
ฟ้าหลังฝน...ของ "ฟิล์ม" รัฐภูมิ
"มองข้ามความทุกข์เพื่อเจอสุขที่มากกว่า"
ช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนชื่อของ นักร้อง-นักแสดง "ฟิล์ม" รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ จะถูกพูดถึงในทุกๆ วงสังคม เกี่ยวกับข่าวฉาวที่รุมเร้าเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทว่าไม่รุนแรงเท่าในอดีต คล้ายๆ ว่ามรสุมกำลังอ่อนแรงลง วันนี้ชีวิตเริ่มสดใส พอจะเห็นทางออก เงื่อนปมที่ขมวดไว้เริ่มคลี่คลาย แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาข้ามผ่านช่วงชีวิตที่ทุกข์ที่สุดมาได้อย่างไร วันนี้ คม ชัด ลึก และรายการ แมงโก้ แบงโก้ มีคำตอบ
ผลงานในวันนี้
@ ผลงานของฟิล์มตอนนี้มีอย่างไรบ้าง
ผมกำลังคุยกับทางผู้ใหญ่แล้วก็ทางโปรดิวเซอร์เรื่องงานเพลง เพราะหลังจากที่เรากลับมาจากประเทศอังกฤษ ที่นั่นเราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ทำให้อยากทำงานเพลงออกมา คาดว่าน่าจะได้ฟังผลงานใหม่ของผมปลายนี้แน่นอน ซึ่งตอนนี้แฟนๆ ก็ฟังเพลงประกอบละคร "บันทึกลับซูปเปอร์สตาร์" ที่ผมร้องไปพลางๆ ก่อน แล้วเรื่องนี้ผมยังเล่นเป็นพระเอกคู่กับน้องแก้ว (วงเฟย์ ฟาง แก้ว) หลายคนอาจคิดว่าวละครเรื่องนี้สร้างมาจากชีวิตของผม อยากบอกว่าเรื่องนี้แค่ใกล้เคียงกับชีวิตผม เหมือนกันที่ตัวเอกของเรื่องกับตัวผมเป็นดาราและนักร้องเท่านั้น แต่เราเล่ากันคนละมุมมอง เท่าที่ผ่านมา ละครที่เกี่ยวกับดารามักจะหนักไปในทางดราม่า แต่เรื่องนี้เราจะหนักทางคอมเมดี้เป็นส่วนใหญ่ คนดูจะได้ความสนุกสนาน ได้เรียนรู้ว่าวงการบันเทิงนี้มันเป็นมายา เป็นการตีแผ่วงการบันเทิงบ้านเรา ว่าข่าวมีทั้งเรื่องจริงและไม่จริง
@ ในละครเรื่องนี้มีกล่าวพาดพิงใครบ้างหรือเปล่า
ไม่มีนะ แต่เราหยิบเหตุการณ์ใกล้ตัวผมบางเรื่องมาทำเป็นละครให้สนุกขึ้น ถ้าถามว่ากลัวโดนฟ้องไหมบอกตรงๆ ว่าไม่ เพราะมันเป็นบทละคร เป็นเรื่องสมมติเท่านั้น ยอมรับว่าเล่นละครเรื่องนี้ยากมาก ทั้งๆ ที่มันคล้ายเรื่องของเราที่ผ่านมา เพราะเราต้องแสดงอารมณ์ออกมา เรื่องนี้รวมนักแสดงหลายคนมากมีผม น้องแก้ว นาตาลี เดวิด "โบวี่" อัฐมา ชีวนิชพันธ์ "ก้อง" ปิยะ เศวตพิกุล ฯลฯ นักแสดงเยอะมาก เรื่องนี้เริ่มฉายไปแล้ว เมื่อ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางช่อง 8 (อินฟินิตี้)
เรียนรู้ชีวิตต่างแดน
@ ไปใช้ชีวิตที่ประเทศอังกฤษเป็นอย่างไรบ้าง
