใกล้  จึงเห็นเจ้าของบ้านอีกหลัง   ชี้ให้ป้าเจ้าของบ้านที่เราไปพักหลังแรกดู

“จะทำยังไงล่ะทีนี้   หมูป้ามากัดหมูน้อยเฮา”
“ก็หมูมันตายไปแล้ว   จะทำยังไงล่ะ  อีนาบู”

          เสียงป้าดังขึ้นมาบ้าง  เราสองคนรีบเดินผ่านไม่กล้าแวะคุย   มีคนเดินเข้ามาสบทบ    ผู้ชายวัยห้าสิบกว่าชื่อจะกอซึ่งเป็นผัวป้า   กับชายหนุ่มวัยสามสิบปลายๆ ที่ชื่อจะแนะนั่นผัวนางนาบู   เด็กเล็กๆ ไม่สวมเสื้อผ้าเดินล่อนจ้อนตามผู้ใหญ่เข้าไป  เสียงพูดคุยยังดังมาจากข้างหลัง

“ลูกหมูมันก็ซื้อก็หามา   จะทำยังไง”

          ผมบอกเพื่อนให้รีบเดิน   หนึ่งคือไม่อยากรับรู้เรื่องที่พวกเขาทะเลาะกัน   สองนั้นเรายังต้องไปตรวจไล่ลมท่อประปาที่สะพานข้ามห้วย   

 ๒ งานนี้ไม่หมูอย่างที่คิด   ที่สะพานข้ามห้วย  เปิดก๊อกไล่ลมแล้ว  น้ำยังมาไม่ถึง   สันนิษฐานได้เพียงประการเดียวว่า   มีรอยรั่วตรงไหนสักแห่งระหว่างหัวน้ำจนมาถึงสะพาน  ไอ้คำว่าตรงไหนสักแห่งนั้น  มันคือลำห้วยที่ทอดตัวคดเคี้ยวซอกซอนม่อนดอย   ที่เราไม่อยากบุกป่าฝ่าพงเข้าไปเลย
 แต่จะอย่างไร  เราก็ต้องไป

          พอเดินย้อนกลับเข้าปางเลามัน   ฝนเริ่มลงเม็ดโปรยปรายอีกครั้ง  เราเปียกกันทั้งตัวอยู่แล้วจึงไม่เกรงอันใดอีก   แยกเข้าสวนชา   ลงห้วย  ท่อประปาของเราก็โผล่ให้เห็น  ภารกิจของเราก็คือ เดินไล่ขึ้นไปจนกว่าจะเจอรอยรั่ว ท่ามกลางเสียงฝน  เสียงแหวกดงหญ้า  รวมทั้งเสียงย่ำเท้าของเราสอง   ผมนึกไปถึงเรื่องหมูที่บ้านปางเลามันอีกครั้ง

 ๓ “มันหลายครั้งแล้วนา   ป้า   หมูป้ามันมากัดหมูเฮา   ยังไงมันก็ไม่ถูก”
 “จะให้ถูกยังไงล่ะ  ก็หมูมึงมันเข้ามาเล้าของหมูป้า   หมูป้าก็กัดเอาน่ะสิ   จะโทษใครได้”
 “ป้าลองคิดดูนา  หมูตัวนี้ข้าก็ซื้อมา   หมดเงินหมดทองไปกับมันก็หลาย  ไหนจะค่าอาหารมันอีก  อย่างใดป้าก็ควรจะจ่ายเงินให้ข้านะ”                                                                               “เอ   อีนาบู  มึงนี่พูดจาไม่เข้าใจใช่ไหม   อย่างใดอย่างใด  ป้าก็บ่จ่าย”
 “ป้าจะไม่จ่ายจริงๆใช่ไหม   จะแนะมานี้ก่อน   รื้อคอกหมูทิ้งซะ   ไม้พวกนี้มันมาจากไร่เฮา”
 “เออ   รื้อก็รื้อเลย   จะกอ   เอาท่อประปาบ้านเขาออก  นั่นมันก็ท่อประปาเฮา”
 “จะเอาอย่างนี้แม่นก่อ   สูจะเอาอย่างนี้แม่นก่อ  ดีดีดี   อย่างนี้มันต้องเอากันสักตั้ง   ปล่อยไว้หลายครั้งแล้ว   อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไม่ได้   ก็ไม่ต้องอยู่กัน”
 “แน่จริงก็เขามาสิ   นึกว่าใครจะกลัวมึงเหรอ”
 “กูไม่กลัวมึงแน่  อีแก่   วันนี้แหละจะได้เห็นดีกัน   คราวก่อนก็เรื่องเสื้อแดงทีละ   หาว่าเฮาเสื้อแดง   เฮาเสื้อแดงแล้วจะเป็นยังไง”
 “มึงมันโง่   ถูกเขาหลอกใช้”
 “ทีมึงล่ะ   พ่อหลวงบ้านหลอกไปเที่ยวกรุงเทพ ฯ ที่แท้ก็ธรรมกาย   มึงมันเป็นคริสต์  เห็นแก่เงินห้าร้อยบาท  ถูกเขาหลอกเพราะอะไรล่ะ”
 “ทีมึงโกงเงินค่าคะแนนหาเสียงอบต.ล่ะ  กูยังไม่ว่า   มึงนึกเหรอว่ากูไม่รู้   เค้าให้มาหัวละสามร้อย   มึงเอามาแจกเขาร้อยห้าสิบนั่นน่ะ”
 “แล้วจะทำไมล่ะ  มีอะไรมั้ย  มีปัญญาทำอย่างข้าหรือเปล่า”
 “มึงเข้ามาเลย   เข้ามาเดี๋ยวนี้”