ผมว่ามันเป็นการเรียนที่สนุกมาก นั่นเป็นประเทศที่มีหลายเชื้อชาติ ที่คละเคล้ามาทำธุรกิจร่วมกัน ทุกคนต้องแอ็กทีฟ ต้องแก่งแย่งกันในเรื่องต่างๆ มันเหมือนเปิดโลกใบใหม่ ที่ผมไม่เคยสัมผัสมาก่อน ตอนผมอยู่เมืองไทย ผมมีพ่อแม่คอยดูแล พอเข้าวงการบันเทิง มีคนคอยช่วยเหลือทุกๆ ด้าน แต่พอไปที่โน่น ผมกลายเป็นใครก็ไม่รู้ ที่ไม่มีใครรู้จัก ต้องยอมรับว่าที่นั่น ยังมีการเหยียดสีผิวอยู่ เวลาไปไหน เราจะโดนดูถูกตลอดเวลา เดินๆ อยู่ก็จะมีคนเปิดกระจกออกมาด่าเรา ทุกอย่างดูยากไปหมด เพราะภาษาผมก็ไม่ดี เวลาเรียนเพื่อนๆ จะคอยเขม่น จนทำให้รู้สึกว่าทำอะไรก็ผิดไปหมด ตอนแรกก็กดดัน พอเวลาผ่านไป มันทำให้เรารู้ว่า ไม่มีที่ไหนฝึกภาษาได้ดีเท่าประเทศของเจ้าของภาษา เพราะจะบังคับทำให้พูดและฟังเพื่อที่จะอยู่ได้ในสังคมนั้น ทำให้เรียนรู้ได้เร็ว ซึ่งการไปครั้งนี้ ผมไปเรียนแค่ครอสภาษาสั้นๆ แค่ 3 เดือน ซึ่งระยะเวลาเท่านั้นไม่ได้ทำให้ผมใช้ภาษาได้ดีนัก ท้ายสุดก็เลยต้องจ้างอาจารย์สอนพิเศษ ตอนนี้อาจารย์คนนั้นกลายเป็นเพื่อนผมไปแล้ว (หัวเราะ)
@ มีช่วงเวลาไหนที่เหงาบ้างไหม
ขอบอกก่อนว่าช่วงที่ไปช่วงแรกๆ นี่สนุกมาก ผมเที่ยวกระจาย เพราะเราได้ไปในที่ที่เราไม่เคยไป ตอนเราอยู่เมืองไทย ผมไม่เคยเที่ยวผับเธค ไม่เคยนั่งชิลๆ ตามร้านต่างๆ เพราะผมไปไม่ได้ แต่พออยู่ที่นั่น ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ผมจะเรียนภาษาตั้งแต่ตอนเช้าถึงเที่ยง พอบ่ายโมงผมก็จะไปเรียนเต้นถึงบ่าย 3 โมง ตอน 4 โมงเย็น ผมต้องรีบเดินทางไปทำงานเสิร์ฟอาหารบ้าง ล้างจานบ้างที่ร้านไทย จนถึงเที่ยงคืนทุกวัน พอวันเสาร์ก็ทำงานที่ร้านอาหารทั้งวันเพราะวันเสาร์จะมีคนเข้าร้านเยอะมาก ผมจะทำงานทั้งร้านอาหารไทย และญี่ปุ่น บางทีเราก็เดินไปทำงานที่บาร์เหล้าของฝรั่งด้วย ส่วนวันอาทิตย์จะเป็นวันที่เด็กไทยเที่ยวกัน ที่นั่นจะมีไทยสแควร์ บริเวณนั้นร้านไทยเยอะมาก
เรียกว่าเดือนแรกผมเที่ยวกระจุยเลย (หัวเราะ) พอเข้าช่วงเดือนที่ 2 ผมก็เริ่มคิดถึงเมืองไทย อาการโรคโฮมซิกเริ่มมาละ แต่ยังไม่มากเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นคุณแม่ยังอยู่กับผมด้วย แต่ท่านมาอยู่แค่สองเดือนเท่านั้น เพราะท่านห่วงบ้านที่เมืองไทย เข้าเดือนที่ 3 ผมจะอาการหนักสุด เพราะแม่กลับเมืองไทยแล้ว ตอนนั้นมีแต่ความอ้างว้าง อากาศก็หนาว ผมนอนร้องไห้แทบทุกคืน อาจเป็นเพราะหลายปัจจัยด้วยคือ เงินเราเริ่มหมด แล้วเราก็เรียนไม่ทัน อยู่มา 2 เดือนแต่เรายังได้แค่คำศัพท์งูๆ ปลาๆ แถมยังต้องทำสารคดี มันทำให้ผมเบื่อแล้วก็เหงามาก
@ การไปอยู่ที่ต่างประเทศ ฟิล์มได้เรียนรู้อะไรบ้าง
เยอะมาก อย่างแรกผมมีเวลาได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น มองเห็นจุดด้อยของตัวเองเยอะขึ้น ได้เรียนรู้สังคมของคนธรรมดามากขึ้น เพราะผมอยู่วงการบันเทิงมาตลอด 10 ปี เราอาจเคยอยู่กับการเป็นเรามากไป พอได้มาอยู่ในสังคม ที่ไม่มีใครต้องการเราเลย มันทั้งเศร้า แล้วก็มันลำบากมาก เพราะมันเป็นชีวิตที่ต้องแข่งขันกันสูงมาก ต้องเจอกับปัญหาหลากหลายปัญหาต่างๆ นานา ซึ่งมันทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ไม่หลงระเริงอยู่กับโลกมายามากเกินไป
@ แล้วประทับใจอะไรที่นั่น
(นึกนิดหนึ่ง) หลายอย่าง โดยเฉพาคนไทยที่นั่น (ยิ้ม) เวลาผมได้เจอคนไทย พวกเขาแทบจะเข้ามากอดผม เขาเห็นผมเหมือนลูกเหมือนหลาน เพราะที่นั่นผมทำทุกอย่างเหมือนคนใช้ชีวิตธรรมดา ผมไปล้างจาน ไปทำอาหาร ชีวิตก็เปลี่ยนไป ต้องช่วยเหลือตัวเอง อาจเป็นเพราะเขาอาจจะสงสารเรา เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน เขาคงเข้าใจว่าเราจะเจออะไร เพราะเขาเคยเจอมาก่อน
@เขาทราบข่าวฟิลม์หรือเปล่า มีให้กำลังใจอย่างไรบ้าง
มีให้กำลังใจผมเยอะเหมือนกัน แต่จะออกในแนวแซวๆ มากว่า ผมก็บอกว่าขอบคุณมาก
ชีวิตใต้ร่มกาสาวพัสตร์
@ ได้บวชเรียนแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง
ไม่ว่าจะเป็นการเกณฑ์ทหารหรือบวชเรียน ผมถือเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำ ซึ่งเป็นแพลนที่ผมวางไว้นานแล้ว แต่ถูกเลื่อนมาตลอด เพราะงานผมรัดตัวมาก หลังผ่านเรื่องต่างๆ มาเราก็เริ่มมีเวลามากขึ้น เลยขอต้นสังกัดบวช ตอนบวชผมได้ไปอยู่กับท่าน ว.วชิรเมธี ซึ่งผมได้อะไรจากท่านเยอะมาก คิดว่าตัวเองเปลี่ยนเยอะเหมือนกันนะ (ยิ้ม) จากเป็นคนพูดเร็วไม่ค่อยคิด เราก็คิดมากขึ้น ได้นำคำสอนของพระอาจารย์มาใช้ในชีวิตบ้างเหมือนกัน ได้เรียนรู้หลักการดำเนินชีวิต ว่าเป็นเรื่องสมมุติทั้งหมด เรียนรู้ให้เป็นและอยู่กับมันให้ได้ เราอาจเคยยึดติดกับอดีตเกินไป ยึดติดกับอนาคตมากเกินไป จนลืมมองว่าเราอยู่กับปัจจุบัน ทำให้ผมคิดได้มองข้ามความทุกข์เพื่อเจอสุขที่มากกว่า
@ หลักธรรมในวันนั้นได้มาสอนเราในวันนี้อย่างไรบ้าง