 ๔ “ยิ้มอะไรอยู่คนเดียว” เพื่อนผมดึงผมกลับมาสู่ลำห้วยอีกครั้งด้วยประโยคนั้น 
 “เปล่า  ไม่มีอะไร  คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ” เราเดินเลาะห้วยต่อไป   ลำห้วยที่กว้างประมาณเมตรกว่า  สองฝั่งคือแก่งหิน   เถาวัลย์ต้นใหญ่วางพาดเกะกะข้ามฝั่งไปมา   น้ำห้วยใสเย็นไหลผ่านหินก้อนใหญ่ก้อนน้อย  เรายังเดินสวบสาบต่อไป   พอไม่มีอะไรคุย  ท่ามกลางความเงียบของเราสอง   ผมก็ไม่วายคิดก่อต่อเติมเรื่อง

          ภาพเหตุการณ์ที่สร้างไว้ในหัวดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง  หลังปลุกปล้ำจิกผมล้มลุกคลุกคลาน   นาทีถัดมาไม่ใครก็ใครคงจะห้ามนางทั้งสองให้แยกจากกัน   ผัวของนางทั้งสองเองอาจจะชกต่อยกันชุลมุน   ใครบางคนวิ่งเข้าไปในครัวแล้วก็ออกมาพร้อมกับมีดปลายแหลมในมือ  เลือดเปรอะนองพื้นลานบ้าน   เสียงร้องไห้ระงมของเด็กน้อย  กับเสียงโฮลั่นของผู้หญิง  ตำรวจคงจะมาช้าเป็นปกติ   ภาพข่าวในหนังสือพิมพ์วันพรุ่ง   แล้วเพื่อนบางคนของผมก็อาจจะโทรมาถามเหตุการณ์เมื่อเห็นข่าว นาทีนั้น   ผมคิดต่อไปว่าจะเล่าเรื่องนี้ให้เขาฟังยังไงดี  
 “น้ำมันรั่วตรงนี้ไง   ท่อมันแตก”

          เพื่อนของผมว่า   พลางจับท่อชูให้ดู  น้ำไหลลงจากท่อตรงนั้น  มิน่ามันถึงไปไม่ถึงจุดตรวจไล่ลม   เราช่วยกันเช็ดท่อให้สะอาด  ควักกาวกระป๋องเขียวมาเปิดฝาทา   จับให้แน่น  ไม่นานน้ำก็เดินไปยังเส้นทางที่ควรเดินของมัน
 มองข้ามห้วยไปข้างหน้า   เห็นหย่อมบ้านปางเลามันอยู่ถัดจากต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนัก  เดินลากขาเลาะห้วยต่อไป  แขนมีแต่รอยหญ้าบาด  แสบๆ คันๆ เหน็ดเหนื่อยและกระหายน้ำจนสุดจะทานทน  เราจะไปหาน้ำดื่มกันที่นั่น  ระหว่างที่เดินไป  ผมหวังว่าเรื่องราวที่ผมคิดไว้ในหัวคงจะไม่เกิดขึ้น  มองดูนาฬิกาในมือ  เกือบจะห้าโมงเย็น

 ๕ “มา  ครูมา  มากินด้วยกัน”
 ใบหน้าเปื้อนยิ้มของจะแนะกับคำชักชวนของจะกอ  ทำเอาผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจที่คิดไปในทางไม่ดีก่อนหน้า   นาบูกับป้าเองก็นั่งหัวเราะพูดคุยราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น  เด็กๆ หัวเราะกันอย่างมีความสุข  ในมือมีหมูย่างคนละชิ้น  แก้มเปื้อนคราบมันหมู นั่งยืนล้อมรอบวงเหล้าขาวที่พวกผู้ใหญ่นั่งกัน  กองไฟถ่านยังคุ   หมูย่างยังเหลือวางอยู่บนตะแกรง  เราทั้งสองทรุดนั่งบนแคร่   รับแก้วเหล้าขาวมาดื่ม  หยิบชิ้นหมูย่างตามลงคอไป  หอมๆ มันๆ เค็มๆ   แล้วก็ตบตูดด้วยน้ำ  จะแนะว่า

          “กินเยอะๆ นะครู  เหล้าของลุงจะกอ   ส่วนหมูน่ะของผม  ไหนๆ มันก็ตายไปแล้ว   เอามากินเลี้ยงกันดีกว่า    เพื่อนบ้านกันไม่อยากจะมีเรื่องมีราว”
 ผมพยักหน้าว่าเข้าใจ   แม้จะไม่เชื่อสนิทนัก    เรานั่งดื่มกินกันไปเรื่อย   ช่วงหนึ่งของการสนทนา   เพื่อนของผมบอกว่า   ภารโรงโทรมาเมื่อเช้านี้  เขาลาไปผ่าตัดหลัง   ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่น้อยที่คิดไปในทางที่ว่า  เขาหนีงาน   แล้วก็ทิ้งให้ผมลำบาก   ยกแก้วเหล้าขาวอีกแก้ว  มองดูเหล้าในขวดพร่องลง   ควักกระเป๋ากางเกงให้จะแนะอีกสี่สิบบาท   ให้ไปซื้อเหล้าขาวมาอีกขวด   ด้วยความเต็มใจ

          เวลาผ่านไปจนรอบข้างมืดสลัว   ผู้หญิงกับเด็กแยกย้ายกันไปหมดแล้ว  เหลือแต่ผมกับเพื่อนและผู้ชายอีกสามสี่คน   เหล้าหมดไปหลายขวดแล้ว   ผมกำลังเมาได้ที่   ใครบางคนบอกว่าจะไปเอาไก่มาต้มอีกตัว  ไก่กำลังจะเข้าเล้าพอดี    มองไปเห็นจะแนะกับจะกอนั่งอยู่ข้างกัน
 ไม่วายอดคิดในใจคนเดียวว่า   ไม่แน่   เดี๋ยวพวกเขาเมา  พูดกันไม่รู้เรื่อง   ไม่ใครก็ใครล่ะที่อาจจะขุดเอาเรื่องหมูกัดกันตายมาพูดขึ้นอีก   แล้วไม่ใครก็ใครอาจจะวิ่งไปหามีดในครัว   ไม่แน่หรอก   เดี๋ยวมันต้องมีเรื่องกัน  มันจะต้องเป็นอย่างที่ผมคิดไว้     อย่างคนพวกนั้นไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้  
          สักพัก   จะกอเมาเริ่มอ้อแอ้ไม่ไหว  เหตุการณ์ไม่เป็นดังคาด  จะแนะพยุงไหล่พาไปนอน  ช่างเป็นภาพที่ดูอบอุ่น  เพื่อนบ้านที่ดูแลกัน  เพื่อนร่วมวงที่ไม่ทอดทิ้งกันไปไหน   ผมชวนเพื่อนกลับ   นึกละอายใจตัวเองที่มองโลกในแง่ร้ายสุดๆ   กินหมูกินไก่ไม่ลง   ทั้งๆ ที่พวกเขาต้อนรับผมเป็นอย่างดี   แต่ผมกลับตอบแทนพวกเขาด้วยการตีค่าพวกเขาต่ำ ๆ แบบนั้น

          ตื่นมาตอนเช้า   พร้อมกับอาการเมาค้างนิดหน่อย   แต่งตัวออกจากบ้านพักครูจะเดินขึ้นไปหากาแฟขมๆ ที่ห้องพักครู    ยังไม่ทันจะขึ้นบันได   ได้ยินเสียงผอ.กับรองผอ.คุยกัน   ผอ.ถามถึงผมกับเพื่อนว่าเมื่อวานไปไหน   ไม่เห็นเข้าร่วมประชุม   รองผอ.บอกว่า
 "มันจะไปไหนล่ะ   ใช้ไปดูหัวน้ำ   คงไม่ได้ไปดูหรอก  ไปเมาซะมากกว่า"

 

โดย...บุญทม วันสูง