ผมว่าผมก็ยังเป็นฟิล์มคนเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือสมอง ความคิดและหัวใจ ผมโตขึ้นเยอะมาก มันเหมือนเกิดใหม่อีกครั้งจากความทุกข์ เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครรู้หรอกว่าผมทุกข์แค่ไหน ที่ยอมรับอะไรหลายๆ อย่างทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ทำ ด้วยความที่ว่าเราอยากเป็นลูกผู้ชาย บางทีมันเก็บกด เพราะมีหลายอย่างที่เราอยากพูดแต่เราพูดไม่ได้ เพราะมันมีเรื่องเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ว่านี่คือผู้ชาย นี่คือผู้หญิง ผู้ชายห้ามทำร้ายผู้หญิง ผู้ชายห้ามว่าร้ายผู้หญิง บางอย่างที่เราพูดสังคมก็ไม่ฟัง เพราะมองแต่ความสงสารจนลืมความจริงและความถูกต้อง ใครจะรู้บ้างว่าผมต้องทนกับอะไรกับเหตุการณ์ที่สังคมมอง พอเราได้บวชเรียน ก็ทำให้เรารู้ว่าแค่เรากระโดดข้ามคำว่าทุกข์เราก็จะเจอความสุข เรียกว่าหลักธรรมทำให้ผมผ่านเหตุการณ์แย่ๆ เหล่านั้นมาได้
วันนี้ของ "ฟิล์ม" รัฐภูมิ
@สภาพจิตใจตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เต็มร้อยหรือยัง
เต็มร้อยมานานแล้ว ตั้งแต่ผมเจออะไรมาหลายๆ อย่าง ตั้งแต่ผมออกมาจากโรงพยาบาล พอผมตัดสินใจบวช หลังจากบวชผมก็สบายเลย เพราะธรรมะทำให้เราผ่านมาได้อย่างดีมาก แค่เราคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องสมมติ ให้ทำแต่ความดีไว้ดีที่สุด ที่ผ่านมาทำให้ผมเรียนรู้ว่า เราต้องไม่ว่ากล่าวใคร เพราะเหตุการณ์ทั้งหมด มันเกิดขึ้นเพราะเราเป็นผู้กระทำ เพราะเราคิดน้อยและประมาท เพราะเรามองโลกในแง่ดีมากเกินไป ทุกอย่างมันเกิดจากตัวเราทำตัวเองทั้งนั้น
@ ได้กำลังใจสำคัญจากใครกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
หลักๆ คือพ่อแม่ พนักงานอาร์เอสทุกคน และกำลังใจสำคัญที่สุดคือแฟนๆ เขายังเชื่อว่าผมก็คือผม เราเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน ผมไปไหนเขาก็จะไป เขาจะคอยเรียนรู้ชีวิตผมตลอดเวลา พอเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เขาก็จะเข้าใจ พร้อมที่จะให้กำลังใจเรา ทำให้ผมรู้สึกว่าผมจะทุกข์ทำไม ในเมื่อผมมีพ่อแม่ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีพนักงานบริษัทซึ่งทุกคนก็รักผม เห็นผมเป็นน้องคนหนึ่ง แฟนๆ ก็เห็นผมเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง มันทำให้ไม่มีอะไรมาแตกผมได้
@ อึดอัดกับข่าวต่างๆ ที่ผ่านมาบ้างไหม
ที่ผ่านมาผมอาจจะอึดอัดบ้าง แต่ตอนนี้ผมสบายมาก แค่เราไม่เต้นตามมัน แค่เราไม่สนใจมัน ก็จบ กับข่าวที่ผ่านมา ถ้าสิ่งไหนที่ผมผิด ผมก็ยอมรับผิดไปหมดแล้ว สิ่งไหนที่ไม่ใช่เราก็ได้แต่พูดให้มันเป็นกลาง ใครคิดได้ก็โอเคเพราะผมก็ไม่แคร์ถ้าใครคิดไม่ได้ เพราะในโลกนี้มีแค่คน 2 จำพวก คือที่ชอบเราและไม่ชอบเรา คนที่ไม่ชอบเราถึงผมพูดให้ตายเขาก็ไม่ชอบ อย่าเอาเรื่องแบบนี้มายึดติด เพราะมันจะทำให้เราไม่สบายใจ
@ หลังจากนี้ต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง
เรื่องเจ้าชู้ ผมยอมรับว่าผมเจ้าชู้ เพราะผมมีแบบอย่างที่ดีทำให้ผมเลือกเยอะ คือผมอยากหาให้ได้ดีแบบแม่ พอไม่ใช่เราก็ต้องห่างกับคนที่ไม่ใช่ เพราะผมก็เป็นคนที่ชัดเจนคนหนึ่ง เวลาผมคบใครผมไม่มีคบซ้อน และผมไม่พูด ผมพูดอะไรก็ผิดอยู่แล้วเพราะเราเป็นผู้ชาย ที่สำคัญตอนนี้ผมยังไม่ได้แต่งงาน ผมก็อยากเจอคนที่รักเราจริง แต่จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ทำให้เราค่อนข้างกลัว และต้องเลือกมากขึ้นกว่าเดิม ที่ผ่านมาทุกคนจะเห็นว่าผมไม่เคยหนี ผมพร้อมให้คำสัมภาษณ์ทุกเรื่อง เพราะเราเป็นผู้ชาย แต่การเป็นผู้ชายมันทำให้เราไม่สามารถพูดความจริงได้หมด ไม่สามารถพูดอะไรได้เลย ถ้าต้องไปกระทบอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะความจริงมันต้องกระทบอยู่แล้ว พูดอะไรก็ได้ให้เข้าตัวเองโดนไว้ก่อน จากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำให้ผมรู้ว่า มนุษย์เรามีทั้งปาปมิตรคือเพื่อนหลอก เพื่อนที่หวังผลประโยชน์ล้วนๆ และกัลยาณมิตรเพื่อนที่ดี ทุกวันนี้เพื่อนที่เหลืออยู่ก็น่ารักมากทุกๆ คน
@ เรื่องคดีไปถึงไหนกันแล้วบ้าง
โดยส่วนตัวเรื่องคดีผมยังพูดอะไรมากไม่ได้ แต่วันหนึ่งทุกคนจะรู้ความจริง และสิ่งต่างๆ ทุกๆ คนก็จะเข้าใจ ว่ามันเกิดอะไรขึ้น และอีกไม่นานก็น่าจะรู้กันแล้ว ตัวผมก็ขอทำทุกอย่างให้ถูกต้องที่สุด และต้องขอบคุณทางศาลมากๆ ที่ให้ความเป็นธรรมกับทุกๆ คน ส่วนแพลนในอนาคตนั้น ผมยังอยากทำงานในวงการบันเทิง และสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรเราก็ขอเป็นกำลังใจ ให้เขาผ่านพ้นเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดไปได้ด้วยดี และยังมีที่ยืนในวงการบันเทิง มีผลงานดีๆ นับจากนี้
เรื่อง : ดวงใจ สอาดจิตต์ / เสาวลักษณ์ ปึงทมวัฒนากูล
ช่างภาพ : วริศรา วุฒิกุล